Category ประวัติศาสตร์

การรบในสงครามโลกครั้งที่สองของ JOHN MALCOLM THORPE

ซึ่งในเวลาต่อมาการรบของอังกฤษในฝรั่งเศสก็เรียกได้ว่าเป็นหายนะมากๆเลยกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้มีการถอยลงไป การรบในสงครามโลก และ JOHN MALCOLM THORPE ก็ได้อยู่ในเหตุการณ์นี้เหมือกันและเขาในขณะที่กำลังถอยลงมาขาก็ถูกปืนกลยิงใส่เข้าที่คอ

เมื่อมีคนเข้าไปถามเขาว่า JOHN MALCOLM THORPE มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเลือดออกเต็มเลยเขาได้พูดอย่างง่ายๆเลยว่าปืนกลเยอรมันแล้วก็เดินไปเฉยๆเลยโดยในสมรภูมิเยอรมันเขาได้รับเหรียญกล้าหารอันนึงเนื่องจากว่าเขาวิ่งผ่าดงกระสุนเพื่อจะไปช่วยทหารอังกฤษคนนึงที่ติดอยู่ในวงล้อม

การโจมตีของพวกเยอรมันก็ช่วยออกมาได้อย่างสำเร็จเขาจึงได้เหรียญกล้าหารและเป็นเหรียญแรกของเขาโดยหลังจากเหตุการณ์ดันเคิร์ก JOHN MALCOLM THORPE ก็ได้เปลี่ยนสักกัดของตัวเองไปอยู่ในหน่วยของคอมมารโดซึ่งหลังจากการฝึกเป็นคอมมารโดเรียบร้อยแล้ว

ในปี1941หน่วยของเขาได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการในการบุกโจมตีโรงเก็บวัตถุดิบที่เอาไว้ทำระเบิดของพวกเยอรมนีในนอร์เวย์และหลังจากที่หน่วยคอมมารโดได้ทำการยกพลขึ้นบกได้สำเร็จเขายังไปนำเอาปี่เขาตัวของเองขึ้นมาเป่าเพลงในการนำทัพของเขาไปเดินไปข้างหน้าคือเรียกได้ว่าทำแบบสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเลย

ซึ่งหลังจากการรบทหารเยอรมันที่ประจำการกได้ทำการวางอาวุธแล้วก็ยอมแพ้ภายใต้การนำของ JOHN MALCOLM THORPE จึงทำให้เขาได้เหรียญเป็นครั้งที่สองแล้วและยังไม่จบเพียงเท่านี้เขายังไปรบที่อิตาลีในปนี1943เขาได้รับภารกิจให้นำหน่วยของเขาไปโจมตีที่ตั้งปืนใหญ่ของเยอรมันในเมืองเล็กๆ

ดังนั้นพอไปถึงหน่วยคอมารโดของเขามีจำนวนที่น้อยกว่ามากเลยเขาเลยเลือกที่จะวางแผนโจมตีพวกเยอรมันในเวลากลางคืนโดยที่จะใช้วิธีแบบซุ่มเงียบไปเขาได้ให้ทหารกระจายตัวออกไปล้อมรอบหมู่บ้านเอาไว้แล้วก็ทำการตระโกนและยิงเข้าไปในหมู่บ้านทำให้พวกเยอรมันตื่นตกใจแล้วคิดว่า

ฝั่งสัมพันธมิตรมีจำนวนทหารมากกว่าเยอรมันในขขณะเดียวกันตัวเขาเองและผู้ช่วยของเขาที่เป็นผู้หมู่คนนึงได้แอบเข้าไปในหมู่บ้านแล้วได้ทำการจับเฉลยมาได้42คนเลยด้วยการกระทำในครั้งนี้เขาได้รับรางวัลเป็นเหรียญกล้าหารอีกอันนึงแต่ไม่ใช่เหรียญแบบเดิม

โดยในการรบครั้งนั้นเขาดันทำดาบของเขาหายไปในหมู่บ้านที่อิตาลีแต่แทนที่เขาจะไม่สนใจแล้วทิ้งไปเขานั้นก็ได้เดินทางกลับไปยังหมู่บ้านนั้นคนเดียวเพื่อไปตามหาดาบของเขาและเขาก็พบเจอดาบของเขาก็เรียกได้ว่าเป็น JOHN MALCOLM THORPE สมชื่อจริงๆ

 

สนับสนุนโดย.  aesexy

ประวัติเมืองเชียงใหม่ สมัยราชวงศ์มังราย 

          เมื่อประมาณ 700 ร้อยปีมาแล้ว ประวัติเมืองเชียงใหม่ ในสมัยนั้นเป็นช่วงสมัยที่พระยามังรายเป็นผู้ครองนคร และมีการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่นี้เป็นราชธานี  ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงประมาณปี พ.ศ. 1839  ซึ่งในตอนนั้นเราเรียกที่นี่ว่า อาณาจักรล้านนา  และมีชื่อว่า นพบุรีศรีนาครพิงค์ เชียงใหม่ 

          สำหรับในอดีตนั้นเมืองเชียงใหม่นับได้ว่ามีการปกครองตนเองไม่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ของไทยเพราะมีกษัตริย์ของราชวงศ์มังรายคอยให้การปกครองนับได้ว่าเป็นมหานครที่ปกครองตนเองโดยอิสระและมีประวัติมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีซึ่งนับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันก็มีวิวัฒนาการและมีการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนามาอย่างต่อเนื่องสำหรับการปกครองโดยกษัตริย์ของราชวงศ์มังรายนั้นมีการปกครองมาช่วงประมาณ 200 ปี

