Tag ประวัติและตำนาน

ตำนานหญิงงามเกิดเป็นหนอน

 มีเจ้าผู้ครองนครปาฏลีบุตรคนหนึ่ง ชื่อว่าพระเจ้าอัสสกะ เป็นเจ้าผู้ครองแคว้นกาสี  พระองค์มีพระมเหสีซึ่งมีความงดงามมากที่สุดในแคว้นกาสีชื่อว่า พระนางอุพพรี  ทั้งสองพระองค์ความรักกันอย่างไรชื่อและดูแลปกครองบ้านเมืองของตนเองให้ร่มเย็นมีความสุขเรื่อยมาอยู่มาวันหนึ่ง พระนางอุพพรี  ได้เสียชีวิตลงทำให้  พระเจ้าอัสสกะเสียใจเป็นอย่างมาก

พระองค์ไม่ยอมกินไม่ยอมนอนและมีอาการเหม่อลอยคิดถึง พระนางอุพพรี อยู่ตลอดเวลาอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าอัสสกะ สั่งให้ทหารนำศพของพระนางมาตั้งไว้บนเตียงนอนในห้องบรรทมของพระองค์ซึ่งในตอนนั้นเองมีพระฤๅษีซึ่งมีบุญบารมีแก่กล้าสามารถมองเห็นความทุกข์ของพระองค์ได้จึงได้เดินทางมาช่วยเหลือ

เนื่องจากว่าฤาษีได้เล็งเห็นแล้วว่า  พระเจ้าอัสสกะเป็นกษัตริย์ที่ดีมีคุณธรรมสามารถปกครองเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขได้เรื่อยมาจึงอยากจะช่วยเหลือให้พระเจ้าอัสสกะหายจากความเศร้าโศกจึงได้สั่งให้อำมาตย์ ไปเชิญพระเจ้าอัสสกะมาหาฤาษี ซึ่งมาสำนักอยู่ที่อุทยานในเขตพระราชฐาน

เมื่อพระเจ้าอัสสกะเดินทางมาถึงพระฤาษีก็ได้บอกกล่าวกับพระเจ้าอัสสกะว่าพระองค์อยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพระนางอุพพรี หรือไม่ซึ่ง พระเจ้าอัสสกะ  ได้บอกกับฤาษีว่าพระองค์อยากรู้ว่าในตอนนี้นั้นพระมเหสีของพระองค์นั้นไปเกิดเป็นอะไรดังนั้นฤาษีจึงได้บอกกับพระองค์ว่าในตอนนี้นั้นพระนางอุพพรี ได้ไปเกิดเป็นหนอนขี้วัว โดยบอกเหตุผลที่พระนางอุพพรี ต้องไปเกิดเป็นหนอนขี้วัว  นั่นก็เพราะว่า ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ พระนางอุพพรี ไม่เคยทำบุญทำทานเลย

เอาแต่ห่วงเรื่องความสวยงามของตัวเอง  แต่ พระเจ้าอัสสกะ  ไปส่งเชื่อท่าฤาษีจึงได้เรียกหนอนขี้วัวมา 2 ตัวโดย นอนขี้วัวตัวเมียชื่อว่าอุพพรี   ซึ่งพระฤาษีได้เรียกหนอนขี้วัวตัวเมียมาถามว่าเราชื่อว่าอะไร  หนอนขี้วัวตัวเมียก็ตอบว่าข้าชื่ออุพพรี  ฤาษีถามหนอนขี้วัวตัวเมียว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไร หนอนก็ตอบว่า  ชาติที่แล้วเกิดเป็นพระมเหสีของพระเจ้าอัสสกะ  ชื่อว่า พระนางอุพพรี   พระฤาษีถามกลับไปอีกว่าแล้ว

ในตอนนี้เจ้ายังรัก พระเจ้าอัสสกะอยู่อีกหรือไม่ หนอนอุพพรี ก็ตอบกลับว่าไม่แล้วเจ้าค่ะตอนนี้ข้ามีสามีใหม่แล้วเป็นหนอนขี้วัวเหมือนกันถ้ารักสามีของข้าตัวเดียว   เมื่อพระเจ้าอัสสกะได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธมากจึงได้สั่งให้ทหารไปนำร่างของพระนางอุพพรี ไปเผาและหลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าอัสสกะ ก็ได้ทรงอภิเษกสมรสกับหญิงคนใหม่และครองราชบัลลังก์สืบเนื่องต่อมาอีกยาวนาน

     ซึ่งตำนานหญิงงามเกิดเป็นหนอนนี้เป็นตำนานที่เราจะได้รู้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้ว่ารักจริงนั้นไม่มีอยู่ในโลกเป็นตำนานที่สร้างขึ้นมาเพื่อสอนในเชิงพระพุทธศาสนาโดยเป็นลักษณะสอนว่าหากมีรักที่ไหนที่นั่นย่อมมีความทุกข์ 

 

ให้การสนับสนุนโดย  nowbet

ที่มาตำนานเมืองล้านช้าง

บ้างส่วนที่มาที่ไปของเมืองต้องคำสาปย่อมมีสาเหตุก็เกิดมาจากของการกระทำของทั้งสองฝ่ายที่ทำให้อีกฝ่ายนั้นรู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม เช่น การสั่งประหารผู้บริสุทธิ์ หรือ การถูกหักหลัง ทำให้ฝ่ายที่ถูกกระทำรู้สึกเจ็บแค้นจึงได้สาปแช่งฝ่ายผู้ที่กระทำให้พินาศล่มจมโดยเฉพาะตำนานเมืองต้องคำสาปที่มักจะเกิดกับความที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าเมืองหรือผู้ที่ได้มีอำนาจในเมืองนั้นๆ จึงทำให้ผู้ที่ถูกกระทำที่ได้มีอำนาจน้อยกว่าต้องสาปแช่งเมืองให้พินาศไปตามกัน

