จิตรกรผู้โด่งดัง Leonardo de vinci กับความลับบนภาพวาด

ถ้าหากพูดตามความเป็นจริงแล้วนั้น Leonardo de vinci ถือว่าเป็นจิตรกรที่มีความสามารถและโงดังในสายอาชีพของเขา แต่ในความสามารถของศิลปะแขนงอื่นๆนั้นไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานดนตรี ก็ถือว่าเขานั้นมีผู้มือในการสร้างสรรค์อยู่ในระดับแค่มือสมัครเล่นเท่านั้นไม่ได้สามารถสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ได้อย่างสุดยอดอย่างที่จิตรกรคนอื่นๆสามารถทำได้

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Leonardo de vinci นั้นก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขานั้นได้มีการผสมผสานความสามารถของเขาที่มีในทุกด้านที่เขานั้นจะสามารถสร้างสรรค์ได้ และเป็นสิ่งที่เขานั้นได้ซุกซ่อนเอาไว้ในผลงานที่เขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมาและทำให้ผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยผลงานที่โดดเด่นของเขานั้นก็คือ The Last Supper

ถึงแม้จะเป็นภาพวาดที่โด่งดังไปทั่วโลกในตอนแรกนั้นไม่มีควรทราบเลยว่า Leonardo de vinci นั้นได้มีการวางโน๊ตดนตรีไว้ในภาพอาหารมื้อสุดท้าย และมีการยืนยันจาก จีโอวานี่ มาเรียมพารา ที่ได้ยืนยันว่าเขานั้นได้ค้นพบตัวโน๊ตอยู่ในภาพวาดดังกล่าวของ Leonardo de vinci ด้วยและสามารถที่จะนำโน๊ตท่ถูกซ่อนไว้ในภาพออกมาเล่นได้เป็นเพลงที่ไพเราะและมีความยาวมากถึง40วินาที

โดยการพบตัวโน๊ตในภาพวาดนั้น จีโอวานี่ มาเรียมพารา ได้อาศัยตำแหน่งของขนมปังที่อยู่ในภาพวาดและตำแหน่งมือของทุกคนในภาพวาด โดย Leonardo de vinci ได้มีการวาดภาพอยู่ในตำแหน่งที่มีความเท่ากันเป๊ะเหมือนบรรทัดตัวโน๊ตเส้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งเรื่องนี้นั้นได้มีการสอบถามจากนักข่าวโดยการถามผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ทุซคานี ดาวินชี่ มิวเซียม ก็ได้กล่าวเช่นกันว่าทฤษฏีนี้นั้นมีความเป็นไปได้สูงด้วย สิ่งนี้เลยทำให้ภาพอาหารมื้อสุดท้ายนั้นที่พระเยซูได้ร่วมเสวยพระกายหารร่วมกับพระอัครสาวกทั้งของพระองค์ ได้กลับมาเป็นกระแสและเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพวาดนี้โด่งดังไปทั่วโลกอีกครั้ง

แต่ถึงอย่างไรจะสามารถนำสิ่งโน๊ตที่มีการค้นพบขึ้นมานั้นมาเล่นเป็นเพลงได้ก็ตามแต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานที่ปรากฏแน่ชัดไว้ว่า Leonardo de vinci นั้นตั้งใจที่ซ่อนน๊ตเพลงไว้ในภาพวาดจริงๆหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนทั่วโลกนั้นได้รู้จักและมีการกลับไปชมภาพวาดอาหารมื้อสุดท้ายอีกครั้ง

หลังจากภาพยนตร์ The Davinci Code ได้มีการถอดรหัสลับจากภาพวาดและกล่าวว่า ในภาพวาดอาหารมือสุดท้านนั้นไม่ใช่นักบุญจอร์นอย่างที่หลายคนนั้นเข้าใจแต่เป็นแมรี่ แม็กดาเลน จึงทำให้วงการของศาสนาคริสต์นั้นต้องมีการออกมาประท้วงใหญ่โตเลยทีเดียว และบอกกับคนทั่วโลกว่าสิ่งนี้นั้นเป็นเพียงนิยายที่ถูกแต่งขึ้นเท่านั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้นก็อาจจะต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมรับฟังเรื่องราวเหล่นี้ที่ถูกนำมาถ่ายทอดถึงก็จะสามารถถ่ายทอดได้ทั้งในทางที่ผิดและถูกด้วยนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

