Category ประวัติและตำนาน

ที่มาของสระมรกตจังหวัดกระบี่

จังหวัดกระบี่นั้นนอกจากจะเป็นที่รู้จักของเรื่องราวที่เกี่ยวกับทะเลที่สวยสดงดงามแล้ว พวกเรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแนวธรรมชาติที่น่าสนใจมากๆอีกที่หนึ่งให้ด้วย

นั่นก็คือ “สระมรกต” จะเห็นได้ว่าสระมรกตซึ่งอยู่ในอำเภอคลองท่อม

และก็ปัจจุบันนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว Unseen ที่ผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจกันมากมาย ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ที่เป็นสระน้ำสวยใสสีเขียวอมฟ้าที่อยู่กึ่งกลางใจป่า ที่กำเนิดมาจากธารน้ำอุ่นในผืนป่าที่ราบต่ำของภาคใต้

สำหรับในด้านการเดินทาง พวกเราจำเป็นที่จะต้องเดินเท้าเพื่อเป็นการเข้าไปที่สระมรกต ด้วยระยะทางราวๆ 800 เมตร หรือ ถ้าหากบางคนที่ชื่นชอบการเดินดูธรรมชาติที่งดงามแล้วก็สูดอากาสบริสุทธ์ก็สามารถจะเลือกเดินเพื่อศึกษาธรรมชาติที่มีระยะการเดินที่ไกลขึ้น ที่ระยะทางโดยประมาณ 2.7 กิโลเมตรได้ด้วยเหมือนกันครับผม

แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ที่สุดและก็จะมาบรรจบกันที่สระมรกตที่เดียวกัน ตลอดเส้นทางเดินธรรมชาติเป็นป่าร่มรื่นเขียวครึ้ม ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ของนานาพรรณที่มีความน่าสนใจอีกทั้งเป็นแหล่งชมนกหายาก ตัวอย่างเช่น นกแต้วแร้วท้องดำ นกกระเต็นสร้อยคำสีน้ำตาล นกเงือกดำ แล้วก็เป็นสถานที่ที่มีการพบ นกแต้วแร้วท้องดำ ซึ่งเคยสูญพันธ์ไปนานเกือบ 100 ปีเลยนะ รวมทั้งริมทางมีธารน้ำไหลตลอดทาง ซึ่งก่อนที่จะถึงสระมรกตท่านก็จะได้พบกับสระแก้ว น้ำใสสีเขียวเต็มไปด้วยพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำที่ขึ้นกันอย่างหนาแน่น

สระน้ำที่มีสีเขียวมรกตสมชื่อนี้ เหตุก็เป็นเพราะว่าแบคทีเรีย และก็สาหร่ายในน้ำซึ่งจะก่อให้น้ำมีสีต่างๆแตกต่างกัน อุณหภูมิของน้ำจะอยู่ที่โดยประมาณ 30-50 องศาเซลเซียส และก็นอกจากนี้สายน้ำแร่ใต้ดินที่มีอยู่บริเวณนี้ยังส่งผลให้สารแขวนลอยในน้ำเกิดการตกขี้ตะกอน ก็เลยทำให้น้ำมีความใสสะอาดมากเพิ่มขึ้นอีกด้วย ถ้าหากพวกเราเดินขึ้นไปอีกหน่อยก็จะได้มองเห็นต้นน้ำที่ไหลเป็นสายลงมารวมกันจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นสระมรกตแห่งนี้

เมื่อได้มองเห็นความงามที่ธรรมชาติบรรจงสรรค์สร้างมาให้พวกเราขนาดนี้แล้ว ดังนั้นผมจึงเชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวสถานที่เหล่านี้และก็เลยอยากให้เราร่วมกันอนุรักษ์รักษา ถ้าหากคนไหนที่มีโอกาสได้ไปมาแล้วขอให้ช่วยเก็บความประทับในความสวยสดงดงามนี้ไว้ เพื่อด้วยกันถ่ายทอดไปยังเพื่อนๆที่ไม่ได้มา ให้ได้มองเห็นถึงจุดสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แล้วก็ความสวยสดงดงามของสระมรกตที่ถึงแม้พวกเราเองก็ไม่อาจจะบรรยายได้หมดในโอกาสนี้ครับ

