รัฐธรรมนูญฉบับแรกวันที่ 27มิถุนายน2477 นายปรีดี พนมยงค์

จุดหมายหนึ่งในการก่อตั้งหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์คือการพยายามให้นักศึกษาและอาจารย์รุ่นใหม่ได้มีโอกาศได้รับรู้ความเป็นมาของมหาวิทยาลัย

ซึ่งได้ถือกำหนดและมีโชคชะตาพลิกผันอยู่คู่กับปราสาทการมิถุนายน 2476 พระยาพหลพลพยุเสนายึดอำนาจกลับคือประกาศเปิดสภาผู้แทนราษฎรและเชิญปรีดีกลับสู่สยาม

ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเติบโตมาจากโรงเรียนข้าราชการพลเรือนจึงมุ่งผลิตจำนวนน้อยเพียงตอบสนองความต้องการระบอบราชการแต่การ “ ก่อตั้งหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และการเมือง “ ตามแนวคิดของปรีดีในปี2477มีจุดมุ่งหมายหลักคือการขยายฐานประชาธิปไตยไปสู่ประชาชนมหาวิทยาลัยเปิดแห่งนี้จึงได้มุ่งสอนกฎหมายเพื่อให้กดกติกากลายเป็นกรอบค้ำจูสังคมใหม่ทดแทนการตัดสินใจของผู้มีอำนาจดั่งแต่ก่อนจำนวนนักศึกษารุ่นแรกที่สูงถึง7,000คนจึงแสดงถึงความตื่นตัวของประชาชนในการก้าวสู่ระบอบใหม่ได้มาเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เป็นมหาลัยเปิดจึงไม่ได้มีนักศึกษามาเรียนเป็นประจำนักศึกษาส่วนใหญ่นั้นก็จะอยู่บานหรือว่าอยู่ต่างจังหวัดแต่ระยะช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่2หน่อยจะมีสิ่งที่เรียกว่าเตรียมธรรมศาสตร์เกิดขึ้นเหมือนอย่างที่เรามีการเตรียมจุฬา

ดังนั้นเมื่อได้มีระดับที่เป็นมัธยมปลายอาจจะเรียกว่าเป็นเยาวชนวัยรุ่นก็ได้ทำให้มหาวิทยาลัยนั้นก็มีบรรยากาศคึกคักขึ้นเพราะว่าตอนนี้ที่ทำให้มีบรรยากาศของความเป็นสำนักการศึกษาอย่างแท้จริงการที่ได้มีการคิดค้นลัญลักษณ์ต่างๆเพื่อสร้างชีวิตและวิญญาณให้กับสถานศึกษาแห่งนี้คือสิ่งที่ผู้ปราสาทการให้ความสำคัญอย่างยิ่งเราคิดว่าผู้ปราสาทการ ปรีดี พนมยงค์ ท่านอาจจะคำนึงถึงเรื่องแบบนี้มากเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นในแง่ของการมีตราหาวิทยาลัยที่เป็นธรรมจักรและได้มีพานรัฐธรรมนูญอยู่ที่ได้เป็นตราของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มันได้บ่งบอกให้เห็นชัดเลยว่ามหาวิทยาลัยนี้มีเป้าหมายอย่างไรในแง่ของธรรมศาสตร์ในแง่ของประชาธิปไตยในสมัยก่อนนั้นการเปิดเรียนนั้นเทอมแรกก็คือ วันที่27มิถุนายน และวันที่27มิถุนายน นั้นเป็นวันรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศแล้วการเปิดเรียนในพักที่สองก็เป็นวันที่10 ธันวาคม 

ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญฉบับที่2 ไม่นานตึกโรงทหารเก่าบริเวณท่าพระจันทร์ก็กลายเป็นดินแดนที่อันเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและจิตวิญญาณอันร้อยละสิทธิ์และอาจารย์เข้าเป็นหนึ่งเดียวนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เติบโตต่อสู้มีชัยและพ่ายแพ้คู่กับระบอบประชาธิปไตยของสยามนับแต่วันแรก

นอกจากนี้ในความที่ว่าเป็นนักวิชาการที่ละเอียดในการค้นหาข้อเท็จจริงรวมทั้งถ่ายทอดสู่บุคคลรอบข้างเป็นลักษณะนิสัยที่โด่งเด่นของนายปรีดี นับแต่วัยศึกษาเหล่าเรียนกระทั่งได้รับฉายาว่าอาจารย์จากเพื่อนนักศึกษาในฝรั่งเศสและหัวท่าช้างเป็นอีกฉายาที่ถูกบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยความสนใจในพุทธศาสนารวมทั้งวิถีชีวิตที่เรียบง่ายต่างจากนักการเมืองทั่วไป

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet

พระยาทรงสุรเดชผู้มีประสบการณ์เป็นคนวางแผนการที่จะยึดอำนาจปฎิวัติใน พ.ศ.2475

 

ชาวคณะราษฎรก็เริ่มเดินทางกลับมาประเทศสยามตามความจำเป็นของชีวิตและเปลี่ยนไปติดต่อกันแบบลับๆแทน เริ่มจาก ปรีดี กลับสยามไปเป็นราชการใช้ทุนอยู่ในกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2470 บางคนยังได้อยู่ในยุโรปต่ออีกสองสามปีและได้มีการหาสมาชิกเพิ่มผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวจนเจอคนที่มีความคิดคล้ายๆกันเอาไว้เพิ่มอีก