ทฤษฎีที่บอกว่าวันสิ้นโลกใกล้เข้ามาถึงแล้วในไม่นานนี้

สำหรับทฤษฎีที่เกี่ยวกับโลกแตกจริงๆแล้วมันได้มีมาตั้งแต่ช่วงประมาณ8-10ปีที่แล้วได้ถ้าหากว่าใครจำได้ลองย้อนกลับไป เมื่อในปี2010 ก็ได้มีทฤษฎีเกิดขึ้นมาว่าในปี2012โลกจะแตกจะเกิดอุบัติภัยจะเกิดความวิบัติต่างๆบนโลกไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟระเบิดแผ่นดินไหวน้ำท่วมเกิดสินามิทั่วโลกจนทำให้พื้นดินกว่าครึ่งหนึ่งของโลกได้จมไปอยู่ใต้ท้องทะเลและพื้นที่บางส่วนของโลก

ใหม่ก็เกิดขึ้นมาที่เขาเคยบอกว่าตรงพื้นที่แทบแอฟริกาจะโพล่ขึ้นมาแต่ตรงพื้นที่ตรงแทบเอเซียจะยุบลงไปในส่วนหนึ่งอันนี้มันก็ได้เป็นทฤษฎีเมื่อประมาณ10ปีที่แล้ว ซึ่งถามว่าปี2012โลกแตกจริงมั้ยมัน ซึ่งมันไม่แตกหรอกแต่ว่ามันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างและเราจะย้อนกลับไปดูก่อนแล้วกันว่าทฤษฎีเมื่อในปี2010ว่ามันเป็นยังไง

และอันนี้มันได้เป็นทฤษฎีที่เราค้นหามาหากผิดประการใดขอโทษด้วยแล้วกัน คือเราย้อนกลับไปเมื่อในปี2010 ก็ได้มีทฤษฎีที่เรียกกันว่าปฏิทินเผ่ามายาหมด ก็คือจะเป็นวันสิ้นโลก ถ้าพูดถึงเผ่ามายา  เผ่ามายานั้นได้เป็นชนเผ่าโบราณเผ่าหนึ่งที่มีการคาดคเณมีการพยากรของโลกได้แม่นย้ำมากที่สุดในขณะสมัยก่อนมันก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีใดๆที่ทันสมัยมีแต่การคาดเดาและการพยากรล้วนๆ

แต่ทำไมชนเผ่ามายาถึงได้คาดเดาวันที่โลกหมุนรอบตัวเองหรือโลกของเราในระยะเวลาหนึ่งปีได้มีจำนวนวันเท่าไหร่เป็นหน่วยถึงสี่ตำแหน่ง ซึ่งมันแปลกมากแค่ได้เทียบกันกับในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีที่ได้มีการค้นคว้าว่าในหนึ่งปีโลกของเรามันจะมีการหมุนรอบดวงอาทิตย์ก็คือมันจะมีอยู่กี่วันและได้คำนวณออกมาและได้มีความตรงร้อยเปอร์เซน

ซึ่งปฏิทินเผ่ามายาได้หมดลง เมื่อปี2012 คนก็เลยแตกต่างกันคิดว่ามันจะเป็นวันสิ้นโลกหรือเปล่าเพราะว่าในช่วงนั้นได้มีอุถกภัยมีภัยธรรมชาตเข้ามาหนักมากและมีอยู่หนึ่งบุคคลที่ได้อ้างตัวว่าตายแล้วฟื้นใหม่ได้มีพลังวิเศษที่สามารถเห็นโลกในอนาคต ซึ่งตนก็ได้บอกว่าเขาสามารถเห็นภาพในสิ่งที่เขาคิดจากการที่เขาได้หลับแล้วเขาก็จะได้เห็นสิ่งๆนั้น

