Category ประวัติศาสตร์

เรื่องราวที่สหรัฐทิ้งนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

ระเบิดที่ได้นำเอาไปทิ้งที่ฮิโรชิมากับนางาซากิมันมีอะไรที่มากกว่าที่เรารู้ๆกันสหรัฐได้ปกปิดอะไรพวกเราเอาไว้แล้วรู้หรือไม่ว่าโตเกียวก็เคยตกเป็นเป้าปรมาณูแต่มันได้ถูกยกเลิกไปด้วยเหตุผลโง่ๆถ้าหากว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังไม่เคยผ่านหูผ่าตาของเพื่อนๆบอกเลยว่ามันแน่ๆ 

ประเทศสหรัฐได้ให้ยาพิษแก้นักบินของตัวเองก่อนที่จะออกบินไปทิ้งระเบิดสหรัฐก็ได้ให้คำสั่งกับนักบินของตัวเองว่าพวกเขาจะต้องไปทำภารกิจอะไรสักอย่างหนึ่งแต่จะมีเพียงแค่สามนายเท่านั้นจาก12นายที่รู้ว่าแท้จริงแล้วภาระกิจของเขานั้นมันคืออะไรและที่ขนขึ้นมาบนเครื่องบินมันไม่ใช่แค่ระเบิดธรรมดา

นอกจากนั้นนักบินแล้วก็ลูกเรือก็ยังได้รับยาชนิดหนึ่งมันคือไซยาไนด์เป็นยาพิษที่ร้ายแรงโดยลูกเรือทุกคนได้รับคำสั่งว่าถ้าหากทำภารกิจผิดพลาดเครื่องบินถูกยิงตกเพราะว่าพวกเขาจะต้องตกลงตายเพราะว่าเครื่องบินแต่ถ้าหากว่าดวงแข็งรอดมาได้ก็อย่ากลับมาให้กินยาพิษนี้ซะเพราะว่าพวกนายทำภารกิจไม่สำเร็จ

ซึ่งสหรัฐจริงๆแล้วเขาก็ปิดบังอะไรเราไม่เยอะมากเลยและเรามาดูข้อต่อไปกันต่อเลยสหรัฐได้ปิดบังเรื่องอื่นอีกในตอนแรกสหรัฐอเมริกาได้ปฏิเสธในข้อเท็จจริงที่ว่าระเบิดนิวเคลียร์มันมีกัมมันตรังสีที่มันจะส่งผลกับมนุษย์ไปอีกยาวไกลเป็นอย่างมาก

ทั้งนั้นสหรัฐก็ยังบอกว่าการโจมตีโดยการทิ้งระเบิดนี้มันเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่ามันจะมียอดของผู้เสียชีวิตน้อยกว่าการบุกเข้าไปโจมตีด้วยกำลังพลแล้วมันก็จะทำให้ญี่ปุ่นยอมอย่างง่ายดายแต่สิ่งที่เรารู้ๆกันอยู่ว่ามันน้อยหรือไม่และยังเก็บเอากำลังพลไปด้วยไม่รู้กี่คน

นอกจากนี้ก่อนหน้าที่จะมาทิ้งนิวเคลียร์จริงๆสหรัฐก็ได้วางแผนทิ้งนิวเคลียร์ที่แผ่นดินญี่ปุ่นอยู่หลายรอบหลักฐานอีกอย่างหนึ่งว่าสหรัฐเขาก็ตั้งใจที่จะมาทำการทดลองนิวเคลียร์ก็คือมีการซ้อมแบบหลอกๆ

โดยการทิ้งระเบิดน้อยๆที่มีลักษณะเหมือนกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ทิ้งในฮิโรชิมาและที่นางาซากิแต่ว่าระเบิดพวกนี้มันจะไม่มีสารกัมมันตภาพรังสีอยู่

ซึ่งมันจะมีชื่อว่าระเบิดฝักทองชื่อเหมือนจะน่ารักแต่ความเสียหายไม่น่ารักเท่าไหร่ว่ากันว่าสหรัฐได้ทิ้งระเบิดพวกนี้ลงในแผ่นดินญี่ปุ่นราวๆประมาณ40กว่าลูกมันจะเป็นการทิ้งระเบิดเพื่อทำการทดสอบดูแรงของลมน้ำหนักหรือว่าอะไรทำนองนี้ก็ตามที่จะทำให้นิวเคลียร์ได้ลงมาและส่งผลได้อย่างแท้จริงเพื่อในการทำการทดลองแบบหลอกๆจากนั้นก็ได้ทิ้งระเบิดของจริงลงไป

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  betbb

ตำนานเผด็จนายปัก จุงฮี

สำหรับในช่วงยุคสาธารณรัฐที่สองก็เต็มไปด้วยเรื่องที่น่าผิดหวังหลายเรื่องรัฐบาลที่ได้ชนะการเลือกตั้งมีคะแนนเสียงปริ่มน้ำเกินมาแค่2-3ที่นั่งเท่านั้นเองส่วนฝ่ายค้านก็คือฝ่ายอำนาจเก่าการกวาดล้างเครือข่ายของ นาย รีซึง มันก็ล้มเหลวในสายตาประชาชนนักธุรกิจรายใหญ่และนายพลรวยๆยังลอยนวลแถมเศรษฐกิจก็แย่ลงเอามากๆค่าเงินวอนตกต่ำแค่ช่วงสั้นๆไม่ถึง1ปีข้าวสารแพงขึ้นถึง60%อัตราการว่างงานพุ่งสูงเกิน23%