เมื่อเวลาได้ผ่านไปกลุ่มคณะก็มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เช่น ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน นายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ ดร.ประจวบ บุนนาค ม.ล.อุดม สนิทวงศ์  นายบรรจง ศรีจรูญ และพระยาทรงสรุเดช กับ พระยาพหลพลพยุหเสนา นายทหารปืนใหญ่

ซึ่งได้ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่มคณะราษฎรและให้พระยาทรงสุรเดชผู้มีประสบการณ์เป็นคนวางแผนการที่จะยึดอำนาจการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบเก่าไปเป็นระบอบใหม่ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใช้กำลังแล้วคนที่มีกำลังอยู่แแล้วก็คือทหารแต่สำหรับคณะราษฎรนี้เรียกได้ว่าแทบจะมือเปล่าเลยก็ว่าได้

ทหารชั้นผู้ใหญ่โดยเฉพาะทหารบกที่มีอยู่เพียง4คนด้วยกัน ก็คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา  พระยาทรงสรุเดช  พระยาฤทธิอัคเนย์  และ พระประศาสน์พิทยายุทธ

โดยจำนวนของสมาชิกคณะราษฎรในช่วงก่อนการปฏิวัตินับตามความเป็นไปได้ทุกสายสมาชิกทั้งสายพลเรือนข้าราชการพ่อค้าปัญญาชนและทหารเรือทหารบกมีทั้งสิ้น115คนมากกว่าครึ่งหนึ่งอายุน้อยกว่า30ปีผู้ก่อการระดับแกนนำมี61คนด้วยกันเป็นทหารบก23นาย ทหารเรือ14นาย และพลเรือน24คนเท่านั้น 

ก่อนวันที่24มิถุนายนเพียงไม่กี่เดือนได้มีกาประชุมลับๆที่บ้านของพระยาสุรเดช กับบ้านของ ร.ท.ประยูร ภมมนตรี เฉพาะสมาชิกระดับนำประมาณ10คนประชุมกันเพียง7ครั้งซึ่งบันทึกหลายชิ้นก็ชี้ว่าช่วงนั้นข่าวกรองของทางการเริ่มไหวตัวว่ามีขบวนการที่จะก่อกบฎแต่ด้้วยความที่ผู้ต้องสงสัยไม่มีใครที่มีกำลังมากพอทั้งในเรื่องของเงินทองหรือแม้แต่ทหารก็ไม่มีใครอยู่ในระดับสูงมากไม่มีใครมีบารมีมากพอให้กังวลแผนก่อการที่พระยาทรงสุรเดชตัดสินใจใช้ก็คือ

ในระหว่างที่ในหลวงรัชกาลที่7เสด็จไปพักผ่อนอยู่ที่วังไกลกังวลหัวหินจะ้วิธีลวงให้ทหารออกมาเข้าร่วมกับฝ่ายตนหรือพูดง่ายๆเลยก็คือจิ๊กทหารออกมาร่วมปฏิวัติ

โดยเฉพาะรถถังรถหุ้มเกราะที่ต่อมาที่กลายเป็นธรรมเนียมในการยึดอำนาจว่าจะต้องเอาออกมาขับบนถนนในกรุงเทพซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในกรมทหารม้าที่1รักษาพระองค์สี่แยกเกียกกายเป็นจุดหลักสำหรับการปฎิบัติการถ้าเอาออกมาไม่ได้ก็คงจะถือว่าล้มเหลวในการประชุมครั้งสุดท้ายมีการเล่าว่าฝ่ายพลเรือนในคณะราษฎรหลายคนพยายามที่จะคาดคั้นพระนาทรงสุรเดชว่าตกลงแล้วจะมีกำลังพลออกมากี่คนกันแน่

พระยาทรงสุรเดชก็ตอบไม่ได้และเก็บลายละเอียดการลงมือเอาไว้เป็นความลับจนนาทีสุดท้ายเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  dewabet

จิตรกรผู้โด่งดัง Leonardo de vinci กับความลับบนภาพวาด

ถ้าหากพูดตามความเป็นจริงแล้วนั้น Leonardo de vinci ถือว่าเป็นจิตรกรที่มีความสามารถและโงดังในสายอาชีพของเขา แต่ในความสามารถของศิลปะแขนงอื่นๆนั้นไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานดนตรี ก็ถือว่าเขานั้นมีผู้มือในการสร้างสรรค์อยู่ในระดับแค่มือสมัครเล่นเท่านั้นไม่ได้สามารถสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ได้อย่างสุดยอดอย่างที่จิตรกรคนอื่นๆสามารถทำได้

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Leonardo de vinci นั้นก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขานั้นได้มีการผสมผสานความสามารถของเขาที่มีในทุกด้านที่เขานั้นจะสามารถสร้างสรรค์ได้ และเป็นสิ่งที่เขานั้นได้ซุกซ่อนเอาไว้ในผลงานที่เขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมาและทำให้ผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยผลงานที่โดดเด่นของเขานั้นก็คือ The Last Supper

ถึงแม้จะเป็นภาพวาดที่โด่งดังไปทั่วโลกในตอนแรกนั้นไม่มีควรทราบเลยว่า Leonardo de vinci นั้นได้มีการวางโน๊ตดนตรีไว้ในภาพอาหารมื้อสุดท้าย และมีการยืนยันจาก จีโอวานี่ มาเรียมพารา ที่ได้ยืนยันว่าเขานั้นได้ค้นพบตัวโน๊ตอยู่ในภาพวาดดังกล่าวของ Leonardo de vinci ด้วยและสามารถที่จะนำโน๊ตท่ถูกซ่อนไว้ในภาพออกมาเล่นได้เป็นเพลงที่ไพเราะและมีความยาวมากถึง40วินาที

