Category ประวัติศาสตร์

สัตว์กินคนที่กลายมาเป็นตำนาน

The lions of Njombe

สำหรับเรื่องนี้นั้นได้เกิดขึ้นมาภายในปีประมาณ1932 ที่แทนซาเนียที่มันได้อยู่เมืองจ็อมเบ เนื่องจากได้มีเหตุการของเจ้าสิงโตที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ได้หลุมออกมาจากในป่าได้เข้ามาทำร้ายคนอย่างเลือดเย็นจากนั้นเองทางด้านของสิงโตเองนั้นมันก็ได้ถูกควบคุมจากปีศาจแม่มดและหมอผีที่ได้อยู่ในชนเผ่าของท้องถิ่นที่ได้มีชื่อว่ามาตามูลา แมนเกรา

ซึ่งเขาได้ส่งฝูงสิงโตให้ออกมาทำร้ายผุคนหากใครที่ได้มีการเข้ามาลบหลู่เธอหรือว่าได้ทำการคิดที่จะต่อต้านกับเธอสำหรับฝูงสิงโตของเธอนั้นมันได้ฆ่าชีวิตของมนุษย์ที่ยังพิสูจน์อยู่ได้เสียชีวิตลงไปประมาณ1,500ศพ จนได้ทำในส่วนของหัวหน้าเผ่าต่างๆก็ไม่คิดที่จะกล้าเข้ามาสู้กับเธอและมีวันหนึ่งได้มีพรานป่าที่ได้มีชื่อเสียงก็ได้คิดและตัดสิ้นใจ

และคิดทำการกำจัดสิงโตตัวนั้นจากนั้นมาไม่นานเขาก็ได้ฆ่าเหล่าสิงโตได้ตายลงไปประมาณ15ตัวจากนั้นมาก็ได้ทำให้เรื่องราวและเหตุการร้ายๆต่างๆนั้นก็ต้องจบลงในทันทีจากนั้นมาเรื่องราวของชายพรานจอร์จก็ได้ถูกนำอามาจัดให้เป็นสารคดี 

 Two Toed Tom

สำหรับ Twoสองขานั้นมันได้เป็นจระเข้ที่กินคนแต่มันก็จะค่อนข้างที่จะคลุมเครือนิดหน่อยและก็ไม่รับรู้เรื่องได้เลยว่าในเรื่องราวของเจ้าสัตว์ตัวนี้มันจะมีเรื่องจริงหรือมันจะเป็นในส่วนของเรื่องเล่าตำนาน เนื่องจากสัตว์ตัวนี้นั้นได้เป็นเรื่องที่อู่ในตำนานของเรื่องเล่าอเมริกันใต้ ซึ่งสัตว์ตัวนี้มันได้พักอยู่ที่terrorizedที่ได้อยู่เกือบชายแดนฟอริด้า

และนอกจากนี้ที่มีการกล่าวขานชื่อของมันว่ามันสองขาก็เพราะว่าขาของมันนั้นได้ไปโดยเข้ากับ กับดักระเบิดจึงได้ทำให้ขาของมันนั้นขาดไปจึงเหลือแค่เพียงสองขาและนอกจากนี้เองมันจึงเป็นที่ขุ่นเครือของเจ้าสัตว์สองขาตัวนี้ที่คิดแคร์ต่อมนุษย์จากนั้นมันก็ได้ออกมาจัดการกับมนุษย์และฆ่ามนุษย์บางคนก็ได้บอกมาว่าลำตัวของมันนั้นได้มีขนาดใหญ่ประมาณกว่า4เมตรครึ่งเลยทีเดียว

บางคนก็ได้บอกว่ามันมีความน่ากลัวมากที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเหมือกับปีศาจอย่างไงอย่างงั้นแหละทั้งนี้มันชอบไล่ล่าพวกเขาและอาหารโปรดของมันก็คือวัวควายหากแต่มีนายพรานที่ได้อยู่ที่แห่งนั้นได้มีการนำเอาปืนยิงใช่และได้ใช้ระเบิดเข้าไปทำร้ายมันแล้วแต่พรานนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำร้ายมันได้จากนั้นได้มีชายคนหนึ่งได้นำเอาถังหนึ่งใบที่มีแต่ระเบิดประมาณ15ถังโยนลงไปในน้ำจากนั้นก็จุดไฟเพื่อระเบิดจระเข้ตัวนั้นจากนั้นมันก็ได้หายไปแต่ผู้คนในระแวกนั้นก็ได้เชื่อว่าเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้คาดว่ามันยังไม่ตายและรอเวลาที่จะเอาคืนในแบบของมัน