ปราสาทหินเมืองต่ำ

เรื่องราวและภายในของตัวปราสาทหินเมืองต่ำ

สระน้ำได้ถูกก่อขึ้นจากศิลาแลงเรียงเป็นขั้นบนไดขอบบนสุดสลักเป็นรูปลำตัวนาคทอดตัวชูคอแผ่ พังพานอยู่ตรงมุมสระส่วนหางของนาคนั้นยกขึ้นติดกับขอบประตูทาน้ำ ซุ้มประตูที่มีหางของนาคและลวดลายตัวเหงาสลักอยู่ตรงที่หน้าบันได้ทำให้สระน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้แฟงไปด้วยความอ่อนช้อยและความงามทางศิลปะที่ไม่มีสถานที่แห่งใดจะเมือน นาคนั้นถือเป็นลักษณ์แห่งน้ำโดยระยะแล้วสระน้ำทั้ง4เปรียบได้ดังมหาสมุดที่อยู่ล้อมรอบชมพูทวีป

ส่วนระเบียงคดและกลุ่มปราสาทชั้นในคือเขาพระสุเมธซึ่งเป็นแกนกลางของจักรของวาลตามความเชื่อในศาสนาฮินดูถัดจากสระน้ำเข้าไปเป็นกำแพงชั้นในอีกชั้นหนึ่งเรียกว่าระเบียงคดสร้างด้วยหินทรายเป็นห้องยาวเชื่อมต่อกับโคปุระผนังระเบียงคดเจาะช่องหน้าต่างเป็นระยะๆโดยผนังด้านในเป็นหน้าต่างโล่งส่วนด้านนอกมีลูกกรงหรือลูกมาหวดประดับตรงกลางระเบียงคดมีซุ้มประตูหรือโคปุระที่ก่อด้วยหินทรายเช่นเดียวกับที่ก่อกำแพงแก้วเฉพาะที่ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกเพียงด้านเดียวที่ก่อผนังด้วยอฐิส่วนกรอบประตูเสาทับหลังและกรอบหน้าต่างทำจากหินทรายซุ้มประตูหรือโคปุระชั้นในประกอบด้วยฐาน

ตัวอาคารและชั้นหลังคาภายในมีห้องโถงยื่นมุกออกเป็นทางเข้าทั้งด้านหน้าและด้านหลังส่วนด้านข้างสักปีกออกเป็นห้องแคบๆเชื่อต่อกับระเบียงคดทั้ระเบียงคดและโคปุระมีหลังคาที่อาจก่อด้วยอฐิและประดับสันหลังคาด้วยบาลีหินทรายทรงพุมยอดแหลมตามส่วนต่างๆของโคปุระได้แก่ฐานเสาติดผนังเสาประดับกรอบประตูทับหลังและหน้าบันมีลวดลายแกะสลักที่เพิ่มคุณค่าให้แก่สถานปติยกรรมแห่งนี้ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นลวดลายที่ติดบนเสาผนังโดยทั่วไปนิยมใช้สลักลวดลายสองแบบคือลายก้านต่อดอกและลายก้านคด

ซึ่งบางครั้งจะสลักเป็นรูปสิงห์เป็นต้นลายอยู่เบี้ยงล่างเสาติดผนังที่มีลายก้านต่อดอกที่ก้านจะมีขีดสองขีดตามแบบที่นิยมในศฺลปะแบบปาปวนพุทธศตวรรษที่16ส่วนลายก้านคดช่างแกะสลักเป็นลายพันไม้คตโค้งสลับไปมาที่ขอบเสามีลายเม็ดพะคำเรียงแถวในแนวดิ่งทั่งสองข้างแผ่นทับหลังของอาคารแกะสลักรูปพระกิตสนะปราบนาคการียะอันเป็นวีระกรรมตอนหนึ่ง

เมื่อพญานาคคายพิษลงในแม่น้ำทำให้ชาวบ้านในรับความเดือดร้อนพระกิตสนะจึงได้เข้าต่อสู้และได้รับชัยชนะภาพเล่าเรื่องตอนนี้พบอยู่บนทับหลังซุ้มประตูของระเบียงคดที่ทิศตะวันออกด้านในภายในกรอบแผ่นผังในกรอบรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่ระเบียงคดล้อมรอบอยู่นี้มีกลุ่มประสาทอฐิ5องค์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสถานปติยกรรมที่สำคัญที่สุด