โดยการพบตัวโน๊ตในภาพวาดนั้น จีโอวานี่ มาเรียมพารา ได้อาศัยตำแหน่งของขนมปังที่อยู่ในภาพวาดและตำแหน่งมือของทุกคนในภาพวาด โดย Leonardo de vinci ได้มีการวาดภาพอยู่ในตำแหน่งที่มีความเท่ากันเป๊ะเหมือนบรรทัดตัวโน๊ตเส้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งเรื่องนี้นั้นได้มีการสอบถามจากนักข่าวโดยการถามผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ทุซคานี ดาวินชี่ มิวเซียม ก็ได้กล่าวเช่นกันว่าทฤษฏีนี้นั้นมีความเป็นไปได้สูงด้วย สิ่งนี้เลยทำให้ภาพอาหารมื้อสุดท้ายนั้นที่พระเยซูได้ร่วมเสวยพระกายหารร่วมกับพระอัครสาวกทั้งของพระองค์ ได้กลับมาเป็นกระแสและเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพวาดนี้โด่งดังไปทั่วโลกอีกครั้ง

แต่ถึงอย่างไรจะสามารถนำสิ่งโน๊ตที่มีการค้นพบขึ้นมานั้นมาเล่นเป็นเพลงได้ก็ตามแต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานที่ปรากฏแน่ชัดไว้ว่า Leonardo de vinci นั้นตั้งใจที่ซ่อนน๊ตเพลงไว้ในภาพวาดจริงๆหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนทั่วโลกนั้นได้รู้จักและมีการกลับไปชมภาพวาดอาหารมื้อสุดท้ายอีกครั้ง

หลังจากภาพยนตร์ The Davinci Code ได้มีการถอดรหัสลับจากภาพวาดและกล่าวว่า ในภาพวาดอาหารมือสุดท้านนั้นไม่ใช่นักบุญจอร์นอย่างที่หลายคนนั้นเข้าใจแต่เป็นแมรี่ แม็กดาเลน จึงทำให้วงการของศาสนาคริสต์นั้นต้องมีการออกมาประท้วงใหญ่โตเลยทีเดียว และบอกกับคนทั่วโลกว่าสิ่งนี้นั้นเป็นเพียงนิยายที่ถูกแต่งขึ้นเท่านั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้นก็อาจจะต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมรับฟังเรื่องราวเหล่นี้ที่ถูกนำมาถ่ายทอดถึงก็จะสามารถถ่ายทอดได้ทั้งในทางที่ผิดและถูกด้วยนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

การแข่งขันศิลปะในช่วงวัยเด็ก

                ในเรื่องของศิลปะนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มีการเรียนรู้มาตั้งแต่ช่วงวัยเด็กและถือว่าเป็นวัยที่มีความสำคัญสำหรับที่จะเรียนรู้ศิลปะเช่นเดียวกัน เพราะความเป็นศิลปะนั้นถ้าหากได้รับการซึมซับอย่างดีมาตั้งแต่เด็กนั้นก็จะช่วยทำให้เด็กสามารถเจริญเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจที่อ่อนโยนได้เพราะจิตใจนั้นได้ถูกขัดกลาจากสิ่งที่เรียกว่าศิลปะมาแล้วนั่นเอง

ซึ่งการแข่งขันทางด้านศิลปะนั้นก็เป็นการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ที่จะสามารถช่วยให้เด็กนั้นมีการพัฒนาและเป็นการฝึกทักษะทางด้านศิลปะที่ดีมากยิ่งขึ้นได้ด้วย

                การแข่งขันศิลปะในช่วงวัยเด็กนั้นมักจะมีการสนับสนุนจากผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ปกครองพ่อแม่เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกฝนการเรียนรู้ทางด้านศิลปะแล้วนั้นยังเป็นสิ่งที่ช่วยในเรื่องของการพัฒน่าและฝึกฝนทางด้านจิตใจด้วย รวมทั้งเปรียบเสมือนการให้โอกาสในวัยเด็กและการสร้างอิสระในทางความคิดสร้างสรรค์ให้แกช่วงวัยเด็กด้วยทำให้เดกนั้นกล้าที่จะถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกจากข้างในออกมาได้ การแข่งขันศิลปะจึงถูกแบ่งออกเป็นหลากหลายประเภทมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันศิลปะด้วยการวาดภาพ ซึ่งการวาดภาพนั้นการมีหลายประเภทเช่นกันแต่สิ่งที่นิยมให้มีการแข่งขันในช่วงวัยเด็กนั้นก็คือการวาดภาพตามจินตนาการของเด็ก เพราะการแข่งขันในเรื่องของจินตนาการนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้เด็กนั้นสามารถพัฒนาความคิดและความรู้สึกทางด้านจินตนาการได้ เมื่อเด็กได้รางวัลจากการแข่งขันหรือความผิดหวังในการแข่งขัน เด็กๆเหบ่านั้นก็จะนำบทเรียนในการแข่งขันในครั้งนี้ไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงตังเองในอนาคตได้ เพื่อให้ตัวเองนั้นมีทักษะในด้านการจินตนาการที่มากขึ้นและดีขึ้นนั่นเอง