ซึ่งคนในเกาหลีใต้มีเวลาให้พักหายใจจากทรราชคนก่อนอยู่เพียงแค่1ปีก็ต้องพบกับฝันร้ายครั้งใหม่เศรษฐกิจไม่ดีสงครามเย็นรอบโลกกำลังเข้มข้นเมื่อสบโอกาส นายพล ปัก จุงฮี ฉีกรัฐธรรมนูญ ทำรัฐประหารในวันที่16พฤษภาคม ค.ศ.1961  นายพล ปัก จุงฮี ได้ขอเวลา2ปีเพื่อจะแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นที่ทำให้ประเทศเศรษฐกิจไม่ดีและฟื้นฟูกองทัพเพราะการปราบคอมมิวนิสต์และการรวมประเทศเหนือใต้คือความจำเป็นอันดับหนึ่ง

ยุคสาธารณรัฐมราสาม  ค.ศ.1963 – 1972 คณะรัฐประหารยกเลิกสภาผู้แทนราษฎรเดิมทิ้งไปและก็ตั้งสภาใหม่ขึ้นมาเรียกว่าสภาสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูชาติ

โดยเป็นสภาที่มีอำนาจสูงสุดและ นายปัก จุงฮี ตั้งตัวเองเป็นประธานนอกจากนั้นก็ยังสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาอีกก็คือการเป็นทหารนักการเมือง

เริ่มโดยการก่อตั้งสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติขึ้นโดยมีCIAเป็นต้นแบบและเรียกว่าKCIAเพื่อความมั่นคงของชาติต่อสู้กับคอมมิวนิสต์แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแขนเป็นขาให้กับรัฐบาลทหารที่กำลังจะเล่นการเมืองต่อมาสภาของคณะรัฐประหารก็ยังออกกฎหมายชำระสะสางทางการเมืองเสร็จแล้วก็ทำประชามติ

ซึ่งได้ผ่านรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ให้กลับไปให้อำนาจให้กับประธานาธิบดีสูงสุดเหมือนเดิมส่วนทางด้านผู้อำนายการหน่วยKCIA คิม จองพิล ก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาชื่อพรรคDRP Democratic Republican Party 

โดยได้ใช้เครือข่ายของสำนักข่าวกรองที่ตั้งขึ้นมาและเงินทุนที่ได้จากนักธุรกิจหน้าเดิมๆที่ได้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ตั้งแต่ยุค นายรี ซึงมัน 

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว นายพล ปัก จุงฮี ก็เลยบอกว่าครบเวลาแล้วที่ขอไว้ไม่นานแล้วจากที่เคยบอกว่าตัวเขาและคณะรัฐประหารจะไม่เล่นการเมืองจะไม่สืบทอดอำนาจแต่พอถึงเวลาเลือกตั้งนายพล ปัก จุงฮี ก็ได้ลาออกจากกองทัพและบังเอิญ เหมาะเจาะมากๆ ที่ว่าเขาได้รับการเลือกเป็นแคนดิเดตประธานธิบดีของพรรคDRPหรือพรรคที่ได้ตั้งขึ้นมาใหม่แบบพอดิบพอดีเลยขอเวลาตั้งสองปีสุดท้ายก็ได้หน้าเดิมไม่เรียกว่าเส็งเคร็งก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆมา นายปักจุงฮี ก็ชนะเลือกตั้งแบบฉิวเฉียดทั้ง2สมัยในปี ค.ศ.1963-1967ทศวรรษที่1960เกาหลีใต้ภายใต้การปกครองของ ปัก จุงฮีเศรษฐกิจก็เริ่มขยายตัวพอดีเกาหลีเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมไปรวดเร็วมากจากการช่วยเหลือเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

คนไทยมีถิ่นกำเนิดมาจากไหนกัน?

สำหรับทฤษฎีในส่วน กลุ่มที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่ในบริเวณมณฑลเสฉวนของประเทศจีนและเจ้าของแนวต้นตำราของความคิดนี้ก็คือ นายเตเรียน เดอ ลาคูเปอรี ที่เป็นผู้เชียวชาญทางนิรุกติศาสตร์ของอินโดจีนจากผลงานของเขา The Cradle of the Shan Race  

ซึ่งเขาได้อาศัยหลักฐานจีนโดยได้พิจารณาในความคล้ายคลึงกันทางภาษาของผู้คนในจีนและเอเชียทาตะวันออกเฉียงใต้และได้สรุปว่าคนเชื้อชาติไทยได้ตั้งถิ่นฐานในดินแดนจีนมาก่อนจีนคือเมื่อราวๆ2,200ปีก่อนคริสตศักราชเรื่องของชนชาติไทยได้รับการกล่าวถึงในรายงานสำรวจผู้ภูมิประเทศจีนในสมัยพระเจ้ายู

ซึ่งประเทศจีนนั้นเขาได้เรียกไทยกันว่าโมงหรือต้าโมงถิ่นที่อยู่ของไทยที่ได้ปรากฏในจดหมายจีนนี้มันได้อยู่ในเขตของมณฑลเสฉวนในปัจจุบันงานของ นายเตเรียน เดอ ลาคูเปอรี ได้เปนที่สนใจของนักวิชาการไทยในสมัยนั้นเป็นอย่างมากจนได้รับการสืบทอดต่อกันมาในผลงานเขียนของนักประวัติศาสตร์คนไทยเช่นสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพประภาศิริ พระยาอนุมานราชธน หลวงวิจิตรวาทการ ศาสตราจารย์รองศยามานนท์ 

