สัตว์ที่มีความสามารถเก่งกาจและเอาตัวรอดได้ดี

ถ้าเรามองไปที่สัตว์ต่างๆบนโลกของเราที่แม้มันอาจจะไม่สร้างที่พักพิงแบบมนุษย์ได้แต่ร่างกายของมันก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สามารถทดทานต่อสภาพอากาศต่างๆได้แทนในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับสัตว์ที่มีความทนต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายได้อย่างสบายจนมนุษย์อย่างเราจะต้องอิจฉากันเลยทีเดียวกับสัตว์ที่สามารถเอาตัวรอดได้เก่งที่สุดในอาณาจักรสัตว์

Rat

สำหรับสัตว์ที่จอมทรหดที่ได้เป็นศัตรูอันดับหนึ่งของมหารชนสำหรับหนูได้ใช้ชีวิตดำรงอยู่ในโลกใบนี้มานานกว่าหลายล้านปีแล้วและซึ้งโดยพวกมันนั้นก็ได้มีประติสัมพันธ์กับมนุษย์เรานั้นอยู่ตลอดซึ่งมันก็คือพวกมันนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนวิถีของชีวิตได้แถมยังพวกมันนั้นยังได้มีการขยายพันธ์ได้อย่างมากมายและพวกมันได้ใช้ระยะเวลาในการตั้งท้องไปนานเลย

และหลังจากที่พวกมันนั้นได้คลอดออกมาแล้วใน30หรือ45วันต่อมาพวกเจ้าหนูนั้นก็เติบโตพอที่พวกหนูนั้นจะสามารถหาอาหารกินเองได้และในปัจจุบันหนูเพียงแค่คู่เดียวก็สามารถที่จะแพร่ลูกหลานของพวกมันได้มากถึง15,000ตัวต่อปีและยังต้องใช้ในความพยายามเป็นอย่างมากในการที่จะจำจัดมันไหนจะบวกกับโรคที่พวกมันนั้นคอยที่จะแพร่เชื้อถึงแม้ว่าเรานั้นจะจำจัดมันออกหมดไปแล้วแต่เมื่อไม่นานเจ้าหนูฝูงใหม่ก็จะย้อนกลับคืนมาอีกเหมือนเดิม

Gannet Bird

สำหรับทะเลนั้นมันคือสถานที่ที่มีความอันตรายสุดขั่วโดยเฉพาะถ้าคุณคือนกGannet Birdนกแกนเน็ตอ๊อด เมเรเชียได้เป็นนกนักล่าปลาตัวฉกาจและไม่มีสัตว์ตัวไหนในโลกที่จะมีการรอดชีวิตจากการดิ่งพสุธาลงทะเลด้วยความเร็วประมาณ90ไมล์ต่อชั่วโมงได้และได้ในการจะพุ่งชนด้วยความเร็วระดับนั้นซึ่งมันอาจจะส่งผลทำให้ถึงตายได้

และถ้าคุณดิ่งลงทะเลด้วยระดับนี้ร่างกายของคุณนั้นก็อาจจะเละเป็นแน่นอนแต่สำหรับเจ้านกแกนเน็ตได้เป็นหนึ่งในสุดยอดสัตว์จอมทรหดได้ด้วยรูปลักษณ์ของมันที่แสนจะพิสดารที่ะรับประกันได้ว่ามันจะไม่จมน้ำประสำหรับเจ้านกแกนเน็ตแล้วนั้นมันไม่มีรูจมูกซึ่งจะช่วยป้องกันจะงอยปากของพวกมันจากแรงดันการกระแทกได้เป็นอย่างดี

และส่วนร่างกายของมันนั้นก็จะเต็มไปด้วยของถุงลมที่เต็มไปด้วยอยู่ใต้ของผิวหนังและก่อนที่พวกมันนั้นจะพุ่งลงน้ำนั้นเจ้านกแกนเน็ตก็จะขยายถุงลมเหล่านั้นให้พองเพื่อที่จะได้ดูดซับเจ็บจากแรงกระแทกนั่นเอง

ตำนานหมีแพนด้า    

ตำนานหมีแพนด้านั้นเป็นตำนานเก่าแก่ตั้งแต่โบราณของคนจีนโดยในสมัยโบราณมีความเชื่อกันว่าหมีแพนด้านั้นมีลักษณะเป็นตัวสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวเรามาดูตำนานของหมีแพนด้ากันว่าเหตุใดจากหมีแพนด้าสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวถึงกลายมาเป็นหมีแพนด้าสีขาวสลับดำอยู่จนถึง ณ ปัจจุบัน

      ตามตำนานของหมีแพนด้าเล่าสู่กันมาว่าที่ตีนเขาแห่งหนึ่งในประเทศจีนมีหญิงสาว 4 คนเป็นพี่น้องกันซึ่งทั้ง 4 คนรักใคร่กลมเกลียวสามัคคีกันดีแต่ละคนก็จะมีการแบ่งหน้าที่กันทำโดยน้องคนสุดท้องแต่มีหน้าที่นำแกะไปกินอาหารตรงชายป่าในทุกๆวันทุกคนก็จะแบ่งงานกันทำและเมื่อตอนเย็นก็จะกลับมาทานข้าวพร้อมกันเป็นแบบนี้ประจำ