การระบายสี ก็เป็นอีกหนึ่งการแข่งขันที่จะช่วยในเรื่องของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดีและเป้นการแข่งขันที่ยังช่วยในเรื่องของการแยกแยะจำแนกสีต่างๆได้อย่างดีกด้วยถือว่าเป็นการแข่งขันที่จะสามารถเห็นได้ว่าเด็กนั้นมีการพัฒนาทาวงด้านความคิดสร้างสรรค์และการจำแนกสีตามความเป็นจริงได้มากน้อยเพียงด เพราะการแสดงฝีมือในการระบายสีในงานการแข่งขันศิลปะออกมานั้น

จะเห็นได้ว่าสีที่เด็กนั้นใช้ให้ความรู้สึกต่อรูปภาพนั้นอย่างไรนั่นเอง ซึ่งทั้งการวาดภาพและการระบายสีนั้นถทอว่าเป็นการแข่งขันทางด้านศิลปะที่ได้รับความนิยมในการเปิดโอกาสให้เด็กนั้นได้จินตนาการทสร้างสรรค์และถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของเด็กออกมาได้ และสิ่งเหล่านี้นั้นก็ยังเป็นสิ่งที่จะสามารถใช้ต่อยอดได้ในอนาคตอีกด้วยไม่เพียงเท่านี้การแข่งขันทางด้านศิลปะยังช่วยยฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดีและสามารถเป็นสิ่งที่จะถ่ายทอดความรู้สึกให้ผู้อื่นภายนอกได้รับรู้และสร้างความเพลิดเพลินได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

สนับสนุนโดย  ติดต่อ rb88

ประเพณีไทยกับการไปร่วมงานศพ

       วันนี้เราจะมาพูดถึงการปฏิบัติตัวเมื่อเราจำเป็นต้องไปร่วมงานพิธีศพของคนที่รู้จักว่าควรจะมีการปฏิบัติตัวเช่นไรเพื่อให้เข้ากับกาละเทศะและให้ตรงกับวัฒนธรรมของไทยที่มีการยึดถือและปฏิบัติต่อต่อกันมาตั้งแต่ในสมัยโบราณซึ่งการไปร่วมงานศพนั้นโดยปกติแล้วหากเป็นวัฒนธรรมของคนไทยแล้วแล้วก็เราจะไปร่วมแสดงความเสียใจกับเจ้าภาพที่จัดงานด้วยการแต่งชุดที่แสดงออกถึงการไว้ทุกข์การเศร้าโศกเสียใจจากการจากไปโดยส่วนใหญ่แล้วคนไทยนั้น

มักจะมีวัฒนธรรมเกี่ยวกับเรื่องของการแต่งกายในการเดินทางไปร่วมงานศพซึ่งจะนิยมใส่ชุดแต่งกายที่เป็นสีดำไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็ตามแต่สามารถอนุโลมให้ใส่ชุดที่เป็นสีขาวได้อย่างไรก็ตามสำหรับวัฒนธรรมของคนไทยแล้วเราจะไม่แต่งกายด้วยชุดสีอื่นไปร่วมงานศพอย่างเด็ดขาดเนื่องจากว่าจะถือเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าภาพที่จัดงานศพนั่นเองเพราะคนไทยนั้นถือว่าสีดำเป็นสีที่เหมาะกับการไว้ทุกข์เป็นสีที่เกี่ยวกับเรื่องของการโศกเศร้าเสียใจแต่สำหรับสีสันอื่นๆนั้นจะเป็นสีที่เอาไว้เกี่ยวกับงานรื่นเริงดังนั้นหากใครก็ตามที่มีการแต่งกายด้วยชุดสีอื่นที่นอกจากสีขาวและสีดำ

ก็มักจะถูกคนในงานนั้นมองด้วยสายตาเหยียดหยามแต่โดยปกติแล้วก็มักจะไม่มีใครแต่งชุดสีอื่นไปร่วมงานจบอยู่แล้วยกเว้นว่าจะหาชุดสีดำไม่ได้จริงๆก็จะใช้สีที่ใกล้เคียงกันนั่นก็คือสีกรมท่านั่นเอง ส่วนชาวต่างชาตินั้นไม่ได้มีการเคลื่อนเครียดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการใส่สีเสื้อมากนักดังนั้นการไปงานศพของคนชาวต่างชาติขอให้เป็นสีที่เป็นสีสุภาพก็น่าจะเพียงพอแล้ว

หรือถ้าหากใครต้องการไปงานศพแต่ไม่ได้เตรียมชุดที่เป็นสีสุภาพไปก็ยังคงมีบางคนที่สามารถใส่สีอื่นๆได้เช่นเดียวกันโดยวัฒนธรรมของชาวต่างชาติในเกี่ยวกับเรื่องของการไปร่วมงานศพนั้นจะยึดจากการที่คนที่จะไปงานมีความตั้งใจจริงที่จะไปแสดงความเคารพศพเป็นครั้งสุดท้ายมากกว่าการที่จะยึดติดจากสีเสื้อที่ใส่ไปในงาน

แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้เรามักจะเห็นว่าเมื่อชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาอยู่เมืองไทยและเขาได้เห็นวัฒนธรรมไทยมากขึ้นเมื่อเขาจำเป็นต้องไปงานศพร่วมกับคนไทยก็จะมีการแต่งกายคล้ายกับคนไทยเพื่อไม่ให้ดูผิดแผกและเป็นการรักษามารยาทที่ดีนั้นเองเราจึงมักจะเห็นว่าชาวต่างชาตินั้นหันมาใส่เสื้อผ้าสีดำในการมาร่วมงานศพมากกว่าจะใส่สีอื่น