สำหรับทฤษฎีที่สาม กลุ่มที่ได้มีความเชื่อกันว่าไทยได้มีถิ่นกำเนิดกระจัดกระจายทั่วไปในบริเวณตอนใต้ของประเทศจีนและทางเหนือของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียบใต้ตลอดจนแคว้นอัสสัมของอินเดียและต้นตำรับแห่งทฤษฎีนี้ได้มาจากนักสำรวจชาวอังกฤษที่มีชื่อว่า นายเออาร์ โคลฮอน เขาได้เดินทางสำรวจดินแดนตั้งแต่ทางภาคใต้ของประเทศจีนจากกวางตุ้งตลอดถึงมัณฑเลย์ในพม่าและผลจากการสำรวจก็ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อAcross Chryae

ซึ่งได้มีการเขียนเล่าเรื่องในการเดินทางในการสำรวจดินแดนดังกล่าวแลเขียนรายละเอียดในรายงานเอาไว้ว่า”ได้มีการค้นพบคนไทยชาติไทยในแถบนี้โดยตลอด”งานเขียนนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในอังกฤษเมื่อในปีพ.ศ.2428ผู้เขียนนั้นได้รับรางวัลเหรียญทองจากสมาคมภูมิศาสตร์ของประเทศอังกฤษกันเลยทีเดียว

นอกจากนั้นในช่วงเวลาต่อมาหนังสือเล่มนี้ก็ได้ถูกนำเอาไปแปลให้เป็นภาษาของฝรั่งเศสและเยอรมันมันจึงทำให้แนวคิดนี้ได้แพร่หลายกันออกไป

เนื่องจากนี้แล้วก็ยังได้มีงานค้นคว้างประเภทการอาศัยการตีความหลักฐานจากประเทศจีนอีกเช่นงานของ E.H.Psrkerปาร์คเกอร์ผู้ที่ได้เคยเป็นกงสุลของประเทศอังกฤษประจำเกาะไหหลำได้เขียนบทความเรื่องน่านเจ้าได้พิมพ์เผยแพร่ เมื่อปี พ.ศ.2437 ดดยได้อาศัยตำนานของประเทศจีนบนความนี้ได้พูดถึงอาณาจักรน่านเจ้า 

ซึ่งได้เป็นอาณาจักรของคนไทยโดยเฉพาะราชวงศ์สีนุโลถือเป็นราชวงศ์ไทยแท้และคนไทยเหล่านี้ได้ถูกคนจีนกดดันจึงได้หนีอพยพลงมาทางใต้

พระยาทรงสุรเดชผู้มีประสบการณ์เป็นคนวางแผนการที่จะยึดอำนาจปฎิวัติใน พ.ศ.2475

 

ชาวคณะราษฎรก็เริ่มเดินทางกลับมาประเทศสยามตามความจำเป็นของชีวิตและเปลี่ยนไปติดต่อกันแบบลับๆแทน เริ่มจาก ปรีดี กลับสยามไปเป็นราชการใช้ทุนอยู่ในกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2470 บางคนยังได้อยู่ในยุโรปต่ออีกสองสามปีและได้มีการหาสมาชิกเพิ่มผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวจนเจอคนที่มีความคิดคล้ายๆกันเอาไว้เพิ่มอีก

เมื่อเวลาได้ผ่านไปกลุ่มคณะก็มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เช่น ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน นายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ ดร.ประจวบ บุนนาค ม.ล.อุดม สนิทวงศ์  นายบรรจง ศรีจรูญ และพระยาทรงสรุเดช กับ พระยาพหลพลพยุหเสนา นายทหารปืนใหญ่

ซึ่งได้ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่มคณะราษฎรและให้พระยาทรงสุรเดชผู้มีประสบการณ์เป็นคนวางแผนการที่จะยึดอำนาจการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบเก่าไปเป็นระบอบใหม่ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใช้กำลังแล้วคนที่มีกำลังอยู่แแล้วก็คือทหารแต่สำหรับคณะราษฎรนี้เรียกได้ว่าแทบจะมือเปล่าเลยก็ว่าได้

ทหารชั้นผู้ใหญ่โดยเฉพาะทหารบกที่มีอยู่เพียง4คนด้วยกัน ก็คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา  พระยาทรงสรุเดช  พระยาฤทธิอัคเนย์  และ พระประศาสน์พิทยายุทธ

โดยจำนวนของสมาชิกคณะราษฎรในช่วงก่อนการปฏิวัตินับตามความเป็นไปได้ทุกสายสมาชิกทั้งสายพลเรือนข้าราชการพ่อค้าปัญญาชนและทหารเรือทหารบกมีทั้งสิ้น115คนมากกว่าครึ่งหนึ่งอายุน้อยกว่า30ปีผู้ก่อการระดับแกนนำมี61คนด้วยกันเป็นทหารบก23นาย ทหารเรือ14นาย และพลเรือน24คนเท่านั้น 

ก่อนวันที่24มิถุนายนเพียงไม่กี่เดือนได้มีกาประชุมลับๆที่บ้านของพระยาสุรเดช กับบ้านของ ร.ท.ประยูร ภมมนตรี เฉพาะสมาชิกระดับนำประมาณ10คนประชุมกันเพียง7ครั้งซึ่งบันทึกหลายชิ้นก็ชี้ว่าช่วงนั้นข่าวกรองของทางการเริ่มไหวตัวว่ามีขบวนการที่จะก่อกบฎแต่ด้้วยความที่ผู้ต้องสงสัยไม่มีใครที่มีกำลังมากพอทั้งในเรื่องของเงินทองหรือแม้แต่ทหารก็ไม่มีใครอยู่ในระดับสูงมากไม่มีใครมีบารมีมากพอให้กังวลแผนก่อการที่พระยาทรงสุรเดชตัดสินใจใช้ก็คือ