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่น้องคนเล็กแกะไปกินหญ้าที่ชายป่าเธอก็สังเกตเห็นว่ามีรูปหมีตัวสีขาวบริสุทธิ์ 1 ตัวมันกำลังได้รับบาดเจ็บเธอจึงเข้าไปช่วยเหลือลูกหมีตัวดังกล่าวด้วยการพาลูกหมีตัวนั้นมาทำแผลที่บ้านโดยมีพี่ๆทั้ง 3 คนคอยช่วยเหลือและเมื่อลูกหมีหายดีเธอจึงพาลูกหนีกลับไปคืนสู่ป่าอีกครั้งหนึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมารูปหมีตัวดังกล่าวก็มักจะออกจากชายป่ามาเล่นกับเธอเป็นประจำรวมทั้งเพื่อนๆหมีของพวกมันมาด้วยน้องสาวคนสุดท้องเล่นกับลูกหมีแบบนี้ทุกวัน

จนเธอและลูกหมีมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดีอยู่มาวันหนึ่งขณะที่เธอและลูกหมีกำลังเล่นกันอยู่ตรงชายป่านั้นมีเสือโคร่งตัวหนึ่งผ่านมาเห็นเข้ามันจึงต้องการกินลูกหมีเป็นอาหารเมื่อหญิงสาวเห็นดังนั้นจึงได้ขัดขวางและต่อสู้กับเสือโคร่งจึงเป็นสาเหตุให้เสือโคร่งกัดหญิงสาวจนเสียชีวิตทำให้หมีทุกตัวที่อยู่ในบริเวณใช้ปลารู้สึกเศร้าเสียใจจากการจากไปของหญิงสาวเป็นอย่างมากพวกมันจึงได้ขุดหลุมฝังศพหญิงสาวเอาไว้โดยในขณะที่พวกมันกำลังทำพิธีฝังศพให้หญิงสาวนั้น

พวกมันแสดงความเสียใจด้วยการนำที่เท่ามาป้ายที่มือให้เป็นสีดำและพวกมันก็พากันร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังเสียใจที่หญิงสาวจากไปซึ่งรูปหมีได้ใช้มือของมันไปป้ายที่ตาเพื่อซับน้ำตาให้ตัวเอง จึงเป็นสาเหตุให้ขอบตาของหมีเป็นสีดำ และด้วยพวกหมีมีจำนวนหลายตัวต่างก็พากันร้องไห้เสียงดังลั่นป่าทำให้พวกหมีรำคาญเสียงร้องไห้ของตนเอง

จึงได้เอามือปิดหูดังนั้นจึงจะเห็นว่ามีแพนด้ามีหูสีดำและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหมีแพนด้าจึงกลายเป็นหมีที่มีลักษณะขอบตาดำและหูดำรวมถึงลำตัวช่วงบริเวณแขนขามีสีดำสวนสามพี่น้องเมื่อเห็นน้องสาวของตนเองเสียชีวิตลงก็พากันเสียใจเป็นอย่างมากจึงได้ชวนกันมากระโดดถ้าตัวตายที่หลุมฝังศพของน้องสาวคนสุดท้องหลังจากนั้น

ตรงบริเวณที่เสียชีวิตของทั้ง 4 คนก็เกิดเป็นภูเขา 4 ลูกชื่อว่าภูเขาซื่อกูเหนียงซัน หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า สี่ดรุณี และวิญญาณของ 4 สาวก็ไม่ได้หายไปไหนยังคงสิงสถิตอยู่ที่ภูเขาทั้ง 4 ลูกแห่งนั้นเพื่อคอยปกปักรักษาบรรดาหมีแพนด้าทั้งหลายตั้งแต่นั้นสืบมา 

ตำนานหญิงงามเกิดเป็นหนอน

 มีเจ้าผู้ครองนครปาฏลีบุตรคนหนึ่ง ชื่อว่าพระเจ้าอัสสกะ เป็นเจ้าผู้ครองแคว้นกาสี  พระองค์มีพระมเหสีซึ่งมีความงดงามมากที่สุดในแคว้นกาสีชื่อว่า พระนางอุพพรี  ทั้งสองพระองค์ความรักกันอย่างไรชื่อและดูแลปกครองบ้านเมืองของตนเองให้ร่มเย็นมีความสุขเรื่อยมาอยู่มาวันหนึ่ง พระนางอุพพรี  ได้เสียชีวิตลงทำให้  พระเจ้าอัสสกะเสียใจเป็นอย่างมาก

พระองค์ไม่ยอมกินไม่ยอมนอนและมีอาการเหม่อลอยคิดถึง พระนางอุพพรี อยู่ตลอดเวลาอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าอัสสกะ สั่งให้ทหารนำศพของพระนางมาตั้งไว้บนเตียงนอนในห้องบรรทมของพระองค์ซึ่งในตอนนั้นเองมีพระฤๅษีซึ่งมีบุญบารมีแก่กล้าสามารถมองเห็นความทุกข์ของพระองค์ได้จึงได้เดินทางมาช่วยเหลือ

เนื่องจากว่าฤาษีได้เล็งเห็นแล้วว่า  พระเจ้าอัสสกะเป็นกษัตริย์ที่ดีมีคุณธรรมสามารถปกครองเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขได้เรื่อยมาจึงอยากจะช่วยเหลือให้พระเจ้าอัสสกะหายจากความเศร้าโศกจึงได้สั่งให้อำมาตย์ ไปเชิญพระเจ้าอัสสกะมาหาฤาษี ซึ่งมาสำนักอยู่ที่อุทยานในเขตพระราชฐาน