          หลังจากนั้นก็ได้เสียเอกราชให้กับกษัตริย์พม่าซึ่งในขณะนั้นอยู่ในช่วงปีพุทธศักราช 2101 ประวัติเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่กษัตริย์พม่าปกครองภายใต้ชื่อในนามของบุเรงนองและหลังจากที่ กษัตริย์บุเรงนอง สามารถเข้าควบคุมนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ได้ก็มีการดูแลและปกครองภายใต้การปกครองของกษัตริย์บุเรงนองมาโดยตลอดรวมถึงยังมีเหล่ากษัตริย์ของประเทศพม่าอีกหลายคนรวมแล้วถึง 200 ปีกว่าที่ประเทศไทยจะสามารถเข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่และยึดกลายมาเป็นของประเทศไทยได้

           ซึ่งในขณะนั้นผู้ที่เท่าทำการยึดครองเมืองเชียงใหม่ได้นั้นก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโดยในขณะนั้นได้ทำการร่วมมือกันทำศึกสงครามเพื่อขับไล่ชาวพม่าให้ออกไปจากเมืองเชียงใหม่ได้เป็นผลสำเร็จซึ่งในขณะนั้นเมืองเชียงใหม่มีผู้นำภายใต้การปกครองของล้านนาไทยโดยพระยากาวิละและพระยาจำบ้านภายหลังจากที่ได้มีการยึดครองเมืองเชียงใหม่มาได้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงได้มีการสถาปนาเจ้าเมืองเชียงใหม่ขึ้นมา

           ซึ่งในขณะนั้นเป็นพระเจ้ากาวิละที่ได้กลายเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงใหม่ก็กลายเป็นเมืองของประเทศราชของกรุงเทพฯนับจากนั้นเป็นต้นมาภายหลังในช่วงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้มีการประกาศให้มีการยกเลิกเมืองประเทศราชเกิดขึ้นและนับแต่นั้นเป็นต้นมาเมืองเชียงใหม่จึงได้ถือว่าไม่ใช่เมืองประเทศราชของกรุงเทพฯอีกต่อไปภายหลังจึงมีการจัดตั้งเป็นจังหวัดเกิดขึ้นและมีการเรียกชื่อจังหวัดนี้ว่าจังหวัดเชียงใหม่จบจนมาถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง

          สำหรับเมืองเชียงใหม่นั้นแต่เดิมเคยแบ่งออกเป็นยุคสมัยถึง 4 ยุคสมัยด้วยกันนับได้ว่าประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่นั้นมีความเก่าแก่และยาวนานมากโดยยุคสมัยของเมืองเชียงใหม่นั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนที่จะมีการก่อสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมานั่นคือยุคสมัยแรกต่อมาก็มีราชวงศ์มังรายมาเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองจึงเป็นยุคสมัยที่ 2 หลังจากนั้นถูกพม่ายึดครองและกลายเป็นเมืองขึ้นของพม่าและนี่คือยุคสมัยที่ 3 สุดท้ายในยุคสมัยที่ 4 นั้นก็คือการที่ประเทศไทยสามารถไปยึดเมืองเชียงใหม่กลับมาได้และกลายเป็นเมืองประเทศราชของไทยอยู่ภายใต้การดูแลของประเทศไทยมาปัจจุบันนี้นั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  hiallbet

โคลอสเซียม มีที่มาอย่างไร

โคลอสเซียม คือสนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ เมื่อในสมัยยุคโรมันหรือเมื่อ2000ปีที่แล้ว เป็นสนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและรอบๆนอกของโคลอสเซียมถูกสร้างโดยใช้ประตูทั้งหมดเลย ซึ่งสร้ามกีฬาที่ถูกสร้างโดยที่ใช้ประตูทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่หน้าทึ่งของคนในยุคนี้มากซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่การนำประตูมาใช้สร้างอย่างเดียวเพียงเท่านั้น

แต่มีมากมาย เช่นเป็นการใช้กลไกลต่างๆในการสร้างของโคลอสเซียม ที่มีทั้งระบบของลิปในการใช้ขนส่งคนหรือสัตว์ขึ้นไปในนั้น หรือ แม้แต่องศาต่างๆ การวางการจัดเรียงและอุปกรณ์ ที่ใช้ในการสร้างต่างๆที่ใช้มีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก และมีใช้จูคนได้มากสูงสุด50,000-55,000 คน

ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันก็จะมีความกว้างหรือ ใหญ่พอๆกับสนามฟุตบอลสถามกลางไปถึงใหญ่เลยทีเดียว แต่เพราะในสมัยนั้นไม่ได้มีเทคโนโลยีเหมือนสมัยนี้ดังนั้นก็เลยทำให้ได้รับความสนใจและเป็นสิ่งที่หน้าสนใจเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ซึ่งคนที่เริ่มคิดสร้างสนามกีฬา โคลอสเซียม ขึ้นมานั้นมีเหตุผลนั้นก็คือ ต้องการที่จะหยุดการใช้ความรุนแรงและการโกลหนในกรุงโรมันสมัยนั้น

เนื่องจากว่าจักวรรดิ สมัยนั้นได้เกิดวิกิเศรษฐ์กิจรุมแรงเป็นอย่างมากเพราะว่า จักรพรรดิเนโร จักรพรรดิองค์ที่5ของโรมัน ได้ทำการขึ้นภาษีจากประชาชนเป็นอย่างมากเพราะว่าจะทำการสร้างปราศาจขนาดใหญ่ใจกบางกรุงโรมและสร้างรูปปั่นทองคำ100% เพื่อที่จะได้ทราบ ศักยภาพของเขาให้ทั้งโลกได้เห็นว่ากรุงโรมนั้นไม่ได้เป็นที่2แต่อย่างได้