ในระหว่างที่ในหลวงรัชกาลที่7เสด็จไปพักผ่อนอยู่ที่วังไกลกังวลหัวหินจะ้วิธีลวงให้ทหารออกมาเข้าร่วมกับฝ่ายตนหรือพูดง่ายๆเลยก็คือจิ๊กทหารออกมาร่วมปฏิวัติ

โดยเฉพาะรถถังรถหุ้มเกราะที่ต่อมาที่กลายเป็นธรรมเนียมในการยึดอำนาจว่าจะต้องเอาออกมาขับบนถนนในกรุงเทพซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในกรมทหารม้าที่1รักษาพระองค์สี่แยกเกียกกายเป็นจุดหลักสำหรับการปฎิบัติการถ้าเอาออกมาไม่ได้ก็คงจะถือว่าล้มเหลวในการประชุมครั้งสุดท้ายมีการเล่าว่าฝ่ายพลเรือนในคณะราษฎรหลายคนพยายามที่จะคาดคั้นพระนาทรงสุรเดชว่าตกลงแล้วจะมีกำลังพลออกมากี่คนกันแน่

พระยาทรงสุรเดชก็ตอบไม่ได้และเก็บลายละเอียดการลงมือเอาไว้เป็นความลับจนนาทีสุดท้ายเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  dewabet

สิ้นเสียงปืนระหว่างพรรคคอมมิวนิตส์กับอังกฤษ

จีนเป็งได้เขียนถือวิธีการที่ได้มีการเอารัดเอาเปรียบในหนังสือของเขาเรื่องMy Side of History หรือประวัติศาสตร์จากมุมของข้าพระเจ้าว่า ส่วนใหญ่ของพลเมืองอังกฤษในอาณานิคม ซึ่งผู้กลับมาหลังที่ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้ไม่ได้เป็นเพียงนักฉวยโอกาสและคดในข้องอในกระดูกเท่านั้น

นอกจากนี้พวกเขาก็ยังได้มีการแสดงท่าที่ในการหยามเหยียดในที่สุดต่อประชาชนที่พวกเขาได้กำลังขุดรีดอีกด้วยนั่นก็คือถ้อยคำของจีนเป็งนั่นเอง

ซึ่งนอกจากในการกดขี่แล้วอังกฤษก็พยายามที่จะจัดเก็บภาษีจากอุตสาหกรรมยางพาราและตะกั่วจากดินแดนอาณานิคมแห่งนี้เพื่อที่จะนำเอาไปฟื้นฟูในประเทศของตนที่ได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สองเช่นเดียวกัน

เนื่องจากนี้มันก็ยังเป็นความไม่พอใจต่อประเทศอังกฤษก็ได้มีการเริ่มแสดงท่าทีอาการความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากจุดเล็กของการประท้วงจากการหยุดงานของการหยุดงานทั่วประเทศความไม่พอใจเป็นอันเนื่องมาจากการกดขี่ของเจ้าอาณานิคมของอังกฤษกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับพรรคคอมมิวนิตส์มาลายันในการที่บุกระดมประชาชนให้ได้เข้าทำการต่อต้านอังกฤษและหันมาสนับสนุนฝ่ายตน

ซึ่งในที่สุดแล้วเหตุการณ์ดังกล่าวมันก็ได้ขยายตัวใหญ่ขึ้นจนได้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ โดยได้แบ่งสภาพกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติมาลายันเป็นกลุ่มคอมมิวนิตส์มาลายาของพรรคคอมมิวนิตส์มาลายันโดยได้อาศัยอาวุธที่ได้เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง

นอกจากนี้ในความตึงเครียดก็ได้เดินทางมาถึงยังจุดแตกหักในวันที่16มิถุนายน พุทธศักราช2491 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันสิ้นเสียปืนแตกระหว่างฝ่ายคอมมิวนิตส์มาลายาและฝ่ายอังกฤษ เมื่อพวกคอมมิวนิตส์ได้เข้ามุ่งสังหารชาวอังกฤษสามคน ซึ่งผู้ได้เป็นเจ้าของสวนยางในรัฐเปรัค 

ซึ่งพร้อมกันนั้นนายจีนเป็งและพลพรรคอมมิวนิตส์มาลายาของเขา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเป็นชนเชื้อสายจีนก็ได้เปิดฉากการบุกตามยุธวิธีที่ได้ลอกเรียนแบบมาจากสหภาพโซเวียตและจีนคอมมิวนิตส์เพื่อต้องการนำความขัดแย้งในครั้งนี้ไปสู็การจับนำเอาอาวุธลุกขึ้นมาสู้ของประชาชนเพื่อทำการปฏิวัติทางชนชั้นตามทฤษฎีของคอมมิวนิตส์

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและได้ก้าวเข้าสู้สภาวของสงครามกลางเมืองพวกคอมมิวนิตส์สามารถยึดหมู่บ้านและเมืองต่างๆในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลไปได้อย่างรวดเร็วจากนั้นอังกฤษก็ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปทั่วดินแดนของมาเลเซียในเดือนกรกฎาคม  พุทธศักราช2491

ซึ่งสถานการณ์นี้ได้เป็นสถาการณ์ที่รู้จัดกันดีในชื่อMalayan Emergency ส่วนพลพรรคมคอมมิวนิตส์ชาวมาลายาได้เรียกการต่อสู้ในครั้งนี้ว่าAnti-British National Liberation War

 

สนับสนุนโดย  entaplay casino

ตำนานของสงครามเย็นที่เกิดจากความขัดแย้งกับโลกเสรีนิยมกับสังคมนิยม

เมื่อถึงคริสต์ราช1945 สงครามโลกครั้งที่2ได้สิ้นสุดลงแต่มันได้เป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดความขัดแย้งและความเกลียดชังที่ได้กินเวลายาวนานถึง44ปีนั้นคือสงครามเย็น ซึ่งสงครามเย็นนั้นได้เกิดมาจากความขัดแย้งระหว่างโลกเสรีนิยมนำโดย “สหรัฐอเมริกา” และโลกสังคมนิยมนำโดย “สหภาพโซเวียต” 

ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้พยายามที่จะขยายอำนาจและอิทธิพลออกไปเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีอิทธิพลเหนือกว่าฝ่ายของตนเองแต่ทั้ง2ประเทศกลับไม่ได้ประกาศสงครามใส่กันตรงๆเพียงแต่สนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “สงครามตัวแทน”ขึ้นมาและประเทศไทยได้รับผลกระทบมาจากสงครามนี้ ในปีคริสต์ศักราชปี1950

ได้เกิด ”สงครามเกาหลี” ขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือนำโดย คิม อิล ซ็อง ที่ได้รับการสนับสนุนโดย จีนและสหภาพโซเวียต เกาหลีใต้นำโดย ซิงมัน รี ที่มี สหรัฐอเมริกากับสหประชาชาติสนับสนุนอยู่

ซึ่งในช่วงแรกของสงครามฝ่ายใต้ไม่สามารถต้านทานการบุกจากฝ่ายเหนือได้ส่งผลให้กองกำลังฝ่ายใต้แทบ จะถูกผลักตกทะเลลงไปทางสหประชาชาติได้ประกาศขอให้เหล่าประเทศสมาชิกเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ด้วย ซึ่งประเทศไทยในยุคนั้นได้ตอบรับคำร้องขอและจัดตั้ง “กรมผสมที่21” ขึ้นพร้อมออกเดินทางในวันที่22กันยายน ค.ศ.1950 เมื่อกรมผสมที่21ได้ไปถึงประเทศเกลาหลีใต้ในวันที่22ตุลาคม ค.ศ.1950 สงครามเกาหลีก็ได้เริ่มทวีมีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้นทางฝ่ายใต้ก็ได้เริ่มดันแนวรบกลับขึ้นมาถึงเส้นขนานที่38ได้

แต่จีนที่ช่วงแรกได้สนับสนุนอยู่แนวหลังให้เกาหลีเหนือกลับเข้าร่วมสงครามอย่างเต็มรูปแบบจึงได้ทำให้สหประชาชาติต้องรับมือกับการรุกคืบจากทหารจีนอย่างเต็มอัตตรายศึกในทุกแนวรบและได้นำไปสู้วีรกรรมของทหารไทยนั้นก็คือ “การสู้รบที่เขาพอร์คชอพ” การสู้รบที่ เขาพอร์คชอพฝ่ายข้าศึก

ซึ่งเป็นทหารจีนบุกขึ้นมา3ละลอกฝ่ายไทยถึงแม้จะมีกำลังน้อยกว่าถึง1ต่อ5แม้ว่าสภาพอากาศจะเลวร้ายติดลบตลอดวันตลอดคืนและถึงแม้ว่าการสู้รบจะกินเวลายาวนานมากถึง11วันฝ่ายไทยก็สามารถต้านทานการบุกเอาไว้ได้จนได้รัยฉายาว่า “พยัคฆ์น้อย “ ในขณะเดียวกันในปีคริสต์ศักราช 1955ก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเหมือนกัน ซึ่งก็คือ “สงครามเวียดนาม” ระหว่างเวียดนามเหนือ

นำโดย โฮจิมินห์ และมีจีนกับสหภาพโซเวียตหนุนหลังอยู่ เวียดนามใต้นำโดย โง ดิ่ญ เสี่ยม ที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังอยู่เพราะ “ทฤษฎีโดมิโน” ที่ทำให้เชื่อว่าหากประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นฝ่ายสังคมนิยมจะทำให้ประเทศอื่นๆเป็นสังคมนิยมไปด้วยสหรัฐอเมริกาจึงไม่อาจอยู่เฉยได้เลยพยายามส่งกำลังมาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในระหว่างสงครามทางเวียดนามใต้รู้ดีว่าไม่อาจต้านทานเวียดนามเหนือได้จังได้ขอความช่วยเหลือจากโลกเสรีนิยมทั้งทางเศรษฐกิจและกำลังทหาร

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดาวน์โหลด

เหตุการณ์ประหลาดที่ถูกจับภาพเอาไว้ได้

เหตุการณ์ประหลาดที่ถูกจับภาพเอาไว้ได้ในระหว่างภารกิจเอสทีเอส-115

เหตุการณ์เทเธอร์

ภารกิจของกระสวยอวกาศของนาซาครั้งที่75ที่ได้เป็นการร่วมมือกันในระหว่างของโครงการอวกาศของสหรัฐอเมริกาและอิตาลีและด้วยการขนส่งในระบบของดาวเทียมของเทเธอร์ โดยมันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นการตรวจสอบแหล่งของพลังงานใหม่ของยานอวกาศและเข้าทำการศึกษาชั้นบรรยากาศชั้นสูงของโลก ซึ่งในวันที่25 กุมภาพันธ์ ปี1996

หลังจากที่ลูกเรือของยานอวกาศโคลัมเบียก็ได้ เริ่มทำการปล่อยดาวเทียมเทเธอร์ที่โยงกับสายเคเบิล โดยมีความยาวประมาณ20กิโลเมตร ซึ่งเทอเธอร์ สามารถจับภาพวีดีโอนี้ไว้ได้ในขณะที่ดาวเทียมที่กำลังจะเคลื่อนตัวออกจากกระสวยอวกาศ รูปภาพฟุตเทจนี้ แสดงถึงบางสิ่งที่มีลักษณะเป็นแท่งอีกทั้งยังมีแสงที่ไม่สามารถอธิบายได้ รายล้อมอยู่รอบมันทางนาซา