เมื่อพระเจ้าอัสสกะเดินทางมาถึงพระฤาษีก็ได้บอกกล่าวกับพระเจ้าอัสสกะว่าพระองค์อยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพระนางอุพพรี หรือไม่ซึ่ง พระเจ้าอัสสกะ  ได้บอกกับฤาษีว่าพระองค์อยากรู้ว่าในตอนนี้นั้นพระมเหสีของพระองค์นั้นไปเกิดเป็นอะไรดังนั้นฤาษีจึงได้บอกกับพระองค์ว่าในตอนนี้นั้นพระนางอุพพรี ได้ไปเกิดเป็นหนอนขี้วัว โดยบอกเหตุผลที่พระนางอุพพรี ต้องไปเกิดเป็นหนอนขี้วัว  นั่นก็เพราะว่า ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ พระนางอุพพรี ไม่เคยทำบุญทำทานเลย

เอาแต่ห่วงเรื่องความสวยงามของตัวเอง  แต่ พระเจ้าอัสสกะ  ไปส่งเชื่อท่าฤาษีจึงได้เรียกหนอนขี้วัวมา 2 ตัวโดย นอนขี้วัวตัวเมียชื่อว่าอุพพรี   ซึ่งพระฤาษีได้เรียกหนอนขี้วัวตัวเมียมาถามว่าเราชื่อว่าอะไร  หนอนขี้วัวตัวเมียก็ตอบว่าข้าชื่ออุพพรี  ฤาษีถามหนอนขี้วัวตัวเมียว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไร หนอนก็ตอบว่า  ชาติที่แล้วเกิดเป็นพระมเหสีของพระเจ้าอัสสกะ  ชื่อว่า พระนางอุพพรี   พระฤาษีถามกลับไปอีกว่าแล้ว

ในตอนนี้เจ้ายังรัก พระเจ้าอัสสกะอยู่อีกหรือไม่ หนอนอุพพรี ก็ตอบกลับว่าไม่แล้วเจ้าค่ะตอนนี้ข้ามีสามีใหม่แล้วเป็นหนอนขี้วัวเหมือนกันถ้ารักสามีของข้าตัวเดียว   เมื่อพระเจ้าอัสสกะได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธมากจึงได้สั่งให้ทหารไปนำร่างของพระนางอุพพรี ไปเผาและหลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าอัสสกะ ก็ได้ทรงอภิเษกสมรสกับหญิงคนใหม่และครองราชบัลลังก์สืบเนื่องต่อมาอีกยาวนาน

     ซึ่งตำนานหญิงงามเกิดเป็นหนอนนี้เป็นตำนานที่เราจะได้รู้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้ว่ารักจริงนั้นไม่มีอยู่ในโลกเป็นตำนานที่สร้างขึ้นมาเพื่อสอนในเชิงพระพุทธศาสนาโดยเป็นลักษณะสอนว่าหากมีรักที่ไหนที่นั่นย่อมมีความทุกข์ 

 

ให้การสนับสนุนโดย  nowbet

ที่มาตำนานเมืองล้านช้าง

บ้างส่วนที่มาที่ไปของเมืองต้องคำสาปย่อมมีสาเหตุก็เกิดมาจากของการกระทำของทั้งสองฝ่ายที่ทำให้อีกฝ่ายนั้นรู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม เช่น การสั่งประหารผู้บริสุทธิ์ หรือ การถูกหักหลัง ทำให้ฝ่ายที่ถูกกระทำรู้สึกเจ็บแค้นจึงได้สาปแช่งฝ่ายผู้ที่กระทำให้พินาศล่มจมโดยเฉพาะตำนานเมืองต้องคำสาปที่มักจะเกิดกับความที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าเมืองหรือผู้ที่ได้มีอำนาจในเมืองนั้นๆ จึงทำให้ผู้ที่ถูกกระทำที่ได้มีอำนาจน้อยกว่าต้องสาปแช่งเมืองให้พินาศไปตามกัน

ตำนานคำสาปท้าวศรีโคตรตะ บอง

คำสาปแช่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณเมืองชื่อดังต่างๆก็เคยมีตำนานชื่อดังที่เกี่ยวกับคำสาปแช่งมาแล้วไม่เว้นแม้กระทั่งเวียงจันทน์เมืองหลวงของประเทศลาวที่ได้มีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับท้าวศรีโคตรตะบองชยหนุ่มผู้แก่กล้าในวิชาอาคมที่ช่วยให้เมืองเวียงจันทน์มให้พ้นจากหายนะของช้างป่านับล้านตัวแต่สุดท้ายก็ต้องมาตายอย่างน่าตายอนาถเพราะความไม่ไว้ใจของเจ้าเมืองเวียงจันทน์ในสมัยนั้นที่แกร่งกล้วว่าตัวเขาจะแย้งชิงอำนาจในสมัยหนึ่งเมืองเวียงจันทน์ได้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายผู้คนลำบากทำมาหากินไม่ได้เนื่องจากมีจำนวนช้างป่าจำนวนมากนับล้านตัวได้เข้ามาทำร้ายเทือกสวนไร่นาบ้านเรือน

จงเกิดความเสียหายเจ้าเมืองในนครเวียงจันทน์ในขณะนั้นได้เห็นความเดือดร้อยของราษฎร์แล้วจึงอยู่นิ่งไม่ได้พระองค์จึงประการคนฝีมือดีมาปราบช้างป่าโดยมีข้อแม้ว่าหากผู้ใดที่ปราบช้างได้อย่างราบคาบพระองค์จะส่งพระราชทานพระทิดาให้ขณะเดียวกันได้มีบุรุษผู้ที่มีวิชาแก่กล้าในวิชาอาคมโดยเฉพาะวิชาการปราบช้างนั่นคือ ท้าวศรีโคตร