รถยนต์หุ้มเกาะของประธานาธิบดีแต่ละประเทศ

ขึ้นชื่อว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีผู้ ซึ่งตำรงตำแหน่งผู้นำที่สำคัญของแต่ละประเทศแน่นอนว่าในการปรากฏตัวในแต่ละสถานที่ก็จะต้องมีการรักษาความปลอดภัยอย่าแน่นหนารวมไปถึงยานพาหนะที่จะใช้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆเองก็เช่นเดียวกันโดยไม่ได้เน้นแค่ความหรูหราเพื่อให้สมฐานะเท่านั้น

แต่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยไประหว่างการเดินทางอีกด้วยเพราประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่มักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งมากมายทั้งในประเทศตนเองและต่างประเทศและในวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่ารถยนต์ประจำตำแหน่งของผู้นำในแต่ละประเทศจะเป็นรถอะไรกันบ้างมาดูกัน

United Kingdom/Jaguar XJ sentinel

รถยนต์แบนรด์Jaguar XJ sentinelคันนี้ได้ถูกให้ใช้เป็นรถประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษมาหลายรุ่นดูผ่านๆแล้วคุณอาจจะคิดว่ามันเป็นJaguar XJ sentinelตามทั่วไปที่อยู่ตามท้องตลาดแต่ทว่าJaguar XJ sentinelคันนี้ได้มีค่าตัวสูงถึง450,000เหรียญสหรัฐหรือประมาณ14ล้านบาท ซึ่งมันได้ต่างไปจากรถยนต์Jaguar XJ sentinelโดยทั่วไป ซึ่งจะมีราคาประมาณ8-9ล้านบาทเท่านั้น สำหรับเจ้าJaguar XJ sentinelคันนี้ก็ได้รับการปรับปรุง

เพื่อรองรับกับการใช้งานของนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษในภายใต้ที่ชื่อว่า XJ SENTINEL ตัวรถนั้นได้ผลิตมาจากวัตดุที่หลากหลายมากมายแต่มีความแข็งแรงมีทั้งไทเทเนียมอลูมิเนียมและเหล็กที่ได้มีความแข็งแกร่งสูงได้มาผสมผสานเข้ารวมกันแถมยังได้ติดเกาะเอาไว้รอบคันรถอีกด้วยทั้งนี้ยังไม่พอยังมีระบบไนท์มิดชั่นเอาไว้ใช้สำหรับในเวลาที่ขับรถในตอนกลางคืนเพื่อให้การขับรถของนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นไปอย่างลาบลื่น

ประเทศจีน/Hongqi Limousine

จีนนั้นถือได้ว่าได้เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้มีแบนรนด์รถเป็นของตัวเองมากมายแต่สำหรับรถยนต์ที่ได้ประจำตำแหน่งของผู้นำประเทศจีนนั้นได้มีแค่เพียงหนึ่งเดียวคือHongqi Limousine ซึ่งในแบนรด์Hongqi Limousineนั้นถือได้ว่าได้เป็นแบนรด์ที่ได้มีความเก่าแก่ที่อยู่ในจีนมาประมาณตั้งแต่ในปี1958โดยรถHongqi Limousineรุ่นใหม่นี้ได้มีความยาวประมาณ5เมตรและได้มาพร้อมกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยังมีสมรรถนะที่ดีเมื่อได้เปรียบเทียบกับตัวถังแล้ว

ซึ่งมันยังได้มีน้ำหนักที่ประมาณเฉียด4ตันด้วยอันตราเร่ง0ถึง100กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน8วินาทีอีกทั้งยังได้มีระบบที่คอยรักาาความปลอดภัยเอาไว้อย่างแน่หนาด้วยการนำเอารถไปหุ้มเกาะเอาไว้ให้รอบคันรถเพื่อที่จะเอาไว้รองรับของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงนั้นเองและต้องบอกเลยว่ามันเป็นรถที่กันกระสุนไปเป็นอย่างดีไม่มีลูกกระสุนที่ไหนที่จะสามารถยิงเข้าไปที่ด้านในของตัวรถของประะธานาธิบดีของประเทศจีนได้เด็ดขาด