ก็ได้มีการสรุปลายละเอียดเกี่ยวกับภารกิจหลังจากนั้นแต่มันก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงวัตถุประหลาดที่ปรากฎอยู่ในวีดีโอแต่อย่างใดและทางด้านลูกเรือนามว่า แฟรงคลิน ชาง-ดิแอซ ได้อธิบายถึงที่ลอยไปมาอยู่โดยรอบแท่งดังกล่าวว่า “มันได้เป็นเศษบางอย่างที่มันได้มีขนาดเล็กที่มันได้ล่องลอยไปพร้อมกับพวกเราแต่จนได้มาถึงในปัจจุบันมันก็ยังไม่ได้มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่าวัตถุที่เขาได้พบเห็นในเหตุการณ์นี้มันคืออะไรกันแน่

ภารกิจเอสทีเอส-115

กระสวยอวกาศแอตแลนทิสของ นาซา กับภารกิจSTS-115ที่เกิดขึ้นในปี2006ก็ได้ทำให้ได้พบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดและสามารถบันทึกภาพเอาไว้ได้หลายเหตุการณ์เช่นภาพของฟ้าผ่าที่รุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ซึ่งได้ผ่าลงมาบนยอดของฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดาหลังจากที่ภารกิจถูกเลื่อน

เนื่องจากว่าได้เกิดเหตุพายุเฮอร์ริเคนเออร์เนสโตสุดท้ายจรวดก็สามารถถูกส่งออกไปสู่อวกาศได้สำเร็จและเมื่อได้ไปถึงสถานีอวกาศนานาชาติก็ได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอร์รี่ใหม่ก่อนจะเตรียมตัวกลับสู่โลกแต่ในขณะตรวจสอบภาพที่ถ่ายได้ด้วยกล้องที่ติดอยู่กับยานลูกเรือสังเกตเห็นวัตถุบินปริศนาที่โคจรอยู่ในระหว่างยานแอตแลนทิสและโลกแต่ด้วยภาพที่มีคุณภาพต่ำจึงไม่สามารถระบุได้ว่า สิ่งนั้นคืออะไรและยังได้พบเจอวัตถุปริศนาอีกมากมายดังเช่นภาพนี้

ซึ่งถูกพบโดยลูกเรือทาวิศวกรของนาซา เชื่อว่าวัตถุปริศนาในภาพนั้นมันอาจจะไม่ใช่อันเดียวกันกับสิ่งที่เคยถ่ายเอาไว้ได้ก่อนหน้าหลังจากที่ภารกิจที่ได้มีการตรวจสอบจึงได้พบกับสิ่งที่ประหลาดเพิ่มเติมมันคือการที่กระสวยอวกาศชนเช้ากับอะไรบางอย่างในขณะที่จรวดกำลังทะยานขึ้นสู่อวกาศและต่อมาจึงได้พบรูขนาดเล็กที่ปรากฎอยู่ด้านข้างของแอตแลนทิส ซึ่งได้เชื่อว่ามันเกิดมาจากเศษของสะเก็ดดาวที่มาชนกับยาน

 

สนับสนุนโดย  สูตร sagame

การค้นหาเมืองAtlantis พร้อมทีมนักสำรวจ Dr.Richard Freund

โดยตามบันทึกของPlatoเขาได้บอกเอาไว้ว่าAtlantisเป็นเมืองที่มีวงแหวนอยู่ล้อมรอบเมืองสามวงตั้งอยู่เหนือเสาเฮอร์คิวลิสและหลายๆคนก็ได้เชื่อกันว่าเสาหินของเฮอร์คิวลิสมันคือยอดเขาที่อยู่บริเวณด้านข้างของทางช่องแคบยิบรอลตาร์ โดยยอดเสาทางตอนเหนือคือ ภูเขายิบรอลตาร์ ส่วนยอดเขาทางตอนใต้ก็คือยอดเขาที่อยู่ใกล้ๆกันที่แอฟริกาเหนือนั่นเองมันเลยทำให้ทีมนักสำรวจที่นำโดย ดร.Richard Freundได้มองว่าตำแหน่งนี้มันเป็นตำแหน่งที่มันสามารถจะเป็นไปได้มากที่สุดว่าที่นี้จะมีเมืองที่หายสาบสูญอย่างเมืองAtlantisอยู่นั่นเอง

โดยเป้าหมายของทีมสำรวจของดร.Richard Freundอยู่ตรงที่ปากสามเหลี่ยมแม่น้ำกัวดัลกิบีร์ในอุทยานแห่งชาติDonana National ParkทางDonanaตอนใต้พอเขาได้ไปถึงทางอุทยานเขาก็ได้แจ้งว่าบริเวณตรงนั้นแต่ก่อนมันเป็นทะเลสาปแต่ตอนนี้มันก็แห้งและกลายเป็นดินโคลนดินเลนไปจนหมดและนั่นมันก็ได้เป็นโอกาศดีที่ทางดร.Richard Freundและทีมสำรวจของเขาได้มีโอกาสไปสำรวจบริเวณจุดนั้นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยการสำรวจครั้งนี้ของดร.Richard Freundได้มีการอ้างอิง