และเนื่องจากนี้เป็นเหตุที่ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านการเก็บภาษีที่ไม่ได้เป็นธรรมสักเท่าไหร่จึงเกิดการก่อประติวัตกันอยู่อย่างหลายปีซึ่งทางจักรวรรดิ เนโร ซึ่งต้องการที่จะหยุดการประติวัต ก็ได้ทำการติดต่อกับแม่ทัพคนหนึ่งที่มีผลงานจากการสู้รบชนะประเทศอังกฤษนั้นตอนนั้น ซึ่งมีชื่อว่า เวสเปเซียน (VESPASIAN) ซึ่งคนๆนี้ได้เป็นคนที่คิดที่จะทำการสร้าง โคลอสเซียม แห่งนี้ขึ้นมา และจะได้เป็นจักพรรดิคนต่ออีกด้วย และหลังจากที่ เวสเปเซียน(VESPASIAN) ได้รับคำสั่งนี้ก็สามารถทำให้กรุงโรมกลับมาสงบอีกครั้งได้

และจากความสงบนั้นได้ไม่นานเพราะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเก็บภาษีแต่อย่างใด ซึ่งก็ได้มีการก่อประติวัตกันเกิดขึ้นอีกครั้งแต่มีความรุนแรงกว่าครั้งแรกหลายเท่าตัว จึงทำให้จักพรรดิเนโร จึงต้องยอมสระตำแหน่งลง และตัวเนโร รู้ว่าการที่จะสระตำแหน่งลงนั้นจะต้องโทษประหารอยู่แน่เขาจึงทำการอัตวินิบาตกรรมเพื่อหนีโทษการประหารนั้นเอง

และหลังจากการที่เนโร ทำการอัตวินิบาตกรรม นั้นก็ยังเกิดเศรษฐกิจวิบัดอยู่นั้นซึ่งมีลักษณะยาวนานกว่า 3จักรพรรดิเลย ซึ่งก็ได้มีการประชุมกันว่าจะทำการแก้ปัญหาตรงนี้กันอย่างไรดี และก็ได้มีมัสติกันว่าให้ทำการติดต่อไปหา เวสเปเซียน(VESPASIAN) เพื่อมารับตำแหน่งจักรพรรดิ และกลับมาแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ และ เวสเปเซียน(VESPASIAN) ก็ได้คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้ผู้คนกลับมาศรัทธาและเขาก็ได้คิดสร้างสนาม แห่งนี้ขึ้นมานั้นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    heng868

ประติมากรรมในยุคสมัยแห่งการเติบโตและเทคโนโลยี

ทุกวันนี้เราสามารถเข้าถึงรูปแบบของงานศิลปะต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะร่วมสมัยงานศิลปะในยุคก่อนหรือแม้แต่จะเป็นประวัติศาสตร์เกี่ยวงานศิลปะ ในห้องเรียนต่างๆมากมายในสูตรการเรียนการสอนมากมายในยุคปัจจุบันก็มีการเพิ่มหลักสูตรศิลปะหรือแม้แต่จะเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะให้นักเรียนนักศึกษาได้ค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆมากมาย งานประติมากรรมเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์อย่างมาก

ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อความกลัวหรือแม้จะเป็นศาสนาต่างๆ หรือแม้แต่จะเป็นความหมายของการมีชีวิต Shintaro นี้อยู่รอบตัวของมนุษย์เป็นระยะเวลานานรูปแบบทางความคิดหรือ Message เป็นรูปแบบทางการทำงานในต่างที่ทำให้มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงและเติบโตมากยิ่งขึ้น

งานประติมากรรมที่มีส่วนการจัดโต๊ะด้านเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันที่มีการถ่ายทอดเป็นจำนวนมาก ในโลกออนไลน์ณขณะนี้ที่รูปแบบทางด้านศิลปะต่างๆได้ถูกถ่ายทอดและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นทำให้โครงสร้างในการทำงานดังกล่าวและการเปลี่ยนแปลงด้านความคิดต่างๆของมนุษย์มีขั้นเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นมนุษย์มีการค้นหา รูปแบบงานศิลปะใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นการศึกษารูปแบบที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนารูปแบบการถกเถียงกันจะทำให้เกิดรูปแบบของงานศิลปะใหม่ๆหรือเกิดข้อขัดแย้งซึ่งกันและกัน

สิ่งเหล่านี้เป็นอิทธิพลที่เกี่ยวกับงานศิลปะทั้งสิ้นเพราะรูปแบบหรืองานศิลปะจำเป็นต้องมีการพัฒนาตลอดเวลา ได้ในทุกภูมิภาคและทุกสถานที่การสร้างการเปลี่ยนแปลงและอิทธิพลทางศิลปะทุกรูปแบบโครงสร้างของศิลปะที่ครอบคลุมมันอีกครั้งศิลปะคือการปลดปล่อยอารมณ์ การแสดงความคิดเห็นหรือการแสดงออกทางอุดมการณ์ ศาสนาของศาสนาที่มีการพัฒนาตลอดเวลานั้นสมบูรณ์แบบมากจนศิลปะมีเป้าหมาย

เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคใหม่ที่เราสามารถค้นหาและพัฒนาได้ ศิลปินที่สร้างงานศิลปะโดยเฉพาะในปัจจุบัน  ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มมีการศึกษาเรื่องราวต่างๆที่เพิ่มขึ้นเทคโนโลยีต่างๆทำให้สามารถเข้าใกล้งานศิลปะต่างๆ แล้วรูปแบบแผนการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของตนเอง

นำมาซึ่งในยุคปัจจุบันที่รูปแบบในการพัฒนาของเสียเต่านี้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบในการพัฒนาโครงสร้างในการศึกษาหรือไม่ได้เป็นงานศิลปะที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การทำงานและการพัฒนาของโครงสร้างที่มีความมั่นคงอย่างมาก งานศิลปะจึงมีบทบาทที่สำคัญที่เข้าถึงมนุษย์ในยุคปัจจุบันอย่างมากหรือแม้แต่จะเป็นการถ่ายทอดในการถกเถียงกันรูปแบบทางการศึกษาต่างๆ