หรือเขาได้ยืนอยู่ที่สูงๆแล้วเขามองลงมาและเขาก็จะเห็นพื้นที่อนาคตตรงนั้นว่ามันเป็นยังไง ซึ่งเขาได้ขึ้นไปอยู่บนยอดจุดสูงสุดไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรืออะไรก็แล้วแต่หลายที่จนเขาได้มองลงมาแล้วได้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้ได้มีการเปลี่ยนไปจนหน้าตกใจเพราะสิ่งที่เขาได้เห็นก็คือหลายๆพื้นที่ได้จมลงสู่ใต้ท้องทะเล

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

ประวัติศาสตร์บ้านบางระจัน

        ในช่วงสมัยของพระเจ้าเอกทัศน์นั้นพม่าได้มีการยกกองทัพมาเพื่อหวังจะตีเมืองกรุงศรีอยุธยาให้แตกพ่ายซึ่งในช่วงเวลานั้นเองกรุงศรีอยุธยาเองนั้นภายในก็มีการรับสำหรับสายเพราะบางพรรคแบ่งพวกแบ่งฝ่ายกันซึ่งในช่วงที่ กองทัพพม่าเดินทางมานั้นกองทัพพม่าได้แวะหัวเมืองต่างๆและมีการตีหัวเมืองทุกหัวเมืองที่ผ่านเพื่อเก็บเสบียงอาหาร

และปล้นเอาประชาชนมาเป็นทาส ซึ่งชาวบ้านตามที่ได้รับความเดือดร้อนจากกองทัพต่างก็หนีตายมารวมตัวกันอยู่ที่หมู่บ้านบางระจันซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่เป็นทางผ่านที่จะต้องเดินทางไปยังกรุงศรีอยุธยานั่นเองซึ่งชาวบ้านบางระจันนั้นก็ได้มีการรวมตัวกันเพื่อที่จะต่อสู้กับกองทัพพม่าโดย มีหัวหน้าที่คอยดูแลคนในหมู่บ้านบางระจันนั่นก็คือมีนายแท่น  นายโชติ  นายอินทร์  นายเมือง   นายดอก  และนายทองแก้ว เนื่องจากชาวบ้านนั้นหวาดกลัวกองทัพพม่ากันเป็นอย่างมาก

อกสั่นขวัญแขวนกันไปหมดผู้ดูแลหมู่บ้านเวียงจันทน์จึงได้ไปอัญเชิญพระธรรมโชติให้มาความรักอยู่ที่วัดโพธิ์สามต้นเพื่อมาเป็นขวัญและกำลังใจให้กับชาวบ้าน และเมื่ออาจารย์ธรรมโชติได้มาถึงบ้านบางระจันก็ได้มีการทำเสื้อและตะกรุดแจกให้กับชาวบ้านเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ ซึ่งระหว่างนั้นกองทัพพม่าก็ได้มีการเดินทางใกล้ที่จะมาถึงหมู่บ้านบางระจัน

และหวังว่าจะมีการตีหมู่บ้านบางระจันให้แตกพ่าย ซึ่งชาวบ้านบางระจันเองต่างกันรวมตัวกันและช่วยเหลือกันในการต่อสู้กับกองทัพพม่าซึ่งในตอนนั้นกองทัพพม่าเดินทางมาไม่เยอะจึงทำให้ชาวบ้านบางระจันนั้นสามารถตีกองทัพพม่าแตกพ่ายโดยกองทัพพม่านั้นยังไม่ละความพยายามยังคงมีการทำศึกกับชาวบ้านบางระจันอยู่อีกหลายครั้งจนในที่สุดทางพม่าซึ่งเป็นเมืองหลวงได้ส่งกองทัพใหญ่มาช่วยกองทัพพม่าที่นี่ทำให้สามารถเข้าทำการโจมตีชาวบ้านบางระจันบางระจันได้ในที่สุด