ตัวเขาเองได้มีอาวุธเป็นพระตะบองเพชรที่สามารถจะปราบช้างป่าได้ล่ำลือกันว่าเขาผู้นี้ได้มีฤทธิ์แก่กล้าคงกพันชาตรีฆ่าไม่ตายเป็นที่โจยร์ขานอนุภาพในวิชาอาคมท้าวศรีโคตรตะบองมีเชื้อสายเป็นชาว กูยกลุ่มชาติพันธ์ในประเทศลาวที่เก่งกาจในด้านปราบช้างมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากดินแดนสีโคตรบูนจึงถูกเรียกว่าท้าวศรีโคตรและมีตะบองเพชรเป็นอาวุธจึงมีฉายาว่า ท้าวศรีโคตรตะบองนั่นเองเมื่อการประกาสของผู้ครองนครเวียงจันทน์ในขณะนั้นรู้ถึงท้าวศรีโคตรเขาจึงเสนอตัวเป็นผู้ปราบช้างป่าโดยการลากท่อนไม้ขนาดใหญ่

มาทำเป็นตะบองและได้ใช้ปราบฝูงช้างป่าจำนวนนับล้านๆตัวได้อย่างสำเร็จด้วยเหตุนี้จึงทำให้นครเวียงจัทน์ได้รับการขนานนามว่าอาณาจักรล้านช้างนั่นเองเพราะมีช้างมากกว่าล้านตัวเข้ามาบุกรุกแต่ก็ถูกปราบโดยท้าวศรีโคตรจากนั้นเจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงได้ยกพระทิดาให้กับท้าวศรีโคตรตามที่ประกาสไว้ขณะเดียวกันก็ได้สร้างปราสาทให้เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับท้าวศรีโคตรเพื่อเป็นรางวัลที่เขาสามารถปราบช้างได้สำเร็จทำให้เมืองเวียงจันทน์กลับมาสงบสุขอีกครั้ง

2หมู่เกาะที่ได้มีความลึกลับซ้อนอยู่

เกาะภูเขาไฟ

สำหรับด้านหมู่เกาะแห่งนี้นั้นได้เป็นเกาะภูเขาไฟที่ได้ตั้งอยู่บนนเกาะลูซอนและที่มันได้มาเป็นแบบนี้นั้นมันก็ได้เกิดมาจากเมื่อหลายล้านปีก่อนที่บริเวณสถานที่หมู่เกาะลูซอนแห่งนี้มันได้เคยเป็นที่ตั้งของป่องภูเขาไฟและต่อมาก็ได้มีการระเบิดขึ้นมาจนมันได้กลายมาเป็นหลุมที่ยุบที่มีขนาดใหญ่จากนั้นมันก็ได้กลายม้เป็นทะเลสาบในเวลาต่อมา

และในด้านใจกลางของทะเลสาบนั้นก้ได้เกิดเป็นภูเขาไฟที่ได้มีการเกิดประทุขึ้นมาอีกทีและซึ่งด้วยความที่ภูเขาไฟของลูกนี้ก็ยังได้เคยระเบิดมากแล้วถึงประมาณ33ครั้งจึงมันทำให้กลายเป็นสถานที่ที่สววยงามและมีความประหลาดที่สามารถหารับชมหาดูได้ยากมาก

เกาะอีสเตอร์

สำหรับหมู่เกาะแห่งนี้นั้นได้เป็นหมู่เกาะที่มีขนาดเล็กที่ได้ตั้งอยู่โดดเดียวในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากชายฝั่งของประเทศชิลีไปทางตะวันตกราวประมาณ3,600กิโลเมตรและโดยนักสำรวจกลุ่มแรกนั้นที่ได้เดินทางมาพบที่หมู่เกาะแห่งนี้ก็ในปี1722ในวันอีสเตอร์พอดีและพวกเขาก็ได้ตั้งชื่อหมู่เกาะแห่งนี้ว่าเกาะอีสเตอร์นั่นเองและถึงแม้ว่ามันนั้นจะเป็นหมู่เกาะเล็กๆที่จัดตั้งอยู่อย่างโดดเดียวและห่างไกลแต่สำหรับหมู่เกาะแห่งนี้นั้นกลับไปต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ได้นับแสนคนและนั่นก็เป็นเพราะว่ามนเสน่ห์ที่ได้ดึงดูดตาดูดใจ

เหล่านักท่องเที่ยวอย่างมากมายและนอกจากความงดงามทางความธรรมชาติแล้วก็ยังมีรูปปั่นที่โดเด่นมากมายตั้งอยู่ไปทั่วทั้งหมู่เกาะซึ่งทางตามตำนานได้เชื่อกันว่ารูปปั่นโมอายเหล่านี้นั้นซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นจากชาวโปลินีเซียซึ่งได้อาศัยอยู่บนหมู่เกาะแห่งนี้เมื่อประมาณหนึ่งพันปีก่อนโดยพวกเขานั้นได้สร้างรูปปั่นโมอาย

เพื่อให้ได้เป็นตัวแทนของบรรพบุรุษผู้ที่ล่ววงลับหรืออาจจะเป็นผู้ที่ได้มีความสำหรับในสมัยนั้นและด้านบนหมู่เกาะอีสเตอร์นั้นก็ได้มีรูปปั่นโมอายสิ่งได้ถูดแกะสลักมากจากก้อนหินก้อนเดียวทั้งสิ้นราวๆ900ตัวจะมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ซึ่งได้มีตัวที่ใหญ่สูงกว่าประมาณ10เมตรและมีน้ำหนักประมาณ82ตันและยังมีรูปแกะสลัดที่ยังสร้างไม่เสร็จและได้มีความสูงราวประมาณ21เมตรและยังมีน้ำหนักมากขึ้นประมาณ270ตันเลยทีเดียว ซึ่งในการขนย้ายโมอายจากเหมือหินที่จัดสร้างรูปปั่นไปติดยังจุดต่าง