ปราสาทหินเมื่องต่ำ เขตบ้านโคกเมือง

 

ปราสาทหินเมืองต่ำเป็นศาสตร์ สถานในศิลปะเขรมที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ในเขตบ้านโคกเมืองตำบลจรเข้มากอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งในถูกบันทึกในเอกสารเป็นครั้งแรกโดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศษ เอเตียน เอมอนิเยร์ ต่อมาก็ได้มีการเข้ามาบันลทึกทำแผนผังและแผนที่เพื่อที่จะได้ตีพิมพ์ออกเผยแพร่พุทธศักราช2450จนกระทั้งพุทธศักราช2472สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย

เสด็จออกตรวจโบราณวัตถุโบราณสถานในเมืองมนธนนครราชสีมารวมทั้งที่โบราณสถานแห่งนี้ด้วยหลังจากนั้นปราสาทเมืองต่ำจึงได้เป็นที่รู้จักและเป็นจุดมุ้งหมายทางศิลปะสถานปติยกรรมเขรมของนักวิชาการและประชาชนทั่วไป ปราสาทเมื่องต่ำถือเป็นงานก่อสร้างที่ได้มีความโด่นเด่นในการวางแผนผังที่ได้สัดส่วนขององค์ประกอบของทางสถานปติยกรรมและสำผัสกันในกรอบผังในรูปสี่เหลี่ยมตั้งแต่องค์ประกอบส่วนนอกสุดได้แก่บาลาย กำแพงแก้ว สระน้ำทั้ง4ทิศ ระเบียงคด และกลุ่ม ปราสาทอฐิ5องค์

ที่อยู่ภายในศาสตร์สถานแบบโบราณเขรมโดยทั่วไปมักจะมีการสร้างบาลายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไว้เป็นประจำศาสตร์สถานนั้นๆเพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาหรือเพื่อการอุปโภค บริโภคของชุมชนที่อยู่โดยรอบ ที่โบราณสถานแห่งนี้ได้มีการสร้างบาลายที่เรียกว่าทะเลเมืองต่ำอยู่ทางทิศเหนือของปราสาทมีขนาดกว้าง510เมตรยาว1,090เมตรทะเลเมืองต่ำนี้มีขนาดกว้างใหญ่พอที่จะกั้นเก็บน้ำจากลลำทานได้มากพอ

สำหรับหล่อเลี้ยงชุมชนขนาดใหญ่ได้ทั้งชุมชนเช่นเดียวกันกับศาสตร์สถานเขรมโบราณที่สำคัญแห่งอื่นๆ กำแพงแก้งเป็นเขตศาสตร์สถานชั้นนอกสุดก่อด้วยศิลาแลงมีความยาวจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตก120เมตรจากทิศเหนือถึงทิศใต้127เมตรสูง270เซนติเมตรที่สันกำแพงเซาะรองยาวสำหรับรองรับแท่งหินสี่เหลี่ยมที่ถูกเจาะรูเป็นระยะๆสันนิษฐานว่าอาจใช้เจาะเพื่อปักบาลี

ซึ่งได้ทำมาจากหินทรายพุ้มยอดแหลมตรงกลางกำแพงทั้ง4ด้านมีโคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้าที่มีทับหลังและหน้าบันสลักภาพเล่าเรื่องในศาสนาฮินดูทับหลังด้านโคปุระทางด้านทิศตะวันออกมีลวดลายสลักรูปพระกิตสนะใช้พระหัสและพระบาทยึดหน้าพระการียะโดยสลักให้ลำตัวนาคทอดออกไปเป็นพุ้มพวงมลัย ภายในโคปุระมีห้องขนาดเล็กมีแผนผังเป็นรูปกากบาทสักปีกออกไปเชื่อมต่อกับกำกแพงแก้วอาคารส่วนนี้ที่ผนังได้เจาะเป็นช่องหน้าต่างประดับด้วยลูกมะหวดหินทรายเป็นระยะๆถัดไปจากซุ้มประตูกำแพงแก้วเป็นลานกว้างที่มุมมีสระน้ำขุดหักมุมตามแนงกำแพงทั้ง4มุม