การสำรวจเมืองเกาะแกร์

ทำไมกษัตริย์แต่ละองค์จะต้องสร้างศาสตร์สถานเป็นของตนเองขึ้นมาหากเราลองพิจารณาของหินที่มีจำนวนมากมายของหินและอิฐที่ใช้สร้างปราสาทใหญ่หลังโตแห่งนี้ก็ต้องประหลาดใจเมื่อคิดว่ากษัตริย์แต่ละองค์สั่งให้สร้างศาสตร์สถานขึ้นมาใหม่

ทำไมต้องสร้างปราสาทขึ้นมาใหม่ทุกรัฐราชสถานมากมายเช่นนี้มีเอาไว้ใช้ทำอะไร

นักโบราณคดีคนหนึ่งกำลังจะหาคำตอบในเมืองโบราณของเกาะแกKOH KER  ANGKOR ที่อยู่ห่างจากเมืองพระนครไปประมาณ100กิโลเมตร เมืองเกาะแกและกลุ่มปราสาทในนั้นเป็นเหมือนข้อความแซกในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรขอม เมื่อกษัตริย์ที่สร้างเมืองหลวงใหม่แห่งนี้ได้สวรรคตเมืองแห่งนี้ก็ได้ถูกท้องร้างและเวลาที่นี้ก็หยุดนิ่งไปตลาดกาลต่อมาได้มีนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศษได้ศึกษาซากเหล่านี้มาเป็นเวลา4ปีแล้วเขาได้บูรณะศาสตร์สถานและเทวาลัยทรงพีระมิด

ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองพระนครก่อนถึงเทวาลัยจะต้องผ่านวิหารหรือปราสาทของแต่ละชั้นก่อนภายในของปราสาทแต่ละหลังนั้นมันมีอะไรและได้สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใดเป็น2คำถามแรกที่นักโบราณคดีเราจะต้องหาคำตอบพีระมิดนี้สูงถึง30เมตรบนยอดมีสัญลักษณ์ของเทวาลัยเกาะแกอยู่และที่วางตรงกลางนั้นกษัตริย์นั้นเอาไว้ใช้ตั้งศิวลึงค์ซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์เครื่องเพศชายแทนพระศิวะนึกภาพถึงทรงกระบอกใหญ่ที่เป็นตัวแทนพระองค์ในรูปที่บริสุทธิ์และสมบูรณ์ที่สุดแท่งนี้สูงกว่า4เมตรและได้มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า1เมตร

หรืออาจจะถึง2เมตรฉะนั้นมันจึงเป็นของพิเศษที่ไม่มีสร้างขึ้นที่ไหนอีกในขอมโบราณพีระมิดและสัญลักษณ์ของพระศิวะบนยอดนี้เป็นที่พระทับของเทพภายในศาสตร์สถานตอนเริ่มโครงการจะมีการสร้างปราสาทครอบศิวลึงค์เอาไว้และการก่อสร้างนั้นยังไม่แล้วเสร็จและเมืองกะแกก้ได้ถูกพื้นป่านั้นกลือหายไปหลังจากที่สร้างได้มาประมาณพียงแค่20ปีในศตวรรษที่1990ปราสาทที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่ได้ถูกพวกค้าของผิดกฏหมายปล้นอย่างเป็นระบบรูปสลักที่มีอยู่ก็ได้หายไปหมด

เพื่อทำความเข้าใจถึงศาสตร์สถานเราจึงจะต้องหาว่ารูปสลักแต่ละรูปเป็นใครกันบ้างเป่าหมายในการศึกษาของชาวฝรั่งเศษก็เพื่อระบุตัวตนอย่างถูกต้องโดยที่เริ่มจากปราสาทแห่งนี้ที่ได้มีการค้นพบรูปสลักถึง5รูปหนึ่งในนั้นมันมีขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษเขาได้พบรูปสลักแห่งนี้ซึ่งมันมีความสูงกว่าประมาณ3เมตรเกือบถึง4เมตรซึ่งมันก็ได้แตกเป็นชิ้นๆนับพันชิ้นกระจายอยู่ตามบริเวณรอบๆฐานจะเห็นมีทั้งแขนพระศิวะและอกและรอบๆฐานก็ยังพบชาของพระศิวะอีกด้วย