Category ประวัติศาสตร์

ประวัติของสะพานหันในสมัยรัชกาลที่2

ซึ่งเกาะพระนครหลังจากที่ได้มีการขุดคูเมืองขึ้นมาและได้ทำการสร้างสะพานขึ้นมาเพื่อที่จะให้คนภายในเมืองและนอกเมืองสามารถที่จะเดินทางเข้าออกได้และสะพานนั้นก็คือ สะพานหันนั่นเอง

โดยในสมัยแรกๆสะพานหันมีสภาพที่เป็นแค่เพียงไม้กระดานเท่านั้นเป็นแค่ไม้กระดานแผ่นเดียวที่พาดเอาไว้ถามว่าทำไมเพราะว่าในสมัยก่อนการรักษาความปลอดภัยมันยังต้องมีอยู่และเช่นเดียวกันที่สะพานพระนครได้มีสะพานก็คือสะพานหันในช่วงกลางวันก็จะเป็นแผ่นไม้พาดเอาไว้ให้คนสามารถเดินทางเข้าออกอะไรต่างๆได้แต่ในเวลากลางคือเขาจะมีการหันสะพานเก็บเข้าไปในพระนครก็คือหันเข้าไปในพระนครทำให้คนไม่สามารถเดินทางเข้าออกในเวลากลางคืนได้ส่วนในเวลาเช้าก็หันสะพานกลับมาใหม่คนก็สามารถที่จะเดินทางไปมาได้

เนื่องจากความปลอดภัยแล้วนั้นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประโยชน์ของการหันได้ของสะพานนั่นก็คือเรื่องการเดินทางทางน้ำนั่นเองแน่นอนแล้วว่าในสมัยก่อนคนไทยเราเดินทางกันทางน้ำรวมถึงพวกขบวนเสด็จต่างๆด้วยก็มีการเสด็จทางชลมารคเหมือนกัน

ดังนั้นการมีสะพานพาดอยู่บางทีมันไม่สะดวกการที่สะพานมันหันเข้าหันออกไปก็ทำให้การเดินทางทางน้ำสะดวกยิ่งขึ้นและนี่ก็คือที่มาของชื่อสะพานหันนั่นเองที่คนก็เลยเรียกสะพานนี้ว่าสะพานหันหมายถึงสะพานที่มันหันไปหันมาพับเข้าพับออกได้ตั้งแต่นั้นมา

เพราะฉะนั้นแล้วอย่างไรก็ตามประวัติที่น่าสนใจของสะพานหันยังไม่จบแค่นี้เพราะว่าในยุคสมัยต่อมาสะพานหันก็พังลงไปหลายรอบก็มีการซ่อมขึ้นมาใหม่อะไรต่างๆและแม้ว่าการซ่อมในยุคสมัยต่อมาในรัชกาลที่2ต่อมาสะพานมันจะหันไม่ได้แล้วกลายมาเป็นแผ่นไม้พาดมาอย่างถาวรแต่ก็ยังมีคนเรียกสะพานนี้ว่าเป็นสะพานหันกันต่อมา

ซึ่งสะพานหันที่ใช้ในรัชกาลที่2ก็ใช้กันต่อมาเรื่อยๆมีการปรับปรุงซ่อมแซมกันมาเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงรัชกาลที่4ปรากฏว่าสะพานก็พังลงไปแล้วทุกคนก็รู้สึกว่ามันไม่ได้แล้วสะพานหันเป็นเพียงแค่แผ