ของโบราณสุดลี้ลับ

หากพูดถึงโบราณคดีสุกลึกลับของโลกคุณจะนึกถึงที่ไหนกันบ้างหลังจากอาณาจักรที่ล่มสลายไปสถานที่และข้าวของเครื่องใช้จึงดู้กทิ้งเอาไว้เป็นจำนวนมากแม้บางอย่างจะถูกค้นพบแล้วแต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังคงเป็นความลับและรอยค่อยมนุษย์ในยุคใหม่มาจนถึงทุกวันนี้และคุรพร้อมที่จะไขปริศนาไปพร้อมกับเราหรือยัง

นอร์ซันเทเป ตุรกี

ที่เราเห็นอยู่นี้มันไม่ใช่ถานทัพของมนุษย์ต่างดาวแต่มันเป็นแหล่งโบราณเก่าแก่ของอารยธรรมอานาโตเลียมีอายุระหว่าง3,000 4,000ปีก่อนคริสต์ศักราชและเก่าแก่กว่าโกบเทกีเสียอีกนอร์ซันเทเปอยู่ทางด้านตะวันออกของตุรกีได้ถูกค้นพบครั้งแรกโดยชาวโบราณคดีชาวเยรมันในปี1968คาดว่าที่นี่มันเคยเป็นถิ่นถานของมนุษย์ในช่วงปลายยุคทองแดงจนถึงในยุคเหล็ก

เนื่องจากเครื่องมือเครื่องใช้ส่วนใหญ่ได้ทำมาจากทองแดงโดยมีสารหนูและแร่พวงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญต่อมาในบริเวณดังกว่าในมีการสร้างเขื่อนคลีบันทำให้น้ำท่วมแหล่งโบราณคดีทั้งหมดหลังจากที่ระดับน้ำลดลงทางทีมงานก็ได้เข้าไปสำรวจอีกครั้งก่อนที่จะพบข้าวของเครื่องใช้เพิ่มขึ้นอีกเช่นเศษถ้วยชามซากอาคารบ้านเรือนรวมถึงรูปเคราพเทพีบริเวณใต้น้ำในเขื่อนสันนิษฐานได้เลยว่าที่นี่มีผู้คนอาศัยอยู่แต่เป็นเพราะได้ถูกไฟไม้ครั้งใหญ่จึงได้พากันย้ายออกไปในที่สุดแต่สิ่งที่น่าสงสัยก็คืออะไรที่เป็นสาเหตุของไฟไม้ครั้งนั้นกันแน่

คัภภีร์ไบเบิ้ลปีศาจ

แค่ชื่อก็ฟังขนลุกกันแล้วใช้ไหมล่ะคัภภีร์ไบเบิ้ลเล่มนี้เชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับปีศาจในนรกและที่มันน่าแปลกใจไปกว่านั้นก็คือทั้งเล่มหนังสือนั้นได้เขียนถึงบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้นไบเบิ้ลปีศาจเล่มใหญ่และหนักมากถึง75กิโลกรัมมีทั้งหมด320หน้าจะถูกออกไป10หน้าโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าหน้าที่มันหายไปนั้นมันจะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไรกันแน่

คัภภีร์สุดลี้ลับเล่มนี้ได้ถูกเขียนขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่13ในโบคลีเมียหรือสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบันด้วยฝีมือนักบวชคนหนึ่งที่ได้ถูกจองจำอยู่ในคุกได้ถูกยื่นเงื่อนไขเอาไว้ว่าหากอยากลอดออกไปก็ต้องเขียนคัภภีร์สรรเสริญพระเจ้าให้เสร็จภายในวันเดียวแต่แทนที่คำวินวอนนั้นมันจะไปถึงพระเจ้าแต่มันดันไปถึงซาตานสะงั้น

โดยซาตานก็ได้ช่วยให้เขานั้นได้เขียนคัภภีร์ทั้งหมดโดยจนเสร็จแต่กลับกลายเป็นว่าเนื้อหาทั้งหมดเกี่ยวกับคาถาพิธีกรรมและการบูชาซาตานไปสะได้หากใครที่อยากจะเห็นหรืออยากรู้กับตาตัวเองก็สามารถไปรับชมได้ที่หอสมุดแห่งชาติประเทศสวีเดน