ทำให้มีการถ่ายทอดทักษะในการทำงาน แล้วรูปแบบนี้เองยังคงมีการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่สะท้อนให้เห็นในปัจจุบันคือผู้คนมีอิสระมากยิ่งขึ้นในการแสดงความคิดเห็นที่ธนาคารต่างๆหรือแม้แต่ในรูปแบบต่างความคิดต่างๆที่ถูกสะท้อนถึงโครงสร้างในการใช้ชีวิตอยู่ทางด้านต่างๆมากมายที่ซึ่งงานศิลปะเป็นสื่อกลางในการเข้าถึงพวกคนต่างๆเหล่านี้ในยุคปัจจุบัน 

 

 

สนับสนุนโดย  ทดลองเล่นบาคาร่า

ประวัติพระพุทธเจ้า สาเหุตที่ออกบวชเพราะอะไร

      อย่างที่เราเคยศึกษาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้าเอาไว้แล้ว ว่าพระองค์นั้นแต่เดิมก็เป็นเพียงแค่มนุษย์เหมือนกับคนอื่นทั่วทั่วไป แต่พระองค์ได้เกิดมาในวรรณะที่สูง เพราะได้เกิดมาเป็นเจ้าชาย และในอนาคตก็จะได้เป็นพระมหากษัติย์ที่มีอำนาจกว้างใหญ่ แผ่ไพศาล  แต่คุณรู้กันหรือไม่ว่าทำไม จากที่พระองค์ได้อยู่แต่ในที่ดีดี  กินดี อยู่ดี มีคนคอยรับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง และไม่เคยต้องหยิบจับอะไรเองเลย แม้แต่จะกินก็ยังมีสาวใช้นำอาหารมาป้อนให้ถึงปาก แต่กลับละทิ้งทุกสิ่งแล้วมาบวช จนบรรลุกลายเป็นพระพุทธเจ้า ที่คอยเผยแพร่พระพุทธศาสนาและคำสอนให้กับคนเราให้พ้นทุกข์และไม่ให้ทำกรรมชั่ว

         หากใครยังไม่รู้วันนี้จะมาบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ทำให้ในที่สุดแล้วพระพุทธเจ้าเองก็ได้ตัดสินใจที่จะเกี่ยวกับทางโลกมาสนใจเกี่ยวกับการทำเพื่อเป็นการปลดทุกข์ให้กับตนเอง

           แน่นอนว่าในสมัยที่พระพุทธเจ้านั้นยังทรงไม่ได้บวชเป็นพระพระองค์นั้นก็เป็นเจ้าชายองค์หนึ่งซึ่งแต่เดิมนั้นนามของพระองค์นั้นก็คือเจ้าชายสิทธัตถะและแน่นอนว่าถ้าหากเราศึกษาประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธจะรู้ว่าในสมัยที่พระองค์ยังคงเป็นเจ้าชายอยู่นั้นพระองค์อยู่ในแต่ปราสาทราชวังและบิดามารดาของพระองค์นั้นก็ให้พระองค์เห็นแต่สิ่งที่สวยงามไม่เคยให้พระองค์เห็นคนแก่

หรือว่าเด็กเลยพระองค์จะเห็นแต่สาวๆหนุ่มๆที่ร่างกายกำยำจนในที่สุดนั้นเมื่อพระองค์อายุ 29 ปีด้วยความที่ตลอดชีวิตของพระองค์นั้นอยู่แต่ในวังพระองค์จึงรู้สึกว่าพระองค์เบื่อหน่ายอยากจะลองดูโลกกว้างบ้างว่าด้านนอกนั้นเขามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรซึ่งเมื่อพระองค์ตัดสินใจได้

ดังนั้นจึงได้มีการออกจากปราสาท 3 ฤดูซึ่งพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองค์นั้นได้มีการสร้างเอาไว้ให้โดยในครั้งนั้นพระองค์แอบหนีออกจากปราสาทราชวังของพระองค์ด้วยการนั่งรถม้าพร้อมกับคนใช้ส่วนตัวให้ออกไปเห็นโลกภายนอกด้วยกันซึ่งหลังจากที่พระองค์ได้ออกมาเห็นว่าด้านนอกปราสาทราชวังของพระองค์นั้นมีความเป็นอยู่อย่างไรก็ทำให้พระองค์นั้นรู้สึกสลดใจเพราะพระองค์เห็นทั้งคนแก่  เห็นทั้งเด็กทารก และยังมองเห็นคนป่วยซึ่งนอนป่วยโดยที่ไม่มีหมอมารักษา  เห็นเหล่าขอทานทั้งหลาย

ซึ่งแน่นอนว่าในปราสาทราชวังของพระองค์นั้นสิ่งต่างๆเหล่านี้พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยทำให้พระองค์นั้นตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเป็นอย่างมากและเมื่อเห็นแล้วว่าจริงๆแล้วโลกที่พระองค์อยู่นั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดพระองค์ก็เลยมีความคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะหนีพ้นจากสิ่งที่พระองค์เห็นอยู่ในขณะนี้ซึ่งพระองค์มองว่าการที่มีโรคภัยไข้เจ็บอันที่มีคนตายนั่นคือเป็นสิ่งที่ทุกคนนั้นต้องเผชิญและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ดังนั้นพระองค์จึงต้องการที่จะพ้นทุกข์จากสิ่งต่างๆเหล่านี้เมื่อพระองค์คิดได้ดังนั้นในที่สุดพระองค์ก็ตัดสินใจที่จะออกบวช

