พระยาทรงสุรเดชผู้มีประสบการณ์เป็นคนวางแผนการที่จะยึดอำนาจปฎิวัติใน พ.ศ.2475

 

ชาวคณะราษฎรก็เริ่มเดินทางกลับมาประเทศสยามตามความจำเป็นของชีวิตและเปลี่ยนไปติดต่อกันแบบลับๆแทน เริ่มจาก ปรีดี กลับสยามไปเป็นราชการใช้ทุนอยู่ในกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2470 บางคนยังได้อยู่ในยุโรปต่ออีกสองสามปีและได้มีการหาสมาชิกเพิ่มผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวจนเจอคนที่มีความคิดคล้ายๆกันเอาไว้เพิ่มอีก

เมื่อเวลาได้ผ่านไปกลุ่มคณะก็มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เช่น ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน นายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ ดร.ประจวบ บุนนาค ม.ล.อุดม สนิทวงศ์  นายบรรจง ศรีจรูญ และพระยาทรงสรุเดช กับ พระยาพหลพลพยุหเสนา นายทหารปืนใหญ่

ซึ่งได้ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่มคณะราษฎรและให้พระยาทรงสุรเดชผู้มีประสบการณ์เป็นคนวางแผนการที่จะยึดอำนาจการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบเก่าไปเป็นระบอบใหม่ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใช้กำลังแล้วคนที่มีกำลังอยู่แแล้วก็คือทหารแต่สำหรับคณะราษฎรนี้เรียกได้ว่าแทบจะมือเปล่าเลยก็ว่าได้

ทหารชั้นผู้ใหญ่โดยเฉพาะทหารบกที่มีอยู่เพียง4คนด้วยกัน ก็คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา  พระยาทรงสรุเดช  พระยาฤทธิอัคเนย์  และ พระประศาสน์พิทยายุทธ

โดยจำนวนของสมาชิกคณะราษฎรในช่วงก่อนการปฏิวัตินับตามความเป็นไปได้ทุกสายสมาชิกทั้งสายพลเรือนข้าราชการพ่อค้าปัญญาชนและทหารเรือทหารบกมีทั้งสิ้น115คนมากกว่าครึ่งหนึ่งอายุน้อยกว่า30ปีผู้ก่อการระดับแกนนำมี61คนด้วยกันเป็นทหารบก23นาย ทหารเรือ14นาย และพลเรือน24คนเท่านั้น 

ก่อนวันที่24มิถุนายนเพียงไม่กี่เดือนได้มีกาประชุมลับๆที่บ้านของพระยาสุรเดช กับบ้านของ ร.ท.ประยูร ภมมนตรี เฉพาะสมาชิกระดับนำประมาณ10คนประชุมกันเพียง7ครั้งซึ่งบันทึกหลายชิ้นก็ชี้ว่าช่วงนั้นข่าวกรองของทางการเริ่มไหวตัวว่ามีขบวนการที่จะก่อกบฎแต่ด้้วยความที่ผู้ต้องสงสัยไม่มีใครที่มีกำลังมากพอทั้งในเรื่องของเงินทองหรือแม้แต่ทหารก็ไม่มีใครอยู่ในระดับสูงมากไม่มีใครมีบารมีมากพอให้กังวลแผนก่อการที่พระยาทรงสุรเดชตัดสินใจใช้ก็คือ

ในระหว่างที่ในหลวงรัชกาลที่7เสด็จไปพักผ่อนอยู่ที่วังไกลกังวลหัวหินจะ้วิธีลวงให้ทหารออกมาเข้าร่วมกับฝ่ายตนหรือพูดง่ายๆเลยก็คือจิ๊กทหารออกมาร่วมปฏิวัติ

โดยเฉพาะรถถังรถหุ้มเกราะที่ต่อมาที่กลายเป็นธรรมเนียมในการยึดอำนาจว่าจะต้องเอาออกมาขับบนถนนในกรุงเทพซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในกรมทหารม้าที่1รักษาพระองค์สี่แยกเกียกกายเป็นจุดหลักสำหรับการปฎิบัติการถ้าเอาออกมาไม่ได้ก็คงจะถือว่าล้มเหลวในการประชุมครั้งสุดท้ายมีการเล่าว่าฝ่ายพลเรือนในคณะราษฎรหลายคนพยายามที่จะคาดคั้นพระนาทรงสุรเดชว่าตกลงแล้วจะมีกำลังพลออกมากี่คนกันแน่

พระยาทรงสุรเดชก็ตอบไม่ได้และเก็บลายละเอียดการลงมือเอาไว้เป็นความลับจนนาทีสุดท้ายเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  dewabet