แต่ถ้าหากว่าเขาอยู่ประเทศของเขาเองนั้นเขาจะใส่เสื้อผ้าสีอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องยึดติดกับเรื่องของสีเสื้อว่าจะเป็นเฉพาะสีดำเท่านั้นดังนั้นเราจึงสามารถประมาณการได้ว่าวัฒนธรรมของแต่ละประเทศนั้นก็จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าจะมีการสืบสานวัฒนธรรมกันแบบไหนมานั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

สิ้นเสียงปืนระหว่างพรรคคอมมิวนิตส์กับอังกฤษ

จีนเป็งได้เขียนถือวิธีการที่ได้มีการเอารัดเอาเปรียบในหนังสือของเขาเรื่องMy Side of History หรือประวัติศาสตร์จากมุมของข้าพระเจ้าว่า ส่วนใหญ่ของพลเมืองอังกฤษในอาณานิคม ซึ่งผู้กลับมาหลังที่ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้ไม่ได้เป็นเพียงนักฉวยโอกาสและคดในข้องอในกระดูกเท่านั้น

นอกจากนี้พวกเขาก็ยังได้มีการแสดงท่าที่ในการหยามเหยียดในที่สุดต่อประชาชนที่พวกเขาได้กำลังขุดรีดอีกด้วยนั่นก็คือถ้อยคำของจีนเป็งนั่นเอง

ซึ่งนอกจากในการกดขี่แล้วอังกฤษก็พยายามที่จะจัดเก็บภาษีจากอุตสาหกรรมยางพาราและตะกั่วจากดินแดนอาณานิคมแห่งนี้เพื่อที่จะนำเอาไปฟื้นฟูในประเทศของตนที่ได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สองเช่นเดียวกัน

เนื่องจากนี้มันก็ยังเป็นความไม่พอใจต่อประเทศอังกฤษก็ได้มีการเริ่มแสดงท่าทีอาการความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากจุดเล็กของการประท้วงจากการหยุดงานของการหยุดงานทั่วประเทศความไม่พอใจเป็นอันเนื่องมาจากการกดขี่ของเจ้าอาณานิคมของอังกฤษกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับพรรคคอมมิวนิตส์มาลายันในการที่บุกระดมประชาชนให้ได้เข้าทำการต่อต้านอังกฤษและหันมาสนับสนุนฝ่ายตน

ซึ่งในที่สุดแล้วเหตุการณ์ดังกล่าวมันก็ได้ขยายตัวใหญ่ขึ้นจนได้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ โดยได้แบ่งสภาพกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติมาลายันเป็นกลุ่มคอมมิวนิตส์มาลายาของพรรคคอมมิวนิตส์มาลายันโดยได้อาศัยอาวุธที่ได้เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง

นอกจากนี้ในความตึงเครียดก็ได้เดินทางมาถึงยังจุดแตกหักในวันที่16มิถุนายน พุทธศักราช2491 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันสิ้นเสียปืนแตกระหว่างฝ่ายคอมมิวนิตส์มาลายาและฝ่ายอังกฤษ เมื่อพวกคอมมิวนิตส์ได้เข้ามุ่งสังหารชาวอังกฤษสามคน ซึ่งผู้ได้เป็นเจ้าของสวนยางในรัฐเปรัค 

ซึ่งพร้อมกันนั้นนายจีนเป็งและพลพรรคอมมิวนิตส์มาลายาของเขา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเป็นชนเชื้อสายจีนก็ได้เปิดฉากการบุกตามยุธวิธีที่ได้ลอกเรียนแบบมาจากสหภาพโซเวียตและจีนคอมมิวนิตส์เพื่อต้องการนำความขัดแย้งในครั้งนี้ไปสู็การจับนำเอาอาวุธลุกขึ้นมาสู้ของประชาชนเพื่อทำการปฏิวัติทางชนชั้นตามทฤษฎีของคอมมิวนิตส์

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและได้ก้าวเข้าสู้สภาวของสงครามกลางเมืองพวกคอมมิวนิตส์สามารถยึดหมู่บ้านและเมืองต่างๆในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลไปได้อย่างรวดเร็วจากนั้นอังกฤษก็ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปทั่วดินแดนของมาเลเซียในเดือนกรกฎาคม  พุทธศักราช2491

ซึ่งสถานการณ์นี้ได้เป็นสถาการณ์ที่รู้จัดกันดีในชื่อMalayan Emergency ส่วนพลพรรคมคอมมิวนิตส์ชาวมาลายาได้เรียกการต่อสู้ในครั้งนี้ว่าAnti-British National Liberation War

 

สนับสนุนโดย  entaplay casino

การค้นพบนิงเง็นนั้นมันมีตัวตนจริงๆหรือเปล่า?

ซึ่งหลักฐานต่างๆที่มันได้มีอยู่ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่มันไม่ได้ถูกเผยแพร่ให้คนทั่วไปรู้หรือมันก็ได้ถูกแชร์กันอย่างเงียบๆในโลกอินเตอร์เน็ตในมุมเล็กๆแค่นั้นเอง ซึ่งตรงนี้คนส่วนใหญ่แล้วที่จะสนใจในเรื่องนี้เขาเลยคิดว่านี่มันอาจจะเป็นไปได้หรือเปล่าที่ทางเบื้องบนเขาได้สั่งให้เก็บเอาเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับและปกปิดเรื่องนี้มันก็มีความเป็นไปได้และหลังจากที่เราได้ไปหาข้อมูลมาทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องของนิงเง็นเราก็ได้เข้าไปเจอหลักฐานอยู่สองอย่างด้วยกัน