         สำหรับสิ่งที่ทำให้พระองค์เห็นว่ามีทั้งเกิดแก่เจ็บตายไปในโลกของเรานั้นเป็นการที่ฑูตสวรรค์ได้มีการลงมาแสดงภาพให้กับเจ้าชายสิทธัตถะได้เห็น

           ซึ่งหลังจากที่พระองค์ตัดสินใจที่จะออกบวชก็ได้มีการเดินทางไปยังแม่น้ำอโนมานาทีหลังจากนั้นพระองค์ก็ใช้มีดที่พกมาผมตนเองแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าซึ่งเสื้อผ้าที่พระองค์เตรียมมาเปลี่ยนนั้นเป็นผ้าที่ย้อมมาจากสีของเปลือกไม้จึงทำให้เป็นสีฝาดส่วนเสื้อผ้าที่ใส่ออกมาจากพระราชวังนั้นพระองค์ก็ให้คนรับใช้ของพระองค์นำกลับไปเก็บไว้ที่พระราชวังเหมือนเดิมและพระองค์ก็เดินทางออกไปตามแคว้นต่างๆเพื่อเสาะหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์โดยที่พระองค์นั้นไปคนเดียวไม่ได้เอาคนรับใช้ไปด้วย

     และนี่เองคือที่มาว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้มีการออกบวชนั่นก็เพราะว่าพระองค์มองเห็นสัจธรรมของโลกว่าทุกคนนั้นไม่สามารถหลีกผลการเกิดแก่เจ็บตายได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ เครดิตฟรี

ประวัติของสะพานหันในสมัยรัชกาลที่2

ซึ่งเกาะพระนครหลังจากที่ได้มีการขุดคูเมืองขึ้นมาและได้ทำการสร้างสะพานขึ้นมาเพื่อที่จะให้คนภายในเมืองและนอกเมืองสามารถที่จะเดินทางเข้าออกได้และสะพานนั้นก็คือ สะพานหันนั่นเอง

โดยในสมัยแรกๆสะพานหันมีสภาพที่เป็นแค่เพียงไม้กระดานเท่านั้นเป็นแค่ไม้กระดานแผ่นเดียวที่พาดเอาไว้ถามว่าทำไมเพราะว่าในสมัยก่อนการรักษาความปลอดภัยมันยังต้องมีอยู่และเช่นเดียวกันที่สะพานพระนครได้มีสะพานก็คือสะพานหันในช่วงกลางวันก็จะเป็นแผ่นไม้พาดเอาไว้ให้คนสามารถเดินทางเข้าออกอะไรต่างๆได้แต่ในเวลากลางคือเขาจะมีการหันสะพานเก็บเข้าไปในพระนครก็คือหันเข้าไปในพระนครทำให้คนไม่สามารถเดินทางเข้าออกในเวลากลางคืนได้ส่วนในเวลาเช้าก็หันสะพานกลับมาใหม่คนก็สามารถที่จะเดินทางไปมาได้

เนื่องจากความปลอดภัยแล้วนั้นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประโยชน์ของการหันได้ของสะพานนั่นก็คือเรื่องการเดินทางทางน้ำนั่นเองแน่นอนแล้วว่าในสมัยก่อนคนไทยเราเดินทางกันทางน้ำรวมถึงพวกขบวนเสด็จต่างๆด้วยก็มีการเสด็จทางชลมารคเหมือนกัน

ดังนั้นการมีสะพานพาดอยู่บางทีมันไม่สะดวกการที่สะพานมันหันเข้าหันออกไปก็ทำให้การเดินทางทางน้ำสะดวกยิ่งขึ้นและนี่ก็คือที่มาของชื่อสะพานหันนั่นเองที่คนก็เลยเรียกสะพานนี้ว่าสะพานหันหมายถึงสะพานที่มันหันไปหันมาพับเข้าพับออกได้ตั้งแต่นั้นมา

เพราะฉะนั้นแล้วอย่างไรก็ตามประวัติที่น่าสนใจของสะพานหันยังไม่จบแค่นี้เพราะว่าในยุคสมัยต่อมาสะพานหันก็พังลงไปหลายรอบก็มีการซ่อมขึ้นมาใหม่อะไรต่างๆและแม้ว่าการซ่อมในยุคสมัยต่อมาในรัชกาลที่2ต่อมาสะพานมันจะหันไม่ได้แล้วกลายมาเป็นแผ่นไม้พาดมาอย่างถาวรแต่ก็ยังมีคนเรียกสะพานนี้ว่าเป็นสะพานหันกันต่อมา

ซึ่งสะพานหันที่ใช้ในรัชกาลที่2ก็ใช้กันต่อมาเรื่อยๆมีการปรับปรุงซ่อมแซมกันมาเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงรัชกาลที่4ปรากฏว่าสะพานก็พังลงไปแล้วทุกคนก็รู้สึกว่ามันไม่ได้แล้วสะพานหันเป็นเพียงแค่แผ่นไม้มันไม่สะพวดเลยประกอบในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีฝรั่งเข้ามาทำการค้าขายอะไรในกรุงเทพค่อนข้างมาก

โดยฝรั่งก็ได้นำเอาอะไรเข้ามาอีกหนึ่งอย่างและสิ่งที่ฝรั่งเอาเข้ามาก็คือรถม้าดังนั้นสะพานที่เป็นแค่แผ่นไม้ต่อให้เพิ่มต่อจากแผ่นเดียวเป็นสองแผ่นแล้วการเดินรถรถม้ามันก็ไม่สะดวกเลย

เมื่อในสมัยรัชกาลที่4ก็เลยมีการปรับปรุงซ่อมแซมให้สะพานหันกลายมาเป็นสะพานที่มีโครงเหล็กแล้วก็เป็นไม้ให้อยู่ด้านบนแทนก็ทำให้รถม้าวิ่งผ่านได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