ถึงนักโบราณคดีในอดีตถึงสองท่านที่เขาได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่าAtlantisน่าจะจมอยู่ใต้โคลนใต้เลนที่บริเวณนี้เมื่อปี1922นั่นเอง โดยทฤษฎีสมคบคิดนี้ได้มีการค้นคว้าภาพถ่ายจากดาวเทียมและเขายังได้ค้นพบอีกว่าในภาพถ่ายจากดาวเทียมได้ค้นพบพื้นที่ประหลาดโดยบอกว่าพื้นที่ประหลาดนี้มีสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลางและมีลักษณะวงแหวนอยู่สามวงรอบๆบริเวณพื้นนที่อุทยานโดยาน่าด้วยและเมื่อเขาได้เอาภาพถ่ายนี้ไปเทียบกับลายละเอียดที่Platoได้บันทึกเอาไว้ยิ่งทำให้นักสำรวจเชื่อไปอีกว่านครAtlantisที่สาบสูญไปนั้น

ยังไงก็ต้องตั้งอยู่ที่แห่งนี้และที่มากไปกว่านั้นที่Platoยังได้กล่าวถึงวิหารที่ได้ตั้งอยู่ใจกลางเกาะAtlantisอีกด้วย ซึ่งมันได้สอดคล้องกับภาพที่ถ่ายได้จากดาวเทียมว่ามันได้มีพื้นที่สี่เหลี่ยมประหลาดอยู่ตรงกลางและมีวงแหวนอยู่รอบๆนั้นมันเป็นพื้นที่ที่น่าจะเป็นวิหารหรือเปล่าและหลังจากนำภาพดาวเทียมมาคำนวณเรื่องรูปร่างสี่เหลี่ยมที่แปลกประหลาดตรงนั้นก่อนที่จะพบว่ามันได้ไปตรงกับคำอธิบายบันทึกที่Platoได้บันทึกเอาไว้อีกด้วย

และทางอุทยานโดยาน่าได้แจ้งเอาไว้ว่าสมัยก่อนพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่มาก่อนที่พื้นที่ตรงนี้จะแห้งไปและได้กลายมาเป็นดินเลนเลยทำให้ทีมสำรวจและดร.Richard Freundก็ยิ่งมั่นใจในทฤษฎีสมคบคิดตรงนี้ว่าพื้นที่ตรงนี้แหละคือเมืองAtlantisที่หายสาบสูญไปและข้อมูลอีกอย่างหนึ่งที่มันน่าสนใจเป็นอย่างมากและเราได้กล่าวไปถึงตอนต้นที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างคัมภีร์ไบเบิ้ลเขาก็ได้พูดถึงเมืองที่ได้สูญหายไปด้วย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

ประวัติศาสตร์บ้านบางระจัน

        ในช่วงสมัยของพระเจ้าเอกทัศน์นั้นพม่าได้มีการยกกองทัพมาเพื่อหวังจะตีเมืองกรุงศรีอยุธยาให้แตกพ่ายซึ่งในช่วงเวลานั้นเองกรุงศรีอยุธยาเองนั้นภายในก็มีการรับสำหรับสายเพราะบางพรรคแบ่งพวกแบ่งฝ่ายกันซึ่งในช่วงที่ กองทัพพม่าเดินทางมานั้นกองทัพพม่าได้แวะหัวเมืองต่างๆและมีการตีหัวเมืองทุกหัวเมืองที่ผ่านเพื่อเก็บเสบียงอาหาร

และปล้นเอาประชาชนมาเป็นทาส ซึ่งชาวบ้านตามที่ได้รับความเดือดร้อนจากกองทัพต่างก็หนีตายมารวมตัวกันอยู่ที่หมู่บ้านบางระจันซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่เป็นทางผ่านที่จะต้องเดินทางไปยังกรุงศรีอยุธยานั่นเองซึ่งชาวบ้านบางระจันนั้นก็ได้มีการรวมตัวกันเพื่อที่จะต่อสู้กับกองทัพพม่าโดย มีหัวหน้าที่คอยดูแลคนในหมู่บ้านบางระจันนั่นก็คือมีนายแท่น  นายโชติ  นายอินทร์  นายเมือง   นายดอก  และนายทองแก้ว เนื่องจากชาวบ้านนั้นหวาดกลัวกองทัพพม่ากันเป็นอย่างมาก

อกสั่นขวัญแขวนกันไปหมดผู้ดูแลหมู่บ้านเวียงจันทน์จึงได้ไปอัญเชิญพระธรรมโชติให้มาความรักอยู่ที่วัดโพธิ์สามต้นเพื่อมาเป็นขวัญและกำลังใจให้กับชาวบ้าน และเมื่ออาจารย์ธรรมโชติได้มาถึงบ้านบางระจันก็ได้มีการทำเสื้อและตะกรุดแจกให้กับชาวบ้านเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ ซึ่งระหว่างนั้นกองทัพพม่าก็ได้มีการเดินทางใกล้ที่จะมาถึงหมู่บ้านบางระจัน

และหวังว่าจะมีการตีหมู่บ้านบางระจันให้แตกพ่าย ซึ่งชาวบ้านบางระจันเองต่างกันรวมตัวกันและช่วยเหลือกันในการต่อสู้กับกองทัพพม่าซึ่งในตอนนั้นกองทัพพม่าเดินทางมาไม่เยอะจึงทำให้ชาวบ้านบางระจันนั้นสามารถตีกองทัพพม่าแตกพ่ายโดยกองทัพพม่านั้นยังไม่ละความพยายามยังคงมีการทำศึกกับชาวบ้านบางระจันอยู่อีกหลายครั้งจนในที่สุดทางพม่าซึ่งเป็นเมืองหลวงได้ส่งกองทัพใหญ่มาช่วยกองทัพพม่าที่นี่ทำให้สามารถเข้าทำการโจมตีชาวบ้านบางระจันบางระจันได้ในที่สุด