ซึ่งทางหมู่บ้านบางระจันเองก็ได้มีการส่งคนไปแจ้งกับทางกรุงศรีอยุธยาให้ส่งทหารมาช่วยเหลือหมู่บ้านประจันแต่ทางกรุงศรีอยุธยาเองเนื่องจากมีการทะเลาะกันภายในจึงไม่ได้มีการส่งทหารหรือส่งใครมาช่วยกับทางหมู่บ้านบางระจันเลยส่งเพียงแค่ปืนใหญ่มาให้ 1 กระบอกเท่านั้น ในที่สุดเมื่อไม่มีทหารมาช่วยเหลือและไม่มีอาวุธที่จะไปต่อสู้กับกองทัพพม่าชาวบ้านบางระจัน

จึงได้เสียชีวิตที่หมู่บ้านบางระจันนั่นเอง ซึ่งหลังจากที่พม่าได้เข้ามาโจมตีหมู่บ้านบางระจันนั้นก็ไม่มีใครเคยเห็นพระอาจารย์ธรรมโชติอีกเลยและหลังจากนั้น 8 เดือนต่อมาก็ทำให้พม่านั้นสามารถไปทำการโจมตีกรุงศรีอยุธยาจนเป็นสาเหตุให้กรุงศรีอยุธยานั้นเสียเอกราชในที่สุดนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8

ความหมายของเฉดสี

           แน่นอนว่าหากใครที่ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะการระบายสีแล้วก็เราจะต้องรู้อยู่แล้วว่า 7 สีของเรานั้นมีมากมายหลายเฉดสีด้วยกันแต่แต่ละเฉดสีหรือแต่ละวรรณะของสีนั้นก็จะมีความหมายแตกต่างกันออกไปและแบ่งโทนสีแตกต่างกันออกไป

คนที่ร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะป้องจะต้องเข้าใจในเรื่องของเฉดสีให้ดีเพราะสีนั้นถึงแม้จะมีความใกล้เคียงกันแต่ก็คือคนละเชลซีนั่นเองอย่างเช่นสีส้มกับสีส้มอ่อนนี่ก็คือคนละสีไม่ใช่สีเดียวกันดังนั้นเราจะมาดูกันว่าการแบ่งเป็นสีแนวร้อนสีโทนเย็นหรือสีกลางๆนั้นมีการแบ่งเป็นสีอะไรบ้าง

         เราสามารถแบ่งโทนสีได้ออกเป็นสีโทนด้วยกันซึ่งสีโทนนี้ก็จะประกอบไปด้วยสีโทนเย็นหรือที่เราเรียกกันว่าคลูโทน  และสีโทนร้อนที่เราเรียกกันว่า Warm Tone   และสีที่เป็นได้ทั้งคลูโทนและร้อนโทน อยู่ในตัวเดียวกันรวมถึงเราจะมีสีกลางที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดนั้นเองเรามาแยกจำแนกเครื่องของเขตสีกันดีกว่าว่ามีสีอะไรบ้างที่อยู่โซนไหน

        สำหรับโทนสีเย็นจะมีอยู่ด้วยกัน 7 สีด้วยกันซึ่งจะมีเป็นโทนสีเหลือง   รวมถึงโทนสีเขียว   โทนสีน้ำเงิน    โทนสีเขียวน้ำเงิน  โทนสีเขียวเหลืองหรือแม้แต่โทนสีม่วงและโทนสีม่วงน้ำเงินซึ่งกรุงศรีเหล่านี้เวลาที่เราใช้ระบายสีแล้วเราจะรู้สึกว่ามันรู้สึกมองแล้วสบายตาสบายใจเป็นสีแบบเย็นตานวลตานั่นเองแต่ไม่ก็ตามถ้าเราเลือกเป็นโทนสีร้อนแล้วก็ค้นสิรอจะได้แก่คนที่มีความร้อนแรงเวลาดูแล้วรู้สึกจะให้ความอบอุ่นความร้อนแรงความฮึกเหิมความสนุกสนาน