การเมืองไทย การปฏิวัติสยาม2475

ซึ่งหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยามมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อวันที่10ธันวาคม 2475 เกมการเมืองและอำนาจก็เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่มีการคานอำนาจกันระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าได้แก่ สายนิยมเจ้า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และกลุ่มคณะราษฎรที่แบ่งเป็นสายทหารและพลเรือน

นอกจากนี่ยังได้มีการใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นรัฐสภาและได้ใช้วังปารุสก์เป็นทำเนียบรัฐบาลโดยคณะราษฎรหวังจะเปลี่ยนแปลงการเมืองและนำเอาประเทศเข้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย 

โดยจะใช้อำนาจผ่านผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญัติคณะราษฎรสามารถตกลงกับอำนาจเก่าและคงที่นั่ง สส. ไว้ในสมาชิกสภาชุดชั่วคราวได้เกิดครึ่งนิดหน่อยคือจากทั้งหมด70ที่ก็ได้ สส. ฝ่ายตนไว้40ที่และเพื่อเป็นการประนีประนอมและหาจุดร่วมในสังคมในด้านอำนาจบริหารคณะรัฐมนตรีทั้ง20คนฝ่ายคณะราษฎรยอมให้กลุ่มอำนาจเก่าเป็นแกนนำในคณะบริหาร

ซึ่งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คือ พระยามโนปกรณนิติธาดา และตำแหน่งรับมนตรีประจำกระทรวงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยกระทรวงกลาโหมกระทรวงการคลัง  พระยามโนปกรณนิติธาดา ก็ได้แต่งตั้งข้าราชการจากระบอบเก่าที่เคยมีตำแหน่งใหญ่ระดับเสนาบดีมาเข้าร่วมรัฐบาลทั้งหมด

ส่วนคณะราษฎรในคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีอยู่ครึ่งหนึ่งคือ10คนซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ประจำกระทรวงหรือเรียกอีกชื่อว่า “รัฐมนตรีลอย” เพื่อคานอำนาจในการบริหารคอยยกมือออกเสียงในในการประชุม ครม.เท่านั้นไม่มีรัฐมนตรีประจำกระทรวงไหนมีพื้นเพเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเลย

แต่สิ่งที่จุดระเบิดทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มคณะราษฎรกับกลุ่มอำนาจเก่าจนความขัดแย้งทวีความรุนแรงจนต้องรบกันเป็นเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า “ กบฏบวรเดช “ และคนที่สนใจประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยอยู่แล้วคงเคยได้ยินกันว่าชนวนการที่ฝ่ายคณะราษฎรดื้อดึงจะให้รัฐบาลประกาศใช้ “แผนเค้าโครงเศรษฐกิจ “ ของนายปรีดี พนมยงค์

ซึ่งว่ากันว่าหากได้ทำตามแผนนี้ประเทศสยามจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ข้อกล่าวหานี้เป็นจริงหรือไม่มันมีปัจจัยอื่นอีกไหม เรื่องราวสถานการณ์เมืองในช่วงนั้นหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในฉบับถาวารแล้วโร้ดแม็ปของการสร้างประชาธิปไตยก็คือการกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นมา

โดยมันควรจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ของปี2476และการเลือกตั้งของนี้มันก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ยังไม่ใช่การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเต็มใบคือจะแบ่ง สส. ออก เป็นสองประเภท ประเภทที่หนึ่งจะได้จากการ “เลือกตั้งทางอ้อม” คือเลือกตั้งจากส่วนท้องถิ่นก่อนโดยประชาชนเลือดผู้แทนตำบลแล้วผู้แทนตำบลก็จะเป็นผู้เลือกผู้แทนราษฎรอีกที

นอกจากนี้ สส. ประเภทที่สองคือผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งปัญหาก็คือใครจะมาแต่งตั้งคณะราษฎรจะตั้งทั้งหมดเลยและมีใครภามฝ่ายระบอบเก่าหรือยัง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ ถูกกฎหมาย

กฎหมายในรัชสมัยรัชกาลที่5

สำหรับกฎหมายที่ได้ใช้กันในสมัยก่อนในรัชกาลที่5ก็จะเป็นกฎหมายตรา3ดวงยังจำกันได้หรือไม่ในห้องเรียนคือกฎหมายเหล่านี้ได้บัญญัติขึ้นมาก็เพื่อให้โทษของกฎหมายนั้นได้มีความเด็ดขาดรุนแรงไม่ให้อ้ายหรือว่าอีหน้าไหนมาเรียนเอาไปเป็นแบบอย่างคิดที่จะทำร้ายผู้อื่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำร้ายแผ่นดินจนบางครั้งมันก็น่าแปลกใจว่าสังคมที่สงบสุขอย่างอยุธยามันจะต้องมีกฎหมายอะไรโหดๆแบบนี้ขึ้นมาหรือเพราะว่ามันมีกฎหมายโหดๆแบบนี้กฎหมายมันเลยสงบสุข

ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้วคนที่โดนบทลงโทษอย่างหนักก็มักจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับตัวพระมหากษัตริย์เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วมันจะมีเรื่องราวการชิงแผ่นดินอะไรขึ้นมาแน่นอนแล้วว่าพวกกฎหมายร้ายแรงกว่านี้มันก็จะต้องไปกระทบกับพวกขุนนาง

เนื่องจากนี้ในสมัยก่อนสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในการลงโทษก็จะขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์ก็อาจจะถือได้ว่ากฎหมายอาจจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือของกษัตริย์ที่จะใช้กำจัดขุนนางนอกแถว