ตำนานคำสาปท้าวศรีโคตรตะ บอง

คำสาปแช่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณเมืองชื่อดังต่างๆก็เคยมีตำนานชื่อดังที่เกี่ยวกับคำสาปแช่งมาแล้วไม่เว้นแม้กระทั่งเวียงจันทน์เมืองหลวงของประเทศลาวที่ได้มีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับท้าวศรีโคตรตะบองชยหนุ่มผู้แก่กล้าในวิชาอาคมที่ช่วยให้เมืองเวียงจันทน์มให้พ้นจากหายนะของช้างป่านับล้านตัวแต่สุดท้ายก็ต้องมาตายอย่างน่าตายอนาถเพราะความไม่ไว้ใจของเจ้าเมืองเวียงจันทน์ในสมัยนั้นที่แกร่งกล้วว่าตัวเขาจะแย้งชิงอำนาจในสมัยหนึ่งเมืองเวียงจันทน์ได้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายผู้คนลำบากทำมาหากินไม่ได้เนื่องจากมีจำนวนช้างป่าจำนวนมากนับล้านตัวได้เข้ามาทำร้ายเทือกสวนไร่นาบ้านเรือน

จงเกิดความเสียหายเจ้าเมืองในนครเวียงจันทน์ในขณะนั้นได้เห็นความเดือดร้อยของราษฎร์แล้วจึงอยู่นิ่งไม่ได้พระองค์จึงประการคนฝีมือดีมาปราบช้างป่าโดยมีข้อแม้ว่าหากผู้ใดที่ปราบช้างได้อย่างราบคาบพระองค์จะส่งพระราชทานพระทิดาให้ขณะเดียวกันได้มีบุรุษผู้ที่มีวิชาแก่กล้าในวิชาอาคมโดยเฉพาะวิชาการปราบช้างนั่นคือ ท้าวศรีโคตร

ตัวเขาเองได้มีอาวุธเป็นพระตะบองเพชรที่สามารถจะปราบช้างป่าได้ล่ำลือกันว่าเขาผู้นี้ได้มีฤทธิ์แก่กล้าคงกพันชาตรีฆ่าไม่ตายเป็นที่โจยร์ขานอนุภาพในวิชาอาคมท้าวศรีโคตรตะบองมีเชื้อสายเป็นชาว กูยกลุ่มชาติพันธ์ในประเทศลาวที่เก่งกาจในด้านปราบช้างมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากดินแดนสีโคตรบูนจึงถูกเรียกว่าท้าวศรีโคตรและมีตะบองเพชรเป็นอาวุธจึงมีฉายาว่า ท้าวศรีโคตรตะบองนั่นเองเมื่อการประกาสของผู้ครองนครเวียงจันทน์ในขณะนั้นรู้ถึงท้าวศรีโคตรเขาจึงเสนอตัวเป็นผู้ปราบช้างป่าโดยการลากท่อนไม้ขนาดใหญ่

มาทำเป็นตะบองและได้ใช้ปราบฝูงช้างป่าจำนวนนับล้านๆตัวได้อย่างสำเร็จด้วยเหตุนี้จึงทำให้นครเวียงจัทน์ได้รับการขนานนามว่าอาณาจักรล้านช้างนั่นเองเพราะมีช้างมากกว่าล้านตัวเข้ามาบุกรุกแต่ก็ถูกปราบโดยท้าวศรีโคตรจากนั้นเจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงได้ยกพระทิดาให้กับท้าวศรีโคตรตามที่ประกาสไว้ขณะเดียวกันก็ได้สร้างปราสาทให้เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับท้าวศรีโคตรเพื่อเป็นรางวัลที่เขาสามารถปราบช้างได้สำเร็จทำให้เมืองเวียงจันทน์กลับมาสงบสุขอีกครั้ง

2หมู่เกาะที่ได้มีความลึกลับซ้อนอยู่

เกาะภูเขาไฟ

สำหรับด้านหมู่เกาะแห่งนี้นั้นได้เป็นเกาะภูเขาไฟที่ได้ตั้งอยู่บนนเกาะลูซอนและที่มันได้มาเป็นแบบนี้นั้นมันก็ได้เกิดมาจากเมื่อหลายล้านปีก่อนที่บริเวณสถานที่หมู่เกาะลูซอนแห่งนี้มันได้เคยเป็นที่ตั้งของป่องภูเขาไฟและต่อมาก็ได้มีการระเบิดขึ้นมาจนมันได้กลายมาเป็นหลุมที่ยุบที่มีขนาดใหญ่จากนั้นมันก็ได้กลายม้เป็นทะเลสาบในเวลาต่อมา

และในด้านใจกลางของทะเลสาบนั้นก้ได้เกิดเป็นภูเขาไฟที่ได้มีการเกิดประทุขึ้นมาอีกทีและซึ่งด้วยความที่ภูเขาไฟของลูกนี้ก็ยังได้เคยระเบิดมากแล้วถึงประมาณ33ครั้งจึงมันทำให้กลายเป็นสถานที่ที่สววยงามและมีความประหลาดที่สามารถหารับชมหาดูได้ยากมาก