ที่ได้กำเนิดเอาไว้ได้เป็นเรื่องที่ยากลำบากมากเนื่องจากในสมัยนั้นไม่มีเครื่องมือในการขนย้ายวัตถุที่ใหญ่และมีน้ำหนักมากมายขนาดนี้โดยเชื่อกันว่าผู้คนในสมัยก่อนนั้นพวกเขาใช้ต้นไม้จำนวนมากสำหรับลองรับเป็นลูกกลิ้งในการขนย้ายโมอายเหล่านี้และนี้เป็นสาเหตุอีกอย่างหนึ่งของความเชื่อที่ว่าชนเผ่าแห่งนี้ใช้ทรัพยากรไม่บันยะบันยังจนหมดเกาะ

 

หมู่เกาะอาถรรพ์ที่ไม่มีใครกล้าเข้า

เกาะตุ๊กตา

สำหรับหมู่เกาะตุ๊กตาก็ได้เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเกาะต้นไม้ที่ต้นไม้เกือบทุกต้นนั้นจะเต็มไปด้วยตุ๊กตาเก่าๆที่ถูกทิ้งและได้ถูดนำเอามาเก็บไว้ที่บนเกาะ ซึ่งเรื่องราวมันก็มีอยู่ว่าการที่ผู้คนนั้นได้นำเอาตุ๊กตาจำนวนมากมายขนาดนี้นำเอามาไว้ที่หมู่เกาะแห่งนี้นั่นมันก็เป็นเพราะว่าเพื่อเป็นการเส้นไหว้ให้แก่วิญญาณเด็กผู้หญิงที่ได้จมน้ำเสียชีวิตอยู่ภายในหมู่เกาะแห่งนี้อย่างปริศนาและยังได้เชื่อกันว่าวิญญาณของหนู่น้อยคนนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่บนเกาะแห่งนี้จนต้องทำให้นำเอาตุ๊กตามาแขวงเอาไว้

เพื่อจะให้วิญญาณของหนูน้อยคนนี้นั้นได้สงบลงและนี้ก็เป็นจุดต้นกำเนิดของตุ๊กตาผีสิงนั้นเองจากนั้นหลังจากเรื่องราวและภาพที่ได้ถูกแพร่ออกไปมันจึงได้ทำให้หมู่เกาะแห่งนี้ได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่เหล่าบรรดานักลองของอยากจะมาลองดูสักครั้งแต่ทว่าเรื่องราวเฮี้ยนๆมักจะเกิดขึ้นกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ไกลเคียงเสียมากกว่าโดยเหตุการณ์ที่ชาวบ้านนั้นอยากจะพบเจอกันอยู่บ่อยๆเป็นประจำก็เป็นเสียงเด็กร้องเป็นจำนวนมากที่มักจะส่งเสียงในยามค่ำคืน

ซึ่งมันดังจนเหมือนเสียงนกร้องลั่นไปทั่วทั้งเกาะหรือมันจะเป็นที่แขนของตุ๊กตาขยับไปมาโบกมือให้กับชาวบ้านที่ได้ล่องเรือผ่านในตอนกลางงวันแต่นั่นมันก็ยังไม่ใช่เท่ากับเรื่องราวที่เล่ากันมาว่ามีชาวบ้านในระแวกนั้นล่องเรือผ่านไปยังเกาะตุ๊กตาในตอนกลางคืนแต่จู่ๆเขาก็รู้สึกกับว่าเรือนั้นมันค่อยๆช้าลงแต่ในตอนแรกนั้นเขาก็นึกว่ามันเกิดจากพืชใต้น้ำหรือขยะได้มาพันกับใบพัดเรือหรือป่าวแต่เมื่อคนขับเรือนั้นก็ได้ยกใบพัดเรือนั้นขึ้นมาดูเท่านั้น

แหละกลับได้พบว่ามันได้เป็นเส้นผมของตุ๊กตาที่มันได้มาพร้อมกับหัวตุ๊กตาแถมหัวของตุ๊กตาตัวนั้นมันก็ยังกระพริบตาให้เขาและยังยิ้มให้กับเขาอีกด้วยจากนั้นมันจึงทำให้เขาต้องรีบแกะหัวของตุ๊กตาตัวนั้นเอาออกอย่างรวบเร็วและในขณะที่เขากำลังจะสตาร์ทเครื่องเรือเพื่อที่จะรีบออกไปจากยังหมู่เกาะแห่งนั้นเขาก็ได้ยินเหมือนกับเสียงว่าดังมาจากข้างหลังของเขามาจากฝั่งกอและเมื่อเขาได้หันกลับไปดูเท่านั้นแหละตัวของเขาเองนั้นแทบสติเพราะตุ๊กตากำลังที่จะว่ายน้ำตรง

เข้ามาที่เรือของเขาพร้อมกับเสียงหัวเราะเหมือนอย่างกับเด็กทารกที่ดูน่ากลัวมันจึงทำให้ตัวของเขาเองนั้นจะต้องรีบเป็นเท่าตัวและสตาร์ทเรือออกไปก่อนที่เจ้าสิ่งเหล่านี้จะขึ้นมาที่เรือของเขาแต่เมื่อเขาได้กลับไปถึงบ้านเขก็ได้เล่าให้ชาวบ้านฟังในตอนเช้าก็มีคนเชื่อบ้างและก็บอกว่าเล่าเกินความจริงไปบ้างแต่มันก็ขึ้นอยู่กับความวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ประวัติวันวาเลนไทน์