นั่นก็คือหลักฐานจากภาพถ่ายกับหลักฐานจากภาพวีดีโอ โดยหลักฐานจากภาพถ่ายจากการที่เราได้ไปตรวจสอบข้อมูลมาปรากฏว่าภาพถ่ายส่วนใหญ่มันมักจะถูกถ่ายตอนกลางคืนเท่านั้นและรูปภาพถ่ายที่เขาได้มานั้นมันก็ได้มีความคมชัดที่มันกดูค่อนข้างที่จะต่ำเอามากๆ ซึ่งภาพที่ได้ออกมาส่วนใหญ่ก็จะเห็นเป็นคล้ายๆกับภูเขานำแข็งที่มีลักษณะโค้งงอปกติเพียงแค่นั้นเอง

แต่หลักฐานทางวีดีโอมันมีความชัดเจนมากกว่ารูปภาพตรงที่ว่ามันได้มีการถ่ายการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตอยู่นั่นเอง โดยหลักฐานทางวีดีโอตรงนี้เราได้รวบรวมมาทั้งหมดแล้วมันก็จะมีอยู่ทั้งสิ้นสามคลิปวีดีโอด้วยกัน ซึ่งในสามคลิปวีดีโอนี้เราได้รวบรวมเป้นที่เรียบร้อยแล้วถ้าหากใครที่ได้ดูแล้วก็คิดวิเคาระห์เอาแล้วกันว่ามันคืออะไรกันแน่น

ซึ่งจากในมุมมองของเราแล้วคลิปที่หนึ่งและสองมันเป้นคลิปที่แบบว่ามันเหมือนจะไม่ใช่คลิปวีดีโอจริงๆและดูเหมือนว่ามันจะเป็นการสร้างขึ้นมาแต่ตรงนี้มันก็ยังฟันธงไม่ได้แต่ในส่วนตัวเราแล้วเราได้คิดว่าคลิปวีดีโอส่วนนี้มันดูเหมือนว่ามันดูเป็นการจัดสร้างขึ้นมามากกว่าแต่สำหรับคลิปวีดีโอสุดท้าย ซึ่งหลักฐานตรงนี้มันคือการส่งหุ่นยนต์ลงไปทำการสำรวจที่ใต้ท้องทะเล

ซึ่งคลิปวีดีโอตรงนี้มันได้มีความยาวอยู่หลายนาที ซึ่งในระยะเวลาที่ได้ถ่ายมานั้นมันก็จะม่การค้นพบเจอปลาหมึกมีการพบเจออะไรเยอะแยะมากมายจนมาถึงเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้อยู่ใต้น้ำซึ่งในส่วนตัวตรงนี้เราคิดว่าคลิปวีดีโอตรงนี้มันดูเหมือนว่ามันน่าจะเป็นคลิปวีดีโอเต็มแต่ถามว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ถูกถ่ายได้ตรงนี้มันคืออะไรและในมุมมองของเรามันก็ยังไม่สามารถที่จะบ่งบอกให้กับเราได้แต่เราบอกได้เพียงแค่ว่าในความคิดส่วนตัวเราคิดว่าคลิปวีดีโอตรงนี้มันได้เป็นคลิปวีดีโอจริงๆและตรงนี้มันก็เป็นข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องของนิงเง็นหรือพรานทะเลแห่งทะเลแอตแลนติดใต้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay poker

ตำนานของสงครามเย็นที่เกิดจากความขัดแย้งกับโลกเสรีนิยมกับสังคมนิยม

เมื่อถึงคริสต์ราช1945 สงครามโลกครั้งที่2ได้สิ้นสุดลงแต่มันได้เป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดความขัดแย้งและความเกลียดชังที่ได้กินเวลายาวนานถึง44ปีนั้นคือสงครามเย็น ซึ่งสงครามเย็นนั้นได้เกิดมาจากความขัดแย้งระหว่างโลกเสรีนิยมนำโดย “สหรัฐอเมริกา” และโลกสังคมนิยมนำโดย “สหภาพโซเวียต” 

ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้พยายามที่จะขยายอำนาจและอิทธิพลออกไปเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีอิทธิพลเหนือกว่าฝ่ายของตนเองแต่ทั้ง2ประเทศกลับไม่ได้ประกาศสงครามใส่กันตรงๆเพียงแต่สนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “สงครามตัวแทน”ขึ้นมาและประเทศไทยได้รับผลกระทบมาจากสงครามนี้ ในปีคริสต์ศักราชปี1950

ได้เกิด ”สงครามเกาหลี” ขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือนำโดย คิม อิล ซ็อง ที่ได้รับการสนับสนุนโดย จีนและสหภาพโซเวียต เกาหลีใต้นำโดย ซิงมัน รี ที่มี สหรัฐอเมริกากับสหประชาชาติสนับสนุนอยู่

ซึ่งในช่วงแรกของสงครามฝ่ายใต้ไม่สามารถต้านทานการบุกจากฝ่ายเหนือได้ส่งผลให้กองกำลังฝ่ายใต้แทบ จะถูกผลักตกทะเลลงไปทางสหประชาชาติได้ประกาศขอให้เหล่าประเทศสมาชิกเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ด้วย ซึ่งประเทศไทยในยุคนั้นได้ตอบรับคำร้องขอและจัดตั้ง “กรมผสมที่21” ขึ้นพร้อมออกเดินทางในวันที่22กันยายน ค.ศ.1950 เมื่อกรมผสมที่21ได้ไปถึงประเทศเกลาหลีใต้ในวันที่22ตุลาคม ค.ศ.1950 สงครามเกาหลีก็ได้เริ่มทวีมีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้นทางฝ่ายใต้ก็ได้เริ่มดันแนวรบกลับขึ้นมาถึงเส้นขนานที่38ได้