เกาะอีสเตอร์

สำหรับหมู่เกาะแห่งนี้นั้นได้เป็นหมู่เกาะที่มีขนาดเล็กที่ได้ตั้งอยู่โดดเดียวในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากชายฝั่งของประเทศชิลีไปทางตะวันตกราวประมาณ3,600กิโลเมตรและโดยนักสำรวจกลุ่มแรกนั้นที่ได้เดินทางมาพบที่หมู่เกาะแห่งนี้ก็ในปี1722ในวันอีสเตอร์พอดีและพวกเขาก็ได้ตั้งชื่อหมู่เกาะแห่งนี้ว่าเกาะอีสเตอร์นั่นเองและถึงแม้ว่ามันนั้นจะเป็นหมู่เกาะเล็กๆที่จัดตั้งอยู่อย่างโดดเดียวและห่างไกลแต่สำหรับหมู่เกาะแห่งนี้นั้นกลับไปต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ได้นับแสนคนและนั่นก็เป็นเพราะว่ามนเสน่ห์ที่ได้ดึงดูดตาดูดใจ

เหล่านักท่องเที่ยวอย่างมากมายและนอกจากความงดงามทางความธรรมชาติแล้วก็ยังมีรูปปั่นที่โดเด่นมากมายตั้งอยู่ไปทั่วทั้งหมู่เกาะซึ่งทางตามตำนานได้เชื่อกันว่ารูปปั่นโมอายเหล่านี้นั้นซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นจากชาวโปลินีเซียซึ่งได้อาศัยอยู่บนหมู่เกาะแห่งนี้เมื่อประมาณหนึ่งพันปีก่อนโดยพวกเขานั้นได้สร้างรูปปั่นโมอาย

เพื่อให้ได้เป็นตัวแทนของบรรพบุรุษผู้ที่ล่ววงลับหรืออาจจะเป็นผู้ที่ได้มีความสำหรับในสมัยนั้นและด้านบนหมู่เกาะอีสเตอร์นั้นก็ได้มีรูปปั่นโมอายสิ่งได้ถูดแกะสลักมากจากก้อนหินก้อนเดียวทั้งสิ้นราวๆ900ตัวจะมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ซึ่งได้มีตัวที่ใหญ่สูงกว่าประมาณ10เมตรและมีน้ำหนักประมาณ82ตันและยังมีรูปแกะสลัดที่ยังสร้างไม่เสร็จและได้มีความสูงราวประมาณ21เมตรและยังมีน้ำหนักมากขึ้นประมาณ270ตันเลยทีเดียว ซึ่งในการขนย้ายโมอายจากเหมือหินที่จัดสร้างรูปปั่นไปติดยังจุดต่าง

ที่ได้กำเนิดเอาไว้ได้เป็นเรื่องที่ยากลำบากมากเนื่องจากในสมัยนั้นไม่มีเครื่องมือในการขนย้ายวัตถุที่ใหญ่และมีน้ำหนักมากมายขนาดนี้โดยเชื่อกันว่าผู้คนในสมัยก่อนนั้นพวกเขาใช้ต้นไม้จำนวนมากสำหรับลองรับเป็นลูกกลิ้งในการขนย้ายโมอายเหล่านี้และนี้เป็นสาเหตุอีกอย่างหนึ่งของความเชื่อที่ว่าชนเผ่าแห่งนี้ใช้ทรัพยากรไม่บันยะบันยังจนหมดเกาะ

 

หมู่เกาะอาถรรพ์ที่ไม่มีใครกล้าเข้า

เกาะตุ๊กตา

สำหรับหมู่เกาะตุ๊กตาก็ได้เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเกาะต้นไม้ที่ต้นไม้เกือบทุกต้นนั้นจะเต็มไปด้วยตุ๊กตาเก่าๆที่ถูกทิ้งและได้ถูดนำเอามาเก็บไว้ที่บนเกาะ ซึ่งเรื่องราวมันก็มีอยู่ว่าการที่ผู้คนนั้นได้นำเอาตุ๊กตาจำนวนมากมายขนาดนี้นำเอามาไว้ที่หมู่เกาะแห่งนี้นั่นมันก็เป็นเพราะว่าเพื่อเป็นการเส้นไหว้ให้แก่วิญญาณเด็กผู้หญิงที่ได้จมน้ำเสียชีวิตอยู่ภายในหมู่เกาะแห่งนี้อย่างปริศนาและยังได้เชื่อกันว่าวิญญาณของหนู่น้อยคนนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่บนเกาะแห่งนี้จนต้องทำให้นำเอาตุ๊กตามาแขวงเอาไว้

เพื่อจะให้วิญญาณของหนูน้อยคนนี้นั้นได้สงบลงและนี้ก็เป็นจุดต้นกำเนิดของตุ๊กตาผีสิงนั้นเองจากนั้นหลังจากเรื่องราวและภาพที่ได้ถูกแพร่ออกไปมันจึงได้ทำให้หมู่เกาะแห่งนี้ได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่เหล่าบรรดานักลองของอยากจะมาลองดูสักครั้งแต่ทว่าเรื่องราวเฮี้ยนๆมักจะเกิดขึ้นกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ไกลเคียงเสียมากกว่าโดยเหตุการณ์ที่ชาวบ้านนั้นอยากจะพบเจอกันอยู่บ่อยๆเป็นประจำก็เป็นเสียงเด็กร้องเป็นจำนวนมากที่มักจะส่งเสียงในยามค่ำคืน

ซึ่งมันดังจนเหมือนเสียงนกร้องลั่นไปทั่วทั้งเกาะหรือมันจะเป็นที่แขนของตุ๊กตาขยับไปมาโบกมือให้กับชาวบ้านที่ได้ล่องเรือผ่านในตอนกลางงวันแต่นั่นมันก็ยังไม่ใช่เท่ากับเรื่องราวที่เล่ากันมาว่ามีชาวบ้านในระแวกนั้นล่องเรือผ่านไปยังเกาะตุ๊กตาในตอนกลางคืนแต่จู่ๆเขาก็รู้สึกกับว่าเรือนั้นมันค่อยๆช้าลงแต่ในตอนแรกนั้นเขาก็นึกว่ามันเกิดจากพืชใต้น้ำหรือขยะได้มาพันกับใบพัดเรือหรือป่าวแต่เมื่อคนขับเรือนั้นก็ได้ยกใบพัดเรือนั้นขึ้นมาดูเท่านั้น