ซึ่งโทนสีนี้ก็จะได้แก่แน่นอนว่าต้องมีสีแดงอยู่แล้วแล้วก็จะมีในเรื่องของสีแดงม่วงสีแดงอิฐส้มสีส้มเหลืองสีเหลืองซึ่งสีประเภทนี้นั้นอยู่ในกลุ่มโทนสีร้อนแรงแต่อย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะมีสีที่เป็นสีเป็นได้ทั้งสีร้อนแล้วก็สีเย็นอยู่ในกลุ่มเดียวกันนั่นก็คือหากเราเอาสีเหลืองไปไว้กับสีแดงใกล้ๆกันมันก็จะเหมือนกับสีส้มๆไปๆซึ่งมันจะกลายเป็นสีกำลังกายทันที

หรือถ้าเราอยากได้โทนสีที่เป็นสีโทนกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเลยก็คือจะได้แก่ประเภทพวกสีขาวสีดำหรือแม้แต่สีเทาหรือสีน้ำตาลนั่นเองซึ่งถ้าเราเอาสีเหล่านี้ที่เป็นโทนสีกลางไปไว้กับสีไหนก็แล้วแต่ไม่ว่าจะอยู่ในโทนสีร้อนแรง หรือโทนสีเย็น พ่นสีกันก็จะช่วยเสริมให้คนอื่นๆนะโดดเด่นขึ้นมากไปอีกนั่นก็คือความหมายของโทนสีการนั้นเอง

            ดังนั้นเวลาที่เราจะเลือกระบายสีลงในสมุดว่าภาพของเราแล้วก็เราควรจะต้องมีการคำนึงถึงภาพที่เราจะนำมาวาดนั้นว่าเราอยากให้ภาพของเรานั้นออกมาเป็นแนวภาพร้อนแรงหรืออยากได้ภาพของเรานั้นดูเป็นพวกสนุกสนานร่าเริงซึ่งเราสามารถที่จะแต่งแต้มได้จากสิ่งที่เราเลือกถึงแม้ว่าภาพดังกล่าวนั้นอาจจะเป็นภาพที่ดูออกมาเศร้าสร้อยแต่ถ้าเราลงสีที่ไม่ใช่สีที่ดูแล้วเป็นเรื่องเศร้ามันก็จะกลายทำให้ภาพนั้นดูมีมิติและสนุกสนานขึ้นมาได้

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตํานานแวมไพร์

แวมไพร์คือสารชนิดหนึ่งซึ่งจะเป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะมีผิวที่ขาวซีดกว่าคนธรรมดานอกจากนั้นยังมีความเชื่อกันอีกว่าพวกเขานั้นจะมีรูปร่างคล้ายๆมนุษย์มากที่แตกต่างก็มีเพียงแค่ความขาวที่ของร่างกายและเที่ยวที่งอกออกมาจากฟันและนอกจากนั้นยังมีความเชื่ออีกว่าหากใครนำกระเทียมสามารถให้แวมไพร์กินเข้าไปได้ก็จะทำให้แวมไพร์สลายหายไปตลอดกาล

และวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานของแวมไพร์ตั้งแต่ต้นเรื่องๆว่าเป็นยังไงบ้างซึ่งหลายคนนั้นคิดว่ามันเกิดมาจากประเทศอังกฤษเป็นอย่างแรกซึ่งมันก็คือประเทศอังกฤษจริงๆค่ะมีความเชื่อว่าตำนานที่กล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและไม่ได้ถูกแต่งขึ้นมาเท่านั้นแต่ก็ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่ามีหลักฐานที่แน่ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ถูกแต่งแต่วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเรื่องราวตำนานแวมไพร์ตั้งแต่นมนานมาแล้วนั้นเป็นอย่างไร 