ซึ่งในการประหารแบบไทยๆมันก็ไม่ใช่ฟันทีเดียวแล้วตายเลยอย่างฝรั่งเลยมันตายง่ายเกินไปมันจะต้องมีการทรมานก่อนเราจะพูดไปทีละขั้นๆถ้าได้อ่านเรื่องนี้จบแล้วเพื่อนอาจจะคิดว่าการประหารด้วยท่อนจันทร์หรือว่าการตัดหัวมันอาจจะเป็นการประหารที่แบบพระกรุณาอย่างยิ่งมากๆเลยก็ว่าได้

ดังนั้นโทษทัณฑ์สมัยก่อนมันก็จะมีตั้งแต่การภาคทัณฑ์ไปจนถึงประหารกันเลยทีนี่เรามาเริ่มกันเบาะๆกับโทษทัณฑ์แบบเบาๆกันก่อนดีกว่าการลงโทษแบบเบาะๆแบบกฎหมายไทยก็จะมีด้วยกัน11อย่าง

ซึ่งในการลงโทษเหล่านี้ส่วนใหญ่ผู้ที่โดนก็จะเป็นพวกชาวบ้านและเราจะมาเข้าสู่ช่วงเรื่องเล่าชาวบ้านถึงแม้ว่าพวกโทษต่างๆเหล่านี้มันเป็นของชาวบ้านเพราะว่ามันจะเป็นพวกประเภทเป็นโจนลักทรัพย์ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมันก็จะมีตั้งแต่การตีด้วยหวายการตัดนิ้วการตัดเทาทั้งสองการตักหูทั้งสองการตัดมือตัดจมูกแหวะปากจับเข้าคุกประหารหรือว่าจับเสียบทั้งเป็น

นอกจากนี้จากจดหมายของพวกฝรั่งที่เข้ามาเยือนในเมืองไทยเขาก็ยังบอกอีกว่ามันยังมีการลงโทษโดยให้เดินลุยน้ำลุยไฟอีกด้วยและในวิธีการนี้มันก็จะเป็นพิธีการจับพิรุธเสียมากกว่าคือให้ขุดรางแล้วให้ใส่ถ่านร้อนๆเข้าไปยาวๆเสร็จแล้วก็จะให้จำเลยเดินเข้าไปเยียบคือเท้าให้พองก่อนคนนั้นแพ้ความเรียกได้ว่ามันไม่ต่างอะไรกันเลยจากแม่มดที่ทำการสืบสวนของพวกฝรั่งกันเลยทีเดียว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

เรื่องราวที่สหรัฐทิ้งนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

ระเบิดที่ได้นำเอาไปทิ้งที่ฮิโรชิมากับนางาซากิมันมีอะไรที่มากกว่าที่เรารู้ๆกันสหรัฐได้ปกปิดอะไรพวกเราเอาไว้แล้วรู้หรือไม่ว่าโตเกียวก็เคยตกเป็นเป้าปรมาณูแต่มันได้ถูกยกเลิกไปด้วยเหตุผลโง่ๆถ้าหากว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังไม่เคยผ่านหูผ่าตาของเพื่อนๆบอกเลยว่ามันแน่ๆ 

ประเทศสหรัฐได้ให้ยาพิษแก้นักบินของตัวเองก่อนที่จะออกบินไปทิ้งระเบิดสหรัฐก็ได้ให้คำสั่งกับนักบินของตัวเองว่าพวกเขาจะต้องไปทำภารกิจอะไรสักอย่างหนึ่งแต่จะมีเพียงแค่สามนายเท่านั้นจาก12นายที่รู้ว่าแท้จริงแล้วภาระกิจของเขานั้นมันคืออะไรและที่ขนขึ้นมาบนเครื่องบินมันไม่ใช่แค่ระเบิดธรรมดา

นอกจากนั้นนักบินแล้วก็ลูกเรือก็ยังได้รับยาชนิดหนึ่งมันคือไซยาไนด์เป็นยาพิษที่ร้ายแรงโดยลูกเรือทุกคนได้รับคำสั่งว่าถ้าหากทำภารกิจผิดพลาดเครื่องบินถูกยิงตกเพราะว่าพวกเขาจะต้องตกลงตายเพราะว่าเครื่องบินแต่ถ้าหากว่าดวงแข็งรอดมาได้ก็อย่ากลับมาให้กินยาพิษนี้ซะเพราะว่าพวกนายทำภารกิจไม่สำเร็จ

ซึ่งสหรัฐจริงๆแล้วเขาก็ปิดบังอะไรเราไม่เยอะมากเลยและเรามาดูข้อต่อไปกันต่อเลยสหรัฐได้ปิดบังเรื่องอื่นอีกในตอนแรกสหรัฐอเมริกาได้ปฏิเสธในข้อเท็จจริงที่ว่าระเบิดนิวเคลียร์มันมีกัมมันตรังสีที่มันจะส่งผลกับมนุษย์ไปอีกยาวไกลเป็นอย่างมาก

ทั้งนั้นสหรัฐก็ยังบอกว่าการโจมตีโดยการทิ้งระเบิดนี้มันเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่ามันจะมียอดของผู้เสียชีวิตน้อยกว่าการบุกเข้าไปโจมตีด้วยกำลังพลแล้วมันก็จะทำให้ญี่ปุ่นยอมอย่างง่ายดายแต่สิ่งที่เรารู้ๆกันอยู่ว่ามันน้อยหรือไม่และยังเก็บเอากำลังพลไปด้วยไม่รู้กี่คน

นอกจากนี้ก่อนหน้าที่จะมาทิ้งนิวเคลียร์จริงๆสหรัฐก็ได้วางแผนทิ้งนิวเคลียร์ที่แผ่นดินญี่ปุ่นอยู่หลายรอบหลักฐานอีกอย่างหนึ่งว่าสหรัฐเขาก็ตั้งใจที่จะมาทำการทดลองนิวเคลียร์ก็คือมีการซ้อมแบบหลอกๆ