แต่จีนที่ช่วงแรกได้สนับสนุนอยู่แนวหลังให้เกาหลีเหนือกลับเข้าร่วมสงครามอย่างเต็มรูปแบบจึงได้ทำให้สหประชาชาติต้องรับมือกับการรุกคืบจากทหารจีนอย่างเต็มอัตตรายศึกในทุกแนวรบและได้นำไปสู้วีรกรรมของทหารไทยนั้นก็คือ “การสู้รบที่เขาพอร์คชอพ” การสู้รบที่ เขาพอร์คชอพฝ่ายข้าศึก

ซึ่งเป็นทหารจีนบุกขึ้นมา3ละลอกฝ่ายไทยถึงแม้จะมีกำลังน้อยกว่าถึง1ต่อ5แม้ว่าสภาพอากาศจะเลวร้ายติดลบตลอดวันตลอดคืนและถึงแม้ว่าการสู้รบจะกินเวลายาวนานมากถึง11วันฝ่ายไทยก็สามารถต้านทานการบุกเอาไว้ได้จนได้รัยฉายาว่า “พยัคฆ์น้อย “ ในขณะเดียวกันในปีคริสต์ศักราช 1955ก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเหมือนกัน ซึ่งก็คือ “สงครามเวียดนาม” ระหว่างเวียดนามเหนือ

นำโดย โฮจิมินห์ และมีจีนกับสหภาพโซเวียตหนุนหลังอยู่ เวียดนามใต้นำโดย โง ดิ่ญ เสี่ยม ที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังอยู่เพราะ “ทฤษฎีโดมิโน” ที่ทำให้เชื่อว่าหากประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นฝ่ายสังคมนิยมจะทำให้ประเทศอื่นๆเป็นสังคมนิยมไปด้วยสหรัฐอเมริกาจึงไม่อาจอยู่เฉยได้เลยพยายามส่งกำลังมาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในระหว่างสงครามทางเวียดนามใต้รู้ดีว่าไม่อาจต้านทานเวียดนามเหนือได้จังได้ขอความช่วยเหลือจากโลกเสรีนิยมทั้งทางเศรษฐกิจและกำลังทหาร

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดาวน์โหลด

ตำนานเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่เมืองลับแล

ซึ่งเขาได้บอกว่าหมู่บ้านแห่งนี้ได้มีประชากรได้อาศัยอยู่กันไม่เยอะอาศัยอยู่กันแค่เพียงหลักสิบคนแต่ทว่าสิ่งที่มันแปลกคือการแต่งตัวหรือว่ารูปลักษณ์นั้นมันได้มีความแตกต่างจากผู้คนที่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้นเป็นอย่างมากและที่มันได้มีความแตกต่างนั่นก็คือเรื่องของการใช้ภาษา ซึ่งภาษาที่ใช้นั้นซึ่งมันไม่ได้เป็นภาษาในยุคปัจจุบันที่เขาได้มีการใช้กันแต่มันได้เป้นภาษาในยุคโบราณที่ได้มีการใช้ในการสืบสารกัน

ซึ่งตรงนี้พอเขาได้เล่าให้พวกชาวบ้านฟังชาวบ้านต่างก็ได้บอกว่าเราไม่เชื่อคุณแต่งเรื่องขึ้นมาหรือเปล่าคุณได้หายคนไปประมาณ3ปีแล้วอยู่ดีๆคุณกลับมาบอกว่าไปเจอทางลับและได้ไปเจอประตูปริศนามาเขาก็เลยต้องการที่จะให้เขาได้พิสูจน์ว่าเขาได้ไปเจอมาจริงหรือเปล่าจากนั้นทางผู้เสียหายเขาก็ได้นำขณะหมู่บ้านส่วนหนึ่ง

ได้พาไปยังจุดที่เขาได้พบเจอทางเข้าลึกลับปรากฏว่าเขาก็ได้เจอเมืองปริศนาเมืองนั้นจริงๆมันก็เลยยิ่งทำให้สร้างความแปลกใจเข้าไปอีกหลังจากนั้นพอระยะเวลามันได้ผ่านไปเรื่อยๆมันก็ได้มีการเริ่มแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมได้มีการไปมาหาสู่ในการซื้อขายหรือว่าการแลกเปลี่ยนเครื่องอุปพันเครื่องแต่งกายต่างๆนานามากมายหลังจากนั้นพอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ

ทางเข้าหมู่บ้านนี้มันก็ได้กลายเป็นที่โด่งดังในบริเวณนั้นแล้วมันก็ได้ทำให้คนที่ได้อยู่ใกล้ได้แห่พากันเข้ามาเข้าพื้นที่ลับตรงนี้มากขึ้นมาเรื่อยๆจนมันได้ทำให้ข้าวของของเมืองปริศนาของเมืองนี้มันก็ได้เริ่มหายไปทีละชิ้นๆจากนั้นก็ได้สร้างความไม่พอใจให้กับเมืองปริศนาตรงนี้มากจนอยู่ดีๆวันหนึ่งชาวบ้านที่ได้เคยเข้ามาในหมู่บ้านนี้