 มีความเชื่อ ว่าชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเขานั้นเป็นทหารเขานั้นมีชื่อว่าอาโนเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่อาโนได้เดินทางฉันไปที่หลุมศพซึ่งมีความเชื่อว่าหลุมศพแถวนั้นคือหลุมศพของแวมไพร์ต่างๆซึ่งว่าเขาขับเกวียนผ่านไปเขาก็ถูกแวมไพร์ตัวหนึ่งกัดเข้าที่คอซึ่งเข้านั้นมีความโกรธแค้นเจ้ารำไพตัวนั้นเป็นอย่างมากก็เลยพยายามคิดที่จะทำร้ายเจ้าผีตัวนั้นและกำจัดมันให้สิ้นซากไป

โดยตลอดกาลซึ่งหลังจากนั้นเมื่อเช้ามาจากที่เขารักษาแผลเป็นหายดีเขาก็ได้ทำการเดินทางในการขับเกวียนมาที่สุดสารที่มีความเชื่อว่าศัพท์ของผีดูดเลือดเอาไว้นั่นเองซึ่งเขานั้นได้ขุดหลุมศพออกมาทั้งหมดหรือว่าจบไหนเป็นแวมไพร์ที่กัดเขาซึ่งเขาก็พบศพที่เป็นแวมไพร์ที่กัดเขาเช่นเดียวกันหลังจากนั้นเท่านั้นก็ได้ทำการหาอุปกรณ์มาเจาะที่ร่างกายของมันจนได้เลือดของมันออกมาแล้ว

หลังจากนั้นเขาก็นำมันมาล้างตัวซึ่งร่างกายของเขานั้นก็เต็มไปด้วยเลือดนอกจากนั้นเขายังได้ทำการนำช้อนมาจากดินลงหลุมศพของแวมไพร์ตัวนั้นกินเข้าไปซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ได้ทำการจะเดินทางกลับกับร่างที่โชคเลือกเช่นนั้นแต่อยู่ๆไม่รู้เกิดอะไรขึ้นต้นไม้ที่กำลังเดินทางไปเรื่อยๆอยู่เหมือนกับว่ามันคืออะไรบางอย่างที่น่ากลัวมากจนมันสลบไปซึ่งเขาก็จบจากเวียนหัวกระแทกก้อนหินจนเสียชีวิตที่สุสานแห่งนั้นซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าเขานั้นได้ทำการทำร้ายคนในหมู่บ้านจนตายไป 16 คนใน 1 สัปดาห์

หลังจากนั้นทุกคนจึงพากันไปที่สุสานที่ถูกฝังไว้นั้นกลายเป็นแวมไพร์ไปแล้วทุกคนพากันกำจัดแวมไพร์ที่เหลือจึงลืมไปว่ามีแวมไพร์ตัวหนึ่งที่อยู่ตรงท้ายป่าสุดซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดแต่ทุกคนกลับลืมมันไปหลังจากนั้นผ่านไป 1 อาทิตย์

ก็วันนั้นก็ออกมาฆ่าสัตว์ต่างๆและก็ทิ้งซากศพเอาไว้และมีชาวบ้านมาเห็นต่างก็ไม่รู้ว่ามันตายได้ยังไงแกก็เอาซากศพไปทำอาหารและนำไปกินจนสุดท้ายพวกเขาก็ติดเชื้อกลายเป็นผีดูดเลือดหลังจากนั้นก็ฆ่าคนอื่นไปเรื่อยๆนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

ตำนานทาวเวอร์ ออฟ ลอนดอน  ประเทศอังกฤษ

        ที่ประเทศอังกฤษมีพระราชวังเก่าแก่แห่งหนึ่งที่เราเรียกกันว่าหอคอยแห่งอังกฤษที่นี่เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวเล่าลือกันว่ามีผีดุมากที่สุดในโลกที่หนึ่งเลยทีเดียวแต่ในขณะเดียวกันก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวดูความงดงามหอคอยแห่งลอนดอนกันเป็นจำนวนมากแต่เมื่อใดก็ตามที่ท้องฟ้าเริ่มมืดนักท่องเที่ยวก็จะเริ่มห่างหายประชาชนบริเวณโดยรอบจะมีการปิดประตูหน้าต่างเงียบเพราะที่นี่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหอคอยที่เฮี้ยนมากที่สุดในโลก ว่ากันว่าหอคอยแห่งนี้นั้นถูกสร้างขึ้นมาสมัยตั้งแต่ปี คริสต์ศักราช 1078 โดยพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 1 ราชวงศ์อังกฤษ