โดยการทิ้งระเบิดน้อยๆที่มีลักษณะเหมือนกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ทิ้งในฮิโรชิมาและที่นางาซากิแต่ว่าระเบิดพวกนี้มันจะไม่มีสารกัมมันตภาพรังสีอยู่

ซึ่งมันจะมีชื่อว่าระเบิดฝักทองชื่อเหมือนจะน่ารักแต่ความเสียหายไม่น่ารักเท่าไหร่ว่ากันว่าสหรัฐได้ทิ้งระเบิดพวกนี้ลงในแผ่นดินญี่ปุ่นราวๆประมาณ40กว่าลูกมันจะเป็นการทิ้งระเบิดเพื่อทำการทดสอบดูแรงของลมน้ำหนักหรือว่าอะไรทำนองนี้ก็ตามที่จะทำให้นิวเคลียร์ได้ลงมาและส่งผลได้อย่างแท้จริงเพื่อในการทำการทดลองแบบหลอกๆจากนั้นก็ได้ทิ้งระเบิดของจริงลงไป

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  betbb

ตำนานเผด็จนายปัก จุงฮี

สำหรับในช่วงยุคสาธารณรัฐที่สองก็เต็มไปด้วยเรื่องที่น่าผิดหวังหลายเรื่องรัฐบาลที่ได้ชนะการเลือกตั้งมีคะแนนเสียงปริ่มน้ำเกินมาแค่2-3ที่นั่งเท่านั้นเองส่วนฝ่ายค้านก็คือฝ่ายอำนาจเก่าการกวาดล้างเครือข่ายของ นาย รีซึง มันก็ล้มเหลวในสายตาประชาชนนักธุรกิจรายใหญ่และนายพลรวยๆยังลอยนวลแถมเศรษฐกิจก็แย่ลงเอามากๆค่าเงินวอนตกต่ำแค่ช่วงสั้นๆไม่ถึง1ปีข้าวสารแพงขึ้นถึง60%อัตราการว่างงานพุ่งสูงเกิน23%

ซึ่งคนในเกาหลีใต้มีเวลาให้พักหายใจจากทรราชคนก่อนอยู่เพียงแค่1ปีก็ต้องพบกับฝันร้ายครั้งใหม่เศรษฐกิจไม่ดีสงครามเย็นรอบโลกกำลังเข้มข้นเมื่อสบโอกาส นายพล ปัก จุงฮี ฉีกรัฐธรรมนูญ ทำรัฐประหารในวันที่16พฤษภาคม ค.ศ.1961  นายพล ปัก จุงฮี ได้ขอเวลา2ปีเพื่อจะแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นที่ทำให้ประเทศเศรษฐกิจไม่ดีและฟื้นฟูกองทัพเพราะการปราบคอมมิวนิสต์และการรวมประเทศเหนือใต้คือความจำเป็นอันดับหนึ่ง

ยุคสาธารณรัฐมราสาม  ค.ศ.1963 – 1972 คณะรัฐประหารยกเลิกสภาผู้แทนราษฎรเดิมทิ้งไปและก็ตั้งสภาใหม่ขึ้นมาเรียกว่าสภาสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูชาติ

โดยเป็นสภาที่มีอำนาจสูงสุดและ นายปัก จุงฮี ตั้งตัวเองเป็นประธานนอกจากนั้นก็ยังสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาอีกก็คือการเป็นทหารนักการเมือง

เริ่มโดยการก่อตั้งสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติขึ้นโดยมีCIAเป็นต้นแบบและเรียกว่าKCIAเพื่อความมั่นคงของชาติต่อสู้กับคอมมิวนิสต์แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแขนเป็นขาให้กับรัฐบาลทหารที่กำลังจะเล่นการเมืองต่อมาสภาของคณะรัฐประหารก็ยังออกกฎหมายชำระสะสางทางการเมืองเสร็จแล้วก็ทำประชามติ

ซึ่งได้ผ่านรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ให้กลับไปให้อำนาจให้กับประธานาธิบดีสูงสุดเหมือนเดิมส่วนทางด้านผู้อำนายการหน่วยKCIA คิม จองพิล ก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาชื่อพรรคDRP Democratic Republican Party 

โดยได้ใช้เครือข่ายของสำนักข่าวกรองที่ตั้งขึ้นมาและเงินทุนที่ได้จากนักธุรกิจหน้าเดิมๆที่ได้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ตั้งแต่ยุค นายรี ซึงมัน 

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว นายพล ปัก จุงฮี ก็เลยบอกว่าครบเวลาแล้วที่ขอไว้ไม่นานแล้วจากที่เคยบอกว่าตัวเขาและคณะรัฐประหารจะไม่เล่นการเมืองจะไม่สืบทอดอำนาจแต่พอถึงเวลาเลือกตั้งนายพล ปัก จุงฮี ก็ได้ลาออกจากกองทัพและบังเอิญ เหมาะเจาะมากๆ ที่ว่าเขาได้รับการเลือกเป็นแคนดิเดตประธานธิบดีของพรรคDRPหรือพรรคที่ได้ตั้งขึ้นมาใหม่แบบพอดิบพอดีเลยขอเวลาตั้งสองปีสุดท้ายก็ได้หน้าเดิมไม่เรียกว่าเส็งเคร็งก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆมา นายปักจุงฮี ก็ชนะเลือกตั้งแบบฉิวเฉียดทั้ง2สมัยในปี ค.ศ.1963-1967ทศวรรษที่1960เกาหลีใต้ภายใต้การปกครองของ ปัก จุงฮีเศรษฐกิจก็เริ่มขยายตัวพอดีเกาหลีเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมไปรวดเร็วมากจากการช่วยเหลือเศรษฐกิจของญี่ปุ่น