สำหรับเทศกาลวันวาเลนไทน์นั้นมีขึ้นมาตั้งแต่สมัย ประมาณซึ่งตอนนั้นเป็นยุคที่เฟื่องฟูของอาณาจักรโรมันเป็นอย่างมากเดินในสมัยนั้นชายหญิงมักจะไม่ค่อยได้เห็นหน้ากันแต่จะมี 1 วันใน 1 ปีที่ชายหญิงจะสามารถมาเจอหน้ากันและจะจับฉลากในการหาคู่ครองให้กับตัวเองโดยหากใครจับได้ชื่อของใครทั้งสองคนก็จะพากันออกไปเที่ยวและทำความรู้จักกันและถ้าหากใครสามารถเข้ากันได้ดีก็จะทำการแต่งงานกัน

แต่ถ้าหากใครไม่สามารถไปด้วยกันได้ก็รอปีหน้าก็ลองจับฉลากคบกับคนอื่นดูแต่หลังจากนั้นในสมัยจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 สำหรับในสมัยนี้จักรพรรดิเป็นผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมชอบทำศึกสงครามองค์จักรพรรดิไม่ชอบเห็นชายหญิงแต่งงานกันจึงได้ออกกฎมาว่าห้ามมีการแต่งงานกันโดยองค์จักรพรรดิต้องการที่จะให้ทหารทุกคนไปเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติและไปต่อสู้กับข้าศึกศัตรูพระองค์มองว่าการที่ชายหญิงแต่งงานกันนั้นทำให้ฝ่ายชายไม่ต้องการไปเป็นทหาร

เพราะไม่ต้องการแยกหญิงคนรักดังนั้นในสมัยของท่านจึงมีการออกกฎห้ามแต่งงานกันออกมาแต่ในขณะเดียวกันมีนักบุญรูปหนึ่งนามว่าเซนต์วาเลนไทน์ท่านอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปโดยนักบุญรูปหนึ่งนามว่าเซนต์วาเลนไทน์รู้สึกว่าข้อห้ามที่องค์จักรพรรดิห้ามนั้นไม่ถูกต้องดังนั้นพระองค์จึงได้ทำการแอบลักลอบทำพิธีแต่งงานให้กับคู่บ่าวสาวที่ต้องการที่จะแต่งงานกันจนอยู่มาวันหนึ่งมีทหารได้เดินผ่านมาพบเห็นพิธีแต่งงานที่ทางนักบุญนามว่าเซนต์วาเลนไทน์

กำลังจัดพิธีแต่งงานให้กับชายหญิงคู่หนึ่ง ดังนั้นเขาจึงทำการจับกุมนักบุญรูปนามว่าเซนต์วาเลนไทน์ไปขังไว้ในคุก  ที่นั่นเองมีผู้คุมนักโทษคนหนึ่งเขามีลูกสาวที่ป่วยเป็นโรคตาบอดเขาจึงได้นำลูกสาวมาให้นักบุญรูปนามว่าเซนต์วาเลนไทน์รักษาอาการจนทำให้หญิงสาวคนดังกล่าวสามารถกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่งและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเธอก็เดินทางมาเยี่ยมนักบุญเซนต์วาเลนไทน์

ที่คุมขังเป็นประจำทุกวันจนเกิดความรักระหว่างหญิงสาวและนักบุญเซนต์วาเลนไทน์แต่นักบุญเซนต์วาเลนไทน์ก็ไม่ได้ออกมาจากคุกเขาแก่ตายอยู่ในคุกนั่นเองซึ่งก่อนที่เขาจะตายเขาได้เขียนจดหมายถึงหญิงสาวอันเป็นที่รักของเขาโดยมีการลงท้ายในจดหมายที่เขาส่งให้แฟนสาวของเขาว่า From Your Valentine และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาวันแห่งความรักนี้มีตั้งชื่อว่าวันวาเลนไทน์ซึ่งตรงกับวันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีซึ่งวันดังกล่าวคู่รักหนุ่มสาวจะมีการแสดงถึงความรักซึ่งกันและกัน

เกาะที่คุณแค่ได้ยินชื่อเสียงของมันแล้วคุณจะไม่กล้าไปเลย

เชอร์โนบิล  ประเทศยูเครน

ภัยพิบัติเชอร์โนบิลนั้นได้เริ่มขึ้นจากการที่วิศวกรได้ทำการทดสอบการทำงานของระบบหล่อเย็นแต่การทดสอบนั้นได้เกิดการล่าช้าก่อนที่จะเกิดแรงดันน้ำที่สูงขึ้นอย่างฉับพลันและระบบการตัดการทำงานอัตโนมัตินั้นมันไม่ทำงานและยังส่งผลให้เกิดความร้อนสูงขึ้นจนได้ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์หมายเลข4หลอมละลายและได้เกิดระเบิดขึ้นในช่วงเช้ามืดในวันที่26เมษายน ปี1986ผลจากการที่มันได้ระเบิดออกมานั้นทำให้เกิดขี้เถ้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีพุ่งขึ้นชั้นบรรยากาศนานถึง10วันขี้เถ้านั้นก็ได้ปกคลุมทางตะวันตกของสหภาพโซเวียตยุโรปตะวันออกยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือพื้นที่กว่า200,000ตารางกิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่71%ของประเทศเบลารุส รัสเซีย  และ ยูเครน