ซึ่งทางหมู่บ้านบางระจันเองก็ได้มีการส่งคนไปแจ้งกับทางกรุงศรีอยุธยาให้ส่งทหารมาช่วยเหลือหมู่บ้านประจันแต่ทางกรุงศรีอยุธยาเองเนื่องจากมีการทะเลาะกันภายในจึงไม่ได้มีการส่งทหารหรือส่งใครมาช่วยกับทางหมู่บ้านบางระจันเลยส่งเพียงแค่ปืนใหญ่มาให้ 1 กระบอกเท่านั้น ในที่สุดเมื่อไม่มีทหารมาช่วยเหลือและไม่มีอาวุธที่จะไปต่อสู้กับกองทัพพม่าชาวบ้านบางระจัน

จึงได้เสียชีวิตที่หมู่บ้านบางระจันนั่นเอง ซึ่งหลังจากที่พม่าได้เข้ามาโจมตีหมู่บ้านบางระจันนั้นก็ไม่มีใครเคยเห็นพระอาจารย์ธรรมโชติอีกเลยและหลังจากนั้น 8 เดือนต่อมาก็ทำให้พม่านั้นสามารถไปทำการโจมตีกรุงศรีอยุธยาจนเป็นสาเหตุให้กรุงศรีอยุธยานั้นเสียเอกราชในที่สุดนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8

โมเสส,Moses เมื่อโตขึ้นได้รู้ความจริงว่าตนไม่ใช่ลูกแท้ๆของลูกสาวฟาโรห์

ซึ่งโชคชะตาค่อนข้างที่จะลิขิตอยู่พอสมควร โดยเด็กคนนี้ที่ได้มีการถูกปล่อยให้ได้ลอยนำไปตามแม่น้ำไนล์ไปซึ่งก็ได้ถูกพบเจอในเวลาที่ไม่นาน

และ คนที่ได้พบเจอก็คือลูกสาวของฟาโรห์ในอียิปต์ในยุคนั้นและด้วยความสงสารที่ได้เห็นเด็กแรกเกิดร้องไห้อยู่ ลูกสาวของฟาโรห์จึงได้นำเด็กคนนี้นำเอาขึ้นมาจากแม่น้ำแล้วก็ได้รับเลี้ยงเอาไว้ให้เป็นลูกบุญธรรม

และพร้อมกับได้ตั้งชื่อว่า โมเสส นั่นเอง นอกจากนี้ในระยะเวลาต่อมาที่ โมเสส นั้นได้โตขึ้นมาเขาก็ได้รับรู้กับความเป็นจริงว่าเขานั้นไม่ใช้ลูกแท้ๆของลูกสาวฟาโรห์ในอียิปต์และได้รับรู้ตัวเองว่าเป็นคนชาวฮิบรูตนได้มีความรู้สึกโกรธและก็ได้หนีออกจากพระราชวังและในช่วงที่ได้ออกมาจากพระราชวัง

เขาก็ได้เห็นเพื่อที่เป็นชาวฮิบรูที่ได้เป็นทาสอยู่นั้นที่ได้ถูกกดขี่ข่มเหงใช้งานและถูกทรมานจากคนของฟาโรห์และด้วยความโกรธเขาก็เลยได้มีการต่อสู้กับคนที่ได้ดูแลทาสและได้สังหารคนๆนั้นก่อนที่ตนนั้นจะตัดสินใจหนีออกจากเมืองอียิปต์ไปในตอนนั้น และ หลังจากที่ โมเสส ได้หนีออกจากอียิปต์ไปได้สักพักหนึ่งปรากฎว่า โมเสสก็ได้ไปพบกับพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่ง

โดยในพื้นที่ตรงนั้นตามข้อมูลได้มีชื่อเรียกว่า มิเดียน,Midianและพื้นที่  มิเดียน ตรงนั้น โมเสสเองก็ได้พบกับพระผู้เป็นเจ้าที่ได้แสดงออกมาในรูปลักษณะของไฟที่มันกำลังได้เผาไหม้ต้นไม้อยู่แต่ต้นไม้ต้นนั้นไม่มอดและก็โครนลงมา ซึ่งตรงจุดนี้มันเป็นอะไรที่มันน่าสนใจเป็นอย่างมากตั้งแต่เรื่องต้นไม้ที่ไฟไหม้แต่มันไม่โครนล้มรวม

ไปถึงเรื่องของต้นไม้ที่มันสามารถพูดคุยกับโมเสสได้แต่ในตามหลักวิทยาศาสตร์เขาได้บอกว่าเขาพิสูจน์ได้แล้วเรื่องหนึ่งเรื่องก็คือเรื่องของต้มไม้ไฟไหม้แต่ไม่โครนไม่ล้มนั้นเอง โดยทางวิทยาศาสตร์เขาได้คาดการณ์เอาไว้ว่าตรงพื้นที่ มิเดียนที่ได้พูดถึงตรงจุดนี้มันหน้าจะเป็นพื้นที่บริเวณของภูเขาไฟที่มันยังไม่หยุดประทุและมีการปล่อยก๊าซที่ติดไฟง่าย

ออกมาอยู่เรื่อยๆและเมื่อมีก๊าซที่มันติดไฟง่ายๆอยู่บริเวณโดยรอบบวกกับอากาศที่ร้อนจัดมันเลยทำให้มีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะเกิดประกายไฟหรือว่าติดไฟไหม้ขึ้นมาในบางจุดของพื้นที่ตรงนั้นที่มันมีสิ่งของที่มันสามารถจุดไฟติดได้และบริเวณตรงนั้นมันมีต้นไม้อยู่เขาเลนคาดการณ์ว่าตรงส่วนนี้มันน่าจะเป็นส่วนที่ทำให้ต้นไม้ติดไฟแต่ไม่มอดและไม่ล้มนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน จ่ายจริง