การเมืองไทย การปฏิวัติสยาม2475

ซึ่งหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยามมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อวันที่10ธันวาคม 2475 เกมการเมืองและอำนาจก็เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่มีการคานอำนาจกันระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าได้แก่ สายนิยมเจ้า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และกลุ่มคณะราษฎรที่แบ่งเป็นสายทหารและพลเรือน

นอกจากนี่ยังได้มีการใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นรัฐสภาและได้ใช้วังปารุสก์เป็นทำเนียบรัฐบาลโดยคณะราษฎรหวังจะเปลี่ยนแปลงการเมืองและนำเอาประเทศเข้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย 

โดยจะใช้อำนาจผ่านผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญัติคณะราษฎรสามารถตกลงกับอำนาจเก่าและคงที่นั่ง สส. ไว้ในสมาชิกสภาชุดชั่วคราวได้เกิดครึ่งนิดหน่อยคือจากทั้งหมด70ที่ก็ได้ สส. ฝ่ายตนไว้40ที่และเพื่อเป็นการประนีประนอมและหาจุดร่วมในสังคมในด้านอำนาจบริหารคณะรัฐมนตรีทั้ง20คนฝ่ายคณะราษฎรยอมให้กลุ่มอำนาจเก่าเป็นแกนนำในคณะบริหาร

ซึ่งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คือ พระยามโนปกรณนิติธาดา และตำแหน่งรับมนตรีประจำกระทรวงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยกระทรวงกลาโหมกระทรวงการคลัง  พระยามโนปกรณนิติธาดา ก็ได้แต่งตั้งข้าราชการจากระบอบเก่าที่เคยมีตำแหน่งใหญ่ระดับเสนาบดีมาเข้าร่วมรัฐบาลทั้งหมด

ส่วนคณะราษฎรในคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีอยู่ครึ่งหนึ่งคือ10คนซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ประจำกระทรวงหรือเรียกอีกชื่อว่า “รัฐมนตรีลอย” เพื่อคานอำนาจในการบริหารคอยยกมือออกเสียงในในการประชุม ครม.เท่านั้นไม่มีรัฐมนตรีประจำกระทรวงไหนมีพื้นเพเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเลย

แต่สิ่งที่จุดระเบิดทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มคณะราษฎรกับกลุ่มอำนาจเก่าจนความขัดแย้งทวีความรุนแรงจนต้องรบกันเป็นเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า “ กบฏบวรเดช “ และคนที่สนใจประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยอยู่แล้วคงเคยได้ยินกันว่าชนวนการที่ฝ่ายคณะราษฎรดื้อดึงจะให้รัฐบาลประกาศใช้ “แผนเค้าโครงเศรษฐกิจ “ ของนายปรีดี พนมยงค์

ซึ่งว่ากันว่าหากได้ทำตามแผนนี้ประเทศสยามจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ข้อกล่าวหานี้เป็นจริงหรือไม่มันมีปัจจัยอื่นอีกไหม เรื่องราวสถานการณ์เมืองในช่วงนั้นหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในฉบับถาวารแล้วโร้ดแม็ปของการสร้างประชาธิปไตยก็คือการกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นมา

โดยมันควรจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ของปี2476และการเลือกตั้งของนี้มันก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ยังไม่ใช่การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเต็มใบคือจะแบ่ง สส. ออก เป็นสองประเภท ประเภทที่หนึ่งจะได้จากการ “เลือกตั้งทางอ้อม” คือเลือกตั้งจากส่วนท้องถิ่นก่อนโดยประชาชนเลือดผู้แทนตำบลแล้วผู้แทนตำบลก็จะเป็นผู้เลือกผู้แทนราษฎรอีกที

นอกจากนี้ สส. ประเภทที่สองคือผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งปัญหาก็คือใครจะมาแต่งตั้งคณะราษฎรจะตั้งทั้งหมดเลยและมีใครภามฝ่ายระบอบเก่าหรือยัง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ ถูกกฎหมาย