ในการที่ได้ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีจึงได้ทำให้ทางการของทั้งสามประเทศต้องอพยพประชาชนรวมแล้วประมาณกว่า336,000คนได้ออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในขนาดที่พื้นที่รัศมีประมาณ30กิโลเมตรโดยรอบดรงไฟฟ้าที่เชอร์โนบิลนั้นก็ได้ถูกประกาสให้เป็นเขตที่อันตรายเหตุที่ระเบิดในครั้งนี้จึงได้ทำให้มีผู้ที่เสียชีวิตในทันทีหลังจากที่ได้เกิดการระเบิดจำนวน31คนโดยเป็นคนงานภายในโรงงานไฟฟ้าเชอร์โนบิลเองและในปี2015ก็ยังได้ระบุเอาไว้

ว่าในอนาคตอาจจะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่ไดกี่ยวข้องกับกัมมันตภาพรังสีกว่า4,000คนและ30ปีได้ผ่านไปที่นี่นั้นก็ยังได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศยูเครนและมีนักท่องเที่ยวผู้ที่ได้มองหาสถานที่แปลกใหม่ที่ได้หน้าตื่นเต้นประทับใจแบบไม่เหมือนใครก็ได้แวะเวียนกันมาอย่างไม่ขาดสาย

เกาะเซนติเนล  

ลึดเข้าไปในมหาสมุทรอินเดียที่เป็นที่ตั้งของเกาะอันโดดเดียวที่อยู่อาศัยบนเกาะนี้ได้ถูกนับว่าเป็นชนเผ่าที่ไม่เคยติดต่อกับชนกลุ่มอื่นเลยไม่ว่าจะตอนนี้หรือจะย้อนกลับไปในหลายพันปีในประวัติศาสตร์พวกเขาก็ไม่เคยที่จะติดต่อกับผู้คนภายนอกแต่อย่างใดและไม่ว่าจะเป็นการอาหารที่พักอาศัยหรือการเกษรฐ ณ ปัจจุบันนี้กับหนึ่งหมื่นปีที่แล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปและในหลักฐานที่ว่าพวกเขามีตัวตนก็เป็นเพียงแค่ภาพถ่ายอยู่ห่างๆเท่านั้นเพราะชนเผ่าเซนติเนล 

จะสังหารคนนอกที่มายังเกาะของพวกเขาโดยไร้ซึ่งความรังเรถึงเกาะแห่งนี้จะอยู่ไม่ไกลมากนักแต่ความรู้เกี่ยวกับเกาะและผู้คนในเกาะนั้นมีน้อยนิดมากจนแทบจะไม่มีราวกับว่ามันเป็นสถานที่ลึกลับของโลกไปเลยก็ว่าได้ในช่วงปี1960รัฐบาลของประเทศอินเดียก็ได้มีความพยายามที่จะติดต่อสือสารกับชาวเซนติเนลแต่ก็ทำได้เพียงทิ้งขวัญเอาไว้ที่ชายหาดแล้วก็จากไปเท่านั้นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  9luck

ประวัติพันโทยี่เซ และ การประติวัตรัฐฉาย

โดยกองกำลังของ พันโทยี่เซ เป็นกองกำลังอยู่นอกกฎหมายใน เมียนมาร์ เนื่องจากนี้ยังได้รับการช่วยเหลือจากนักการเมืองในรัฐบาลพรรคร่วมรัฐบาลพม่าและแน่นอนธุรกิจมืดพวกนี้มีทั้งที่เป็นของนักการเมืองและเครือญาติเองและที่เป็นของนิ้วล่อหัวคะแนนหรือกลุ่มทุนที่เป็นนักการเมืองคนนั้นให้การอุปถัมภ์ค้ำชูให้ความคุ้มครองถ้าถูกจับนักการเมืองก็จะใช้บารมีจึงทำให้กลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ยังคงมีอยู่และยากที่เราจะต่อกอนกับกลุ่มเหล่านี้ หรือกองกำลังของ พันโทยี่เซ

เหตุการณ์เหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของรัฐบาลเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กลุ่มหรือการค้ายาเสพติดเหล่านี้เติบโตอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลเมียนมาร์ ถึงแม้ว่าจะมีการออกมาชี้แจงแล้วเกี่ยวกับการแก้ปัญหาแต่ก็ยังมีการเห็นว่าปัญหาที่ได้แก้นั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ใช้ต้นเหตุเลย ซึ่งก็จะทำให้กลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ดำเนินกิจการผลิตยาเสพติดส่งขายในอาเชียได้อยู่ในปัจจุบันและยังไม่มีใครที่จะสามารถจับตัวมาลงโทษได้จนถึงปัจจุบัน

นับตั้งแต่รัฐบาลเมียนมาร์ได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปและนางอองซานซูจีได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการประเทศร่วมกับรัฐบาลทหารในยุคนั้นก็นับว่ามันจะเป็นสัญญาที่ดีถึงทิศทางของประชาธิปไตในประเทศที่กำลังจะมีขึ้นแต่ว่าเกือบสองปีที่ผ่านมาการที่รัฐบาลได้เข้ามาจัดการเรื่องของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันและรัฐบาลเมียนมาร์นั้นยังคงไม่ชัดเจนเท่าไหร่นักหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของกลุ่มชาวไทใหญ่ที่ออกมาประกาศเอกราชจากรัฐบาลทหารเมียนมาร์ตลอด71ปีที่ผ่านมา