แหละกลับได้พบว่ามันได้เป็นเส้นผมของตุ๊กตาที่มันได้มาพร้อมกับหัวตุ๊กตาแถมหัวของตุ๊กตาตัวนั้นมันก็ยังกระพริบตาให้เขาและยังยิ้มให้กับเขาอีกด้วยจากนั้นมันจึงทำให้เขาต้องรีบแกะหัวของตุ๊กตาตัวนั้นเอาออกอย่างรวบเร็วและในขณะที่เขากำลังจะสตาร์ทเครื่องเรือเพื่อที่จะรีบออกไปจากยังหมู่เกาะแห่งนั้นเขาก็ได้ยินเหมือนกับเสียงว่าดังมาจากข้างหลังของเขามาจากฝั่งกอและเมื่อเขาได้หันกลับไปดูเท่านั้นแหละตัวของเขาเองนั้นแทบสติเพราะตุ๊กตากำลังที่จะว่ายน้ำตรง

เข้ามาที่เรือของเขาพร้อมกับเสียงหัวเราะเหมือนอย่างกับเด็กทารกที่ดูน่ากลัวมันจึงทำให้ตัวของเขาเองนั้นจะต้องรีบเป็นเท่าตัวและสตาร์ทเรือออกไปก่อนที่เจ้าสิ่งเหล่านี้จะขึ้นมาที่เรือของเขาแต่เมื่อเขาได้กลับไปถึงบ้านเขก็ได้เล่าให้ชาวบ้านฟังในตอนเช้าก็มีคนเชื่อบ้างและก็บอกว่าเล่าเกินความจริงไปบ้างแต่มันก็ขึ้นอยู่กับความวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ประวัติวันวาเลนไทน์

สำหรับเทศกาลวันวาเลนไทน์นั้นมีขึ้นมาตั้งแต่สมัย ประมาณซึ่งตอนนั้นเป็นยุคที่เฟื่องฟูของอาณาจักรโรมันเป็นอย่างมากเดินในสมัยนั้นชายหญิงมักจะไม่ค่อยได้เห็นหน้ากันแต่จะมี 1 วันใน 1 ปีที่ชายหญิงจะสามารถมาเจอหน้ากันและจะจับฉลากในการหาคู่ครองให้กับตัวเองโดยหากใครจับได้ชื่อของใครทั้งสองคนก็จะพากันออกไปเที่ยวและทำความรู้จักกันและถ้าหากใครสามารถเข้ากันได้ดีก็จะทำการแต่งงานกัน

แต่ถ้าหากใครไม่สามารถไปด้วยกันได้ก็รอปีหน้าก็ลองจับฉลากคบกับคนอื่นดูแต่หลังจากนั้นในสมัยจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 สำหรับในสมัยนี้จักรพรรดิเป็นผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมชอบทำศึกสงครามองค์จักรพรรดิไม่ชอบเห็นชายหญิงแต่งงานกันจึงได้ออกกฎมาว่าห้ามมีการแต่งงานกันโดยองค์จักรพรรดิต้องการที่จะให้ทหารทุกคนไปเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติและไปต่อสู้กับข้าศึกศัตรูพระองค์มองว่าการที่ชายหญิงแต่งงานกันนั้นทำให้ฝ่ายชายไม่ต้องการไปเป็นทหาร

เพราะไม่ต้องการแยกหญิงคนรักดังนั้นในสมัยของท่านจึงมีการออกกฎห้ามแต่งงานกันออกมาแต่ในขณะเดียวกันมีนักบุญรูปหนึ่งนามว่าเซนต์วาเลนไทน์ท่านอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปโดยนักบุญรูปหนึ่งนามว่าเซนต์วาเลนไทน์รู้สึกว่าข้อห้ามที่องค์จักรพรรดิห้ามนั้นไม่ถูกต้องดังนั้นพระองค์จึงได้ทำการแอบลักลอบทำพิธีแต่งงานให้กับคู่บ่าวสาวที่ต้องการที่จะแต่งงานกันจนอยู่มาวันหนึ่งมีทหารได้เดินผ่านมาพบเห็นพิธีแต่งงานที่ทางนักบุญนามว่าเซนต์วาเลนไทน์

กำลังจัดพิธีแต่งงานให้กับชายหญิงคู่หนึ่ง ดังนั้นเขาจึงทำการจับกุมนักบุญรูปนามว่าเซนต์วาเลนไทน์ไปขังไว้ในคุก  ที่นั่นเองมีผู้คุมนักโทษคนหนึ่งเขามีลูกสาวที่ป่วยเป็นโรคตาบอดเขาจึงได้นำลูกสาวมาให้นักบุญรูปนามว่าเซนต์วาเลนไทน์รักษาอาการจนทำให้หญิงสาวคนดังกล่าวสามารถกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่งและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเธอก็เดินทางมาเยี่ยมนักบุญเซนต์วาเลนไทน์