โดยหอคอยแห่งนี้นั้นมีความงดงามอย่างมากและถูกก่อสร้างไว้อยู่ริมแม่น้ำลำคลองกรุงลอนดอนเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามติดอันดับโลกหอคอยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันการโจมตีจากชาวเมืองที่จะมีการต่อต้านราชวงศ์ดังนั้นกำแพงที่ล้อมรอบหอคอยจึงมีความสูงชันและแข็งแกร่งเป็นอย่างมากหลังจากที่พระเจ้าชานที่ 1 ขึ้นของราชหอคอยแห่งนี้ก็มีคำสั่งให้มีการเปลี่ยนแปลงรื้อถอนไปบางส่วนถึงหอคอยนี้มีการสร้างมาประมาณพันปีแล้วแต่เรื่องเล่าที่เล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ว่ากันว่าหอคอยแห่งนี้เคยเป็นที่คุมขังนักโทษที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ไม่ว่าจะเป็นขุนน้ำขุนนาง

หรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์เองหากใครที่ทำความผิดก็จะถูกขังและถูกประหารอยู่ที่นี่แล้ววิญญาณที่เฮี้ยนมากที่สุดที่มีคนกล่าวขานกันถึงบ่อยที่สุดก็คือเป็นวิญญาณของพระนางแอนน์ โบลินน์ โดยพระนางนั้นถือเป็นผีที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ที่สูงเนื่องจากพระนางเป็นพระมเหสีของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 โดยเป็นพระมเหสีองค์ที่ 2 และนางเสียชีวิตเนื่องจากถูกประหารเพราะจับได้ว่าคบชู้อีกทั้งหลายคนยังบอกว่านางนั้นเป็นแม่มด

ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทางยุโรปมีการล่าแม่มดทำให้ในช่วงนั้นหลายคนถูกใส่ร้ายว่าเป็นแม่มดกันเป็นจำนวนมากและบทลงโทษสำหรับพวกพ่อมดแม่มดนั่นก็คือการโดนเผาหรือไม่ก็การประหารด้วยการตัดคอซึ่งพระนางก็คือหนึ่งในนั้นที่ถูกตัดคอโดยเล่ากันว่าในช่วงที่มีการตัดขอบพระนางนั้นช่วงที่ศีรษะของพระนางขาดพระนางยังมีการจ้องมองด้วยดวงตาเบิกโพลงไปที่คนประหารนางอีกครั้งริมฝีปากของนางอเมริกาขมุบขมิบเหมือนนางกำลังไล่มนต์คาถาอยู่ สำหรับความผิดของพระนางนั้นไม่เป็นที่แน่ชัดว่านางครบทุกอย่างหรือไม่บางตำนานเล่าว่าเหตุที่พระนางถูกฆ่า

และถูกใส่ร้ายว่าเป็นแม่มดเนื่องจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 อยากจะแต่งงานใหม่จึงได้มีการคิดแผนการขึ้นเพื่อกำจัดพระนางจะได้มีการแต่งตั้งมเหสีองค์ใหม่เท่านั้นซึ่งใครก็ตามที่เดินทางมาที่หอคอยอังกฤษในช่วงเวลาค่ำคืนต่างก็จะเจอกับผีหัวขาดซึ่งในตอนแรกจะมองเห็นเป็นหญิงสาวเอาผ้าคลุมหัวเดินอยู่ตามระเบียงแต่เมื่อมองเข้าไปใกล้ๆจะเห็นว่าที่มือของนางมีการหิ้วหัวเอาไว้ด้วยอีกทั้งมักจะได้ยินเสียงโซ่ตรวนและเสียงกรีดร้องของภูตผีปีศาจในทุกๆคืนจึงทำให้ช่วงเวลากลางคืนไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปเยี่ยมชมหอคอยแห่งอังกฤษแห่งนี้เลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8