พวกเขาก็ได้กลับพบว่าทางเข้าปริศนาตรงนี้มันได้หายไปและก็ไม่เคยได้พบเจอกันอีกเลยส่วนเรื่องเล่าตรงนี้เขาก็ได้บอกว่ามีหลักฐานในการายืนยันตรงที่ว่ามีพวกเครื่องเงินเครื่องทองสิ่งทอผ้าที่มาจากหมู่บ้านที่ได้ตั้งถิ่นฐานตรงนี้สิ่งเขาก็ได้แลกเปลี่ยนหรือทำการซื้อขายกันในช่วงแรกๆที่ได้พบเจอนี่มันก็เลยเป็นสิ่งของต่างหน้าที่คนเฒ่าคนแก่เขาได้อ้าง

เพื่อยืนยันว่านี่มันได้เป็นของที่ได้มาจากเมืองปริศนาหรือเมืองลับแลนั่นเองและตามความเชื่ออีกหนึ่งอย่างเขาได้บอกว่าเมืองปริศนาหรือว่าเมืองลับแลแห่งนี้ได้เป็นเมืองที่ได้มีศรีธรรมมากใครโกหกหรือว่ารักเล็กหรือว่าขโมยน้อยหรือใครผิดศีรธรรมจะถูกไล่ออกจากหมู่บ้านนั้นทันทีและจะไม่ได้กลับมาที่หมู่บ้านแห่งนี้อีกเลย

 

สนับสนุนมาจาก  entaplay line

อาถรรพ์เมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ 

เมื่อลับแลซึ่งได้เป็นเมืองที่ได้มีพื้นที่ขนาดเล็กที่ได้อยู่ใน จังหวัดอุตรดิตถ์ และเหตุผลที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองลับแล ซึ่งในอดีตได้ว่ากันว่าทางเข้าเมืองลับแลได้อยู่ในป่าทึบและเส้นทางที่คดเคี้ยวถ้าไม่ใช่คนที่ชำนานในการเดินป่าแล้วจะไม่สามารถที่จะหาทางเข้าเมืองลับแลได้และนั่นมันจึงได้เป็นเหตุผลที่มาว่าทำไมถึงได้ชื่อว่าเมืองลับแลเพราะในสมัยก่อนก็เต็มไปด้วยป่าที่ได้มีความสลับซับซ้อนตะวัน

มันยังไม่ทันจะตกพ้นดินก็แทบจะมองไม่เห็นแสงของพระอาทิตย์แล้วในเมืองลับแลนั้นก็ยังได้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าได้มีชายผู้หนึ่งได้เดินหลงเข้าไปในป่าแห่งเมืองลับแลและเขาได้ไปพบกับหญิงสาวผู้หนึ่ง ซึ่งเธอได้มีรูปร่างน่าตาที่สวยงามมากๆ ซึ่งชายหนุ่มดังกล่าวก็ได้ก็ได้หวาดเสน่ห์ให้เธอต่างๆนานา

จึงทำให้เธอคนนี้ได้หลงในอารมณ์ของผู้ชายคนนี้จากนั้นเธอก็ได้พาผู้ชายดังกล่าวกลับไปอาศัยอยู่ที่เมืองลับแลโดยที่เธอเองนั้นไม่รู้เลยว่าชายผู้นี้ได้มีลักษณะนิสัยที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งในระหว่างทางเธอก็ได้อกกับผู้ชายคนนี้ว่าหากได้เข้าไปที่เมืองแห่งนี้แล้วจะต้องมีความประพฤติที่ดียึดมั่นอยู่ในศรีและสิ่งที่สำคัญของเมืองลับแลแห่งนี้ก็คือห้ามโกหกเมื่อชายหนุ่มได้เดินทางเข้าไปยังเมืองลับแลเขาก็ต้องตกใจ ซึ่งเมืองลับแลแห่งนี้ได้ถูกซ่อนอยู่ในป่าเขาโดยที่ไม่มีใครพบเห็นได้แต่อย่างใด

และยังได้เป็นเมืองที่ได้มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมากและในเมืองแห่งนี้ก็ได้มีแต่ผู้หญิงที่มีน่าตาสวยมีผิวพรรณที่ดีเมื่อกับเป็นหญิงงสาวที่อยู่บนสวรรค์เลยทีเดียว จากนั้นทั้งสองคนนั้นก็ได้ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ที่เมืองลับแลแห่งนั้นมาโดยตลอดและทั้งสองยังได้ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามีภรรยากันมาจนทั้งสองได้มีลูกด้วยกันหนึ่งคน

แต่เหตุการณ์ที่สำคัญมันได้เป็นจุดเปลี่ยนของผู้ชายคนนี้นั่นก็คือเขาได้ทำผิดกฎของหมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งได้เป็นกฎที่ได้มีความร้ายแรงเป็นอย่างมากมีอยู่วันหนึ่งภรรยาของเขาไม่อยู่ในบ้านแล้วลูกของเขาเกิดร้องไห้จึงทำให้ชายดังกล่าวเกิดอาการหงุดหงิดลำคาญเขาอยากจะให้ลูกของเขาได้หยุดร้องจากนั้นชายคนนี้เขาได้โกหกลูกของเขาว่าลูกจ๋าแม่มาแล้ว

จากนั้นเองเพียงคำพูดเหล่านี้เขาต้องการที่จะให้ลูกของเขานั้นได้หยุดร้องแต่ปรากฎว่าได้มีชาวบ้านที่ได้เดินอยู่ในบริเวณนั้นเขาเกิดได้ยินเข้าว่าชายผู้นี้ได้โกหกลูกของเขาว่าแม่ของตนนั้นมาแล้วแท้ที่จริงแล้วแม่ยังไม่กลับมาและนี้เองมันจึงได้เป็นสาเหตุที่โดนชาวบ้านไล่ออกไป

 

 

ขอขอบคุณ  entaplay slot  ที่ให้การสนับสนุน