ที่คุมขังเป็นประจำทุกวันจนเกิดความรักระหว่างหญิงสาวและนักบุญเซนต์วาเลนไทน์แต่นักบุญเซนต์วาเลนไทน์ก็ไม่ได้ออกมาจากคุกเขาแก่ตายอยู่ในคุกนั่นเองซึ่งก่อนที่เขาจะตายเขาได้เขียนจดหมายถึงหญิงสาวอันเป็นที่รักของเขาโดยมีการลงท้ายในจดหมายที่เขาส่งให้แฟนสาวของเขาว่า From Your Valentine และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาวันแห่งความรักนี้มีตั้งชื่อว่าวันวาเลนไทน์ซึ่งตรงกับวันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีซึ่งวันดังกล่าวคู่รักหนุ่มสาวจะมีการแสดงถึงความรักซึ่งกันและกัน

เกาะที่คุณแค่ได้ยินชื่อเสียงของมันแล้วคุณจะไม่กล้าไปเลย

เชอร์โนบิล  ประเทศยูเครน

ภัยพิบัติเชอร์โนบิลนั้นได้เริ่มขึ้นจากการที่วิศวกรได้ทำการทดสอบการทำงานของระบบหล่อเย็นแต่การทดสอบนั้นได้เกิดการล่าช้าก่อนที่จะเกิดแรงดันน้ำที่สูงขึ้นอย่างฉับพลันและระบบการตัดการทำงานอัตโนมัตินั้นมันไม่ทำงานและยังส่งผลให้เกิดความร้อนสูงขึ้นจนได้ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์หมายเลข4หลอมละลายและได้เกิดระเบิดขึ้นในช่วงเช้ามืดในวันที่26เมษายน ปี1986ผลจากการที่มันได้ระเบิดออกมานั้นทำให้เกิดขี้เถ้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีพุ่งขึ้นชั้นบรรยากาศนานถึง10วันขี้เถ้านั้นก็ได้ปกคลุมทางตะวันตกของสหภาพโซเวียตยุโรปตะวันออกยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือพื้นที่กว่า200,000ตารางกิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่71%ของประเทศเบลารุส รัสเซีย  และ ยูเครน

ในการที่ได้ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีจึงได้ทำให้ทางการของทั้งสามประเทศต้องอพยพประชาชนรวมแล้วประมาณกว่า336,000คนได้ออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในขนาดที่พื้นที่รัศมีประมาณ30กิโลเมตรโดยรอบดรงไฟฟ้าที่เชอร์โนบิลนั้นก็ได้ถูกประกาสให้เป็นเขตที่อันตรายเหตุที่ระเบิดในครั้งนี้จึงได้ทำให้มีผู้ที่เสียชีวิตในทันทีหลังจากที่ได้เกิดการระเบิดจำนวน31คนโดยเป็นคนงานภายในโรงงานไฟฟ้าเชอร์โนบิลเองและในปี2015ก็ยังได้ระบุเอาไว้

ว่าในอนาคตอาจจะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่ไดกี่ยวข้องกับกัมมันตภาพรังสีกว่า4,000คนและ30ปีได้ผ่านไปที่นี่นั้นก็ยังได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศยูเครนและมีนักท่องเที่ยวผู้ที่ได้มองหาสถานที่แปลกใหม่ที่ได้หน้าตื่นเต้นประทับใจแบบไม่เหมือนใครก็ได้แวะเวียนกันมาอย่างไม่ขาดสาย

เกาะเซนติเนล  

ลึดเข้าไปในมหาสมุทรอินเดียที่เป็นที่ตั้งของเกาะอันโดดเดียวที่อยู่อาศัยบนเกาะนี้ได้ถูกนับว่าเป็นชนเผ่าที่ไม่เคยติดต่อกับชนกลุ่มอื่นเลยไม่ว่าจะตอนนี้หรือจะย้อนกลับไปในหลายพันปีในประวัติศาสตร์พวกเขาก็ไม่เคยที่จะติดต่อกับผู้คนภายนอกแต่อย่างใดและไม่ว่าจะเป็นการอาหารที่พักอาศัยหรือการเกษรฐ ณ ปัจจุบันนี้กับหนึ่งหมื่นปีที่แล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปและในหลักฐานที่ว่าพวกเขามีตัวตนก็เป็นเพียงแค่ภาพถ่ายอยู่ห่างๆเท่านั้นเพราะชนเผ่าเซนติเนล 

จะสังหารคนนอกที่มายังเกาะของพวกเขาโดยไร้ซึ่งความรังเรถึงเกาะแห่งนี้จะอยู่ไม่ไกลมากนักแต่ความรู้เกี่ยวกับเกาะและผู้คนในเกาะนั้นมีน้อยนิดมากจนแทบจะไม่มีราวกับว่ามันเป็นสถานที่ลึกลับของโลกไปเลยก็ว่าได้ในช่วงปี1960รัฐบาลของประเทศอินเดียก็ได้มีความพยายามที่จะติดต่อสือสารกับชาวเซนติเนลแต่ก็ทำได้เพียงทิ้งขวัญเอาไว้ที่ชายหาดแล้วก็จากไปเท่านั้นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  9luck

ประวัติหลวงพ่อโสธร 

สำหรับหลวงพ่อโสธร ท่านเป็นพระพุทธรูปที่คนทั้งประเทศให้การเคารพนับถือ

ยิ่งโดยเฉพาะชาวเมืองฉะเชิงเทราแล้วละก็ถือว่าท่านเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองเป็นพระประจำจังหวัดฉะเชิงเทราเลยก็ว่าได้ ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกเล่าที่มาขององค์หลวงพ่อโสธรอย่างคร่าวคร่าวให้ทราบกันค่ะ  ว่ากันว่า องค์หลวงพ่อโสธรนั้น มีประวัติเก่าแก่มายาวนานมาก โดยมีเรื่องเล่ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยเรื่องเล่ามีอยู่ว่าในตอนนั้นมีชาวบ้านเห็นพระพุทธรูปลอยน้ำมาด้วยกัน 3 องค์ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าพระพุทธรูปทั้งสามองค์นั้นเป็นพี่น้องกัน

ซึ่งในตอนแรกนั้นพระพุทธรูปสั่งสามองค์ลอยน้ำตามกันมา เมื่อชาวบ้านเห็นต่างก็พากันเอาเชือกขนาดใหญ่ไปมัดกับองค์พระไว้แล้วพยายามจะดึงองค์พระขึ้นมาบนฝั่ง แต่เกิดสิ่งอัศจรรย์ใจว่า มีการเกิดกระแสน้ำวน เกิดขึ้นในจังหวะทีพยายามดึงองค์พระทำให้องค์พระพุทธรูปทั้งสามองค์จมน้ำหายไป หลังจากนั้นก็มาพบองค์พระพุทธรูปลอยมาที่แม่น้ำบางปะกง

ซึ่งองค์พระแต่ละองค์ต่างก็ลอยแยกกันไป องค์หนึ่งลอยไปทางบางพลี  ซึ่งปัจจุบันคือหลวงพ่อโต อีกองค์ลอยไปทางบ้านแหลมจังหวัดสมุทรสงคราม ปัจจุบันคือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม และองค์สุดท้ายลอยมาที่แม่น้ำบางปะกง ซึ่งก็คือหลวงพ่อโสธรนั่นเอง

        ตามเรื่องเล่ากล่าวว่าหลวงพ่อโสธรลอยมาติดอยู่ริมตลิ่งที่หน้าวัดเสาธงทอน หรือปัจจุบันชาวบ้านเรียกวัดนี้กันว่าวัดหลวงพ่อโสธรนั่นเอง  ในตอนแรกที่เห็นองค์พระลอยอยู่ชาวบ้านพยายามนำเชือกมาดึงขึ้นแต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถดึงองค์พระขึ้นมาได้ จึงได้มีการไปอัญเชิญพระอาจารย์ชื่อดังที่เก่งเรื่องเวทมนต์คาถา มาทำพิธีเชิญองค์หลวงพ่อโสธรขึ้นมาจากน้ำ

ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จและชาวบ้านได้อัญเชิญหลวงพ่อโสธรเข้าไปประดิษฐานเอาไว้ในโบสถ์ หลังจากนั้นชาวบ้านต่างก็พากันมากราบไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมากและที่สร้างปาฎิหารย์ ที่ ทำให้องค์หลวงพ่อโสธรมีชื่อเสียงโด่งดังมากก็เพราะว่ามีเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่งซึ่งในตอนนี้เป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคไข้ทรพิษ ซึ่งมีครอบครัวหนึ่งติดไข้ทรพิษกันทั้งครอบครัว

พวกเขาได้นำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้ขอพร และขอให้หายจากอาการของไข้ทรพิษ หลังจากขอพรเสร็จครอบครัวนี้ได้นำดอกไม้แห้งและหยุดน้ำตาเทียน มาต้มน้ำแล้วดื่ม หลังจากนั้นไม่นานทั้งครอบครัวนั้นก็หายจากอาการของไข้ทรพิษ จึงทำให้ทุกคนมากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าวให้องค์หลวงพ่อโสธรช่วย แต่ที่ห้ามขอเพราะหลวงพ่อจะไม่ให้ก็คือ ห้ามขอไม่ไปเป็นทหาร เพราะท่านอยากให้ลูกหลานท่านเป็นทหาร ดังนั้นหากใครมาขอจะได้เป็นทหารทันที

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  sagame 

สงครามระหว่างอิสราเอล จอร์แดน และ อียิปต์

ในเดือนเมษายม ปี1967 หลังจากที่ซีเรียระดมยิงจากที่ลาบสูง west Bank ของอิสราเอลอย่างหนัก อิสราเอล กับ ซีเรีย ก็ได้เปิดฉากกันโดยอิสราเอลได้ยิงเครื่องบินรบของซีเรียที่ได้รับจากสหภาพโซเวียตได้ตกลงไป6ลำพร้อมกับมีคำเตือนว่าไม่ให้ซีเรียนั้นได้เข้ามาโจมตีอีก ซีเรียนั้นก็ได้หันไปหาแรงสนับสนุนจาก นาสเซ่อ

จากนั้นเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมปี1967 กองทัพอียิปต์

ประมาณ100,000นายกับรถถังอีก1,000คันก็ได้พากำลังพลเข้าสมุทร sinai Peninsuia ซึ่งได้ติดกับพรมแดนทางใต้ของกลุ่มอิสราเอลซึ่งมีกองกำลังของสหประชาชาติตั้งอยู่กก่อนแล้วในถานะผู้สังเกตการณ์ แต่ในวันที่ 17พฤษภาคมปี1967 นาสเซ่อ ได้ขอให้บุคคลกรของยูเอ็นให้ถอนออกไปจากหลายเขต ซึ่งบรรดาผู้สังเกตการณ์ก็ได้ถอนตัวออกไปหมดพอถึงวันที่ 22 พฤษภาคมปี1967 นาสเซ่อ ก็ได้ประกาสปิดช่องแคบ Straits ซึ่ง อิสราเอล ได้อาศัยเป็นเส้นทางหลบหนีออกทะเลแดง

และยังได้เป็นแหล่งน้ำมันดิบแหล่งใหญ่ตอนเกิดวิกิตตการครองซูเอเมื่อปี1956 อียิปต์ ก็เคยปิดช่องแคบแห่งนี้มาครั้งหนึ่งแล้วกระทั่งจนเป็นสาเหตุของสงครามดังกล่าว ซึ่งอิสราเอลก็ได้เคยประกาสชัดไว้ตั้งแต่คานั้นแล้วว่าถ้าอียิปต์นั้นปิดช่องแคบ sinai Peninsuia อีกจะถือว่าเป็นการทำสงคราม อิสราเอล ก็ยังได้กลิ่นสงครามดังมาอีกกระแสหนึ่งด้วยเมื่อ อียิปต์ กับ จอร์แดน ได้ลงนามในข้อตกลงให้กองทัพของทั้งสองประเทศอยู่ในภายใต้การบัญชาร่วมกันพอเหตุที่ อิสราเอล กลัวจะต้องรับศึกทั้ง3ด้านคือ อียิปต์ จอร์แดน และ ซีเรีย

ด้วยความที่อยากให้สงครามเกิดนอกบ้านกว่าที่จะให้เกิดในบ้าน อิสราเอล จึงได้ตัดสิ้นใจได้เชิงลงมือก่อนใครเมื่อเช้าวันที่5มิถุนายน ปี1967 ฝูงบินของอิสราเอล ได้ข้าโจมตี อียิปต์ ซึ่งได้มีกองทัพใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนั้นในวินา08.45. ซึ่ง อิสราเอล ลงมือนั้นเครื่องบินส่วนใหใญ่ของ อียิปต์ ยังคงจอดอยู่พวกผู้การบัญชาการทหารก็ต้องเจอสภาพรถติดก่อนจะมาถึงกองบัญชาการโดยเครื่องบินของ อิสราเอล สามารถหลบหลีกเรด้าของ อียิปต์ ไปได้และได้เข้าโจมตีที่ไม่มีใครคาดคิดมหกรรมเซอร์ไพรส์ในครั้งนั้นก็จึงได้ผลภายในเวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง อิสราเอล

ซึ่งเน้นโจมตีกองทหารและสนามบินและก็ได้ทำรายเครื่องบินของ อียิปต์ ไปกว่า300ร้อย9ลำจากทั้งหมด340ลำจากนั้นทหารลาบของ อิสราเอล ก็ได้เคลื่อนเข้าสู้คาบสมุด sinai Peninsuia และฉนวนกาซาเข้าสู้รบกับหน่วยทหารของ อียิปต์ ซึ่งปราฏกว่าทางฝ่ายของ อียิปต์ นั้นได้ศูนย์เสียอย่างหนักขณะที่ อิสราเอล เสียเพียงแค่ไม่กี่คนขณะเดียวกัน

อิสราเอล ก็ได้บอกไปยัง กษัตริย์ฮุสเซน แห่งจอร์แดน ว่าอย่ามายุ่งเกี่ยวกับศึกครั้งนี้ แต่ในเช้าวันแรกของสงครามนั้น นาสเซ่อ ก็ได้แจ้งไปยัง กษัตริย์ฮุสเซน ว่า อียิปต์ กำลังมีชัยชนะซึ่งประชาชนชาวอียิปต์ก็ได้เชื่ออย่างนั้น

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  next88

ตำนานของวัดสร้อยทอง

สำหรับวัดสร้อยทองนั้นดังเดิมชื่อว่าวัดซ่อนทอง

ซึ่งมีการสร้างวัดนี้มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2394 ซึ่งไม่มีปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นคนสร้างวัดสร้อยทองแต่ก็มีการสันนิษฐานกันเรื่อยๆหมายว่าน่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ในสมัยพระเจ้าศรีวิชัยโดยสร้างขึ้นมาในสมัยของรัชกาลที่สี่สำหรับวัดสร้อยทองนั้นจะอยู่ทางด้านทางทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งวัดไทรทองมีพื้นที่อยู่ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในเขตบางซื่อของจังหวัดกรุงเทพมหานครมีการสันนิษฐานกันว่าวัดถูกสร้างขึ้นโดยลูกหลานของเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ราชโกษาที่นี่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นวัดที่มีการพัฒนาเป็นตัวอย่างด้านในภายในวัดสามารถมองเห็นสีเหลืองอร่ามตาได้จากระยะไกลไกล

ที่วัดแห่งนี้มีหลวงพ่อที่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงและในพื้นที่เคารพนับถือมากเล่นก็คือหลวงพ่อเหลือซึ่งหลวงพ่อถูกลอมขึ้นมาด้วยโลหะทองเหลืองและถูกนำมาสร้างเป็นพระประธานในช่วงปีพ.ศ. 2485 ด้านในของหลวงพ่อเหลือมีการจุพระธาตุห้าองนั้นก็คือพระธาตุของพระโมคคัลลานะ, พระธาตุของพระสารีบุตร, พระสีวลี, พระองคุลีมาลและพระพิมพ์พาเถรี     

มีการเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเหลือวัดในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองประเทศญี่ปุ่นต้องการที่จะทิ้งระเบิดทั้งหมดจำนวน 14 ลูกโดยตั้งหวังไว้ว่าจะทิ้งลงตรงสะพานพระรามหกไประเบิดทั้ง 14 ลูกนั้นกลับมาตกที่วัดสร้อยทองทั้งหมดจนรถได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากและมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้นนั่นก็คือรูปหล่อของหลวงพ่อเหลือได้รับความเสียหายเพียงนิดเดียวเท่านั้นประชาชนส่วนใหญ่มักจะเดินทางมาขอพรขอความช่วยเหลือจากหลวงพ่อเหลือในเรื่องของการต้องการให้เหลือกินเหลือใช้

ภายในวัดนักท่องเที่ยวสามารถทำบุญไหว้พระถวายสังฆทานรวมถึงทำบุญโลงศพโดยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่วัดก่อนซึ่งจะอาทีที่ว่าจะทำการติดต่อประสานงานท่านจะเอาวาดให้อ่ะที่วัดแห่งนี้เนื่องจากมีพื้นที่อยู่ติดแม่น้ำทำให้สามารถปล่อยสัตว์ลงน้ำได้ซึ่งที่วัดจะมีคนคอยให้บริการขายปลาให้เราสามารถซื้อจากที่ได้หรือจะเตรียมมาเองก็ได้

วัดที่นี่จะมีความสวยงามเป็นที่ขึ้นชื่อและมีความเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมากและหากเมื่อเราทำบุญไหว้พระเสร็จเรียบร้อยแล้วใกล้ใกล้กับวัดจะมีชุมชนของชาวบ้านและมีร้านอาหารริมน้ำที่เราสามารถแวะไปกินได้ซึ่งรสชาติอร่อยถูกปากเป็นอย่างมากการเดินทางมาวัดสร้อยทองสามารถขับรถมาเองก็ได้หรือจะนั่งรถเมล์มาก็ได้โดยวัดจะอยู่บนถนนประชาราษฎร์สายหนึ่งอยู่ติดกับถนนซึ่งจะอยู่ใกล้กับโรงเรียนโยธินบูรณะ

ปราสาทหินเมืองต่ำ

เรื่องราวและภายในของตัวปราสาทหินเมืองต่ำ

สระน้ำได้ถูกก่อขึ้นจากศิลาแลงเรียงเป็นขั้นบนไดขอบบนสุดสลักเป็นรูปลำตัวนาคทอดตัวชูคอแผ่ พังพานอยู่ตรงมุมสระส่วนหางของนาคนั้นยกขึ้นติดกับขอบประตูทาน้ำ ซุ้มประตูที่มีหางของนาคและลวดลายตัวเหงาสลักอยู่ตรงที่หน้าบันได้ทำให้สระน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้แฟงไปด้วยความอ่อนช้อยและความงามทางศิลปะที่ไม่มีสถานที่แห่งใดจะเมือน นาคนั้นถือเป็นลักษณ์แห่งน้ำโดยระยะแล้วสระน้ำทั้ง4เปรียบได้ดังมหาสมุดที่อยู่ล้อมรอบชมพูทวีป

ส่วนระเบียงคดและกลุ่มปราสาทชั้นในคือเขาพระสุเมธซึ่งเป็นแกนกลางของจักรของวาลตามความเชื่อในศาสนาฮินดูถัดจากสระน้ำเข้าไปเป็นกำแพงชั้นในอีกชั้นหนึ่งเรียกว่าระเบียงคดสร้างด้วยหินทรายเป็นห้องยาวเชื่อมต่อกับโคปุระผนังระเบียงคดเจาะช่องหน้าต่างเป็นระยะๆโดยผนังด้านในเป็นหน้าต่างโล่งส่วนด้านนอกมีลูกกรงหรือลูกมาหวดประดับตรงกลางระเบียงคดมีซุ้มประตูหรือโคปุระที่ก่อด้วยหินทรายเช่นเดียวกับที่ก่อกำแพงแก้วเฉพาะที่ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกเพียงด้านเดียวที่ก่อผนังด้วยอฐิส่วนกรอบประตูเสาทับหลังและกรอบหน้าต่างทำจากหินทรายซุ้มประตูหรือโคปุระชั้นในประกอบด้วยฐาน

ตัวอาคารและชั้นหลังคาภายในมีห้องโถงยื่นมุกออกเป็นทางเข้าทั้งด้านหน้าและด้านหลังส่วนด้านข้างสักปีกออกเป็นห้องแคบๆเชื่อต่อกับระเบียงคดทั้ระเบียงคดและโคปุระมีหลังคาที่อาจก่อด้วยอฐิและประดับสันหลังคาด้วยบาลีหินทรายทรงพุมยอดแหลมตามส่วนต่างๆของโคปุระได้แก่ฐานเสาติดผนังเสาประดับกรอบประตูทับหลังและหน้าบันมีลวดลายแกะสลักที่เพิ่มคุณค่าให้แก่สถานปติยกรรมแห่งนี้ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นลวดลายที่ติดบนเสาผนังโดยทั่วไปนิยมใช้สลักลวดลายสองแบบคือลายก้านต่อดอกและลายก้านคด

ซึ่งบางครั้งจะสลักเป็นรูปสิงห์เป็นต้นลายอยู่เบี้ยงล่างเสาติดผนังที่มีลายก้านต่อดอกที่ก้านจะมีขีดสองขีดตามแบบที่นิยมในศฺลปะแบบปาปวนพุทธศตวรรษที่16ส่วนลายก้านคดช่างแกะสลักเป็นลายพันไม้คตโค้งสลับไปมาที่ขอบเสามีลายเม็ดพะคำเรียงแถวในแนวดิ่งทั่งสองข้างแผ่นทับหลังของอาคารแกะสลักรูปพระกิตสนะปราบนาคการียะอันเป็นวีระกรรมตอนหนึ่ง

เมื่อพญานาคคายพิษลงในแม่น้ำทำให้ชาวบ้านในรับความเดือดร้อนพระกิตสนะจึงได้เข้าต่อสู้และได้รับชัยชนะภาพเล่าเรื่องตอนนี้พบอยู่บนทับหลังซุ้มประตูของระเบียงคดที่ทิศตะวันออกด้านในภายในกรอบแผ่นผังในกรอบรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่ระเบียงคดล้อมรอบอยู่นี้มีกลุ่มประสาทอฐิ5องค์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสถานปติยกรรมที่สำคัญที่สุด