วันนี้ทิศทางในการต่อสู้ของชาวไทใหญ่ยังคงมั่นคงหรือว่าเปลี่ยนแปลงซักแค่ไหนเรามาดูกันเลยเมื่อไม่นานมานี้เราก็ได้เดินทางไปยังพื้นที่รัฐฉายประเทศเมียนมาร์ซึ่งได้เป็นฐานที่มั้นในเขตการปกครองของเมืองเชียงตุงที่มีชื่อว่าดอยก่อวันสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ในยุคของแรกเริ่มของการประติวัตรัฐฉายจากรัฐบาลเมียนมาร์เมื่อประมาณ70ปีที่แล้วในปัจจุบันที่นี่ยังได้เป็นศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยสงครามอีกด้วยซึ่งมีทั้งชาวไทใหญ่

และในกลุ่มชาติพันอื่นๆที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งภายในประเทศและในถนนแห่งนี้ที่ชาวบ้านได้ใช้เป็นการเดินทางอยู่ที่ดอยก่อวันและยังเป็นจุดที่แบ่งเขตแดนระหว่างอำเภอแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงรายอีกฝั่งหนึ่งและอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นศูนย์ผู้อพยพผ็ลี้ภัยจากภัยสงครามของรัฐฉายและทุกวันนี้ก็ได้มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณราว2,000คนด้วยกัน

 

สนับสนุนมาจาก  entaplay

ตำนาน เอ็ดวิน ฟานเดอซาร์

หลังจากหมดยุคของสุดยอดนายทวารของปีศาจแดง สโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างปีเตอร์ ชไมเคิ่ล แล้วนั้น ปีศาจแดงต้องควานหานายประตูที่จะมาทดแทนกันอยู่พักใหญ่ เพราะหลังจากที่ไม่มีชายที่ชื่อว่า ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล แล้ว แมนยูไนเต็ดกลายเป็นทีมที่เสียประตูค่อนข้างง่าย และผู้รักษาประตูกี่คนต่อกี่คน ที่ป๋าเฟอร์กี้นั้นหามาร่วมทัพด้วยนั้น ก็มักจะโชว์ฟอร์มกันได้ไม่เข้าตาเลย แต่ในที่สุด แมนยู ก็ไม่สิ้นคนเก่ง ทางเฟอร์กี้ ได้โทรสายตรงหา ฟานเดอร์ซาร์ เอง และบอกกับนายประตูคนนี้ว่า อยากให้มาช่วยรักษาประตูให้กับผีแดง

ซึ่ง ฟานเดอร์ซาร์ ก็ไม่รอช้า และเก็บข้าวของย้ายมาสู่รังของผีแดงทันที ซึ่งในขณะนั้น แฟนบอลของแมนยู รวมถึงสื่อทุกสำนัก ต่างสงสัยในการตัดสินใจของเฟอร์กี้ ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงหรือ เพราะนายประตูคนนี้ในตอนที่ย้ายมาร่วมทีมแมนยูนั้น อายุเกือบจะ 35 ปีแล้ว ซึ่งนายประตูบางคนเลิกเล่นฟุตบอลแล้วด้วยซ้ำ แต่เฟอร์กี้ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ฟานเดอร์ซาร์ นั้นคือเป้าหลักที่เค้าอยากได้มาร่วมทีมตั้งแต่ปี 2000 ที่ ชไมเคิ่ล ได้อำลาทีมไป แต่ติดที่เหตุผลและคุยกันไม่ลงตัวระหว่างเค้ากับบอร์ดบริหารนั่นเอง ซึ่งเฟอร์กี้ให้เหตุผลฝ่า ฟานเดอร์ซาร์ นั้นมีทุกอย่างแบบที่ชไมเคิ่ลมี และฝีมือก็เทียบเท่าและเก่งๆ พอกับ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล เลย

จะมีแค่สิ่งเดียวที่นายประตูคนนี้สู้ยักษ์เดนส์ ไม่ได้ นั่นก็คืออารมณ์โมโห และแล้วเมื่อนายประตูคนนี้ได้เข้ามาเริ่มต้นกับผีแดง ทุกอย่างภายทีมก็เริ่มเปลี่ยนไป จากทีมที่เสียประตูง่ายกลายเป็นทีมที่เสียประตูยาก และนัดที่ทำให้แฟนบอลผีแดงยกให้นายประตูคนนี้เป็นตำนานของสโมสรนั้น

ก็เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ระหว่างแมนยู กับเชลซี ซึ่งนัดนั้น ผู้รักษาประตูคนนี้ได้โชว์ความสามารถที่นักฟุตบอลระดับโลกควรจะมี เค้าช่วยผีแดงรอดพ้นการเสียประตูนับครั้งไม่ถ้วน จนถึงช่วงเวลาการตัดสินจุดโทษ และก็เป็นนายประตูคนนี้ ที่เซฟลูกจุดโทษ จากนิโคล่า อเนลก้า ศูนย์หน้าเชลซีในยุคนั้นเอาไว้ได้ ทำให้แมนยู คว้าถ้วยนี้ไปครองได้อีกครั้ง และตลอดระยะเวลาที่นายประตูคนนี้เฝ้าเสาให้กับผีแดงตลอด 5 ฤดูกาล เค้าพาทีมคว้าแชมป์มาทั้งสิ้น 7 รายการ และยังเป็นผู้รักษาประตูของสโมสรแมนยูไนเต็ด ที่ทำสถิติไม่เสียประตูติดต่อกันยาวนานที่สุดเกือบ 1,380 นาที ซึ่งนับว่าทำลายสถิติเมื่อครั้ง ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล นายประตูคนเก่าเคยทำไว้ได้เมื่อช่วงปี 1999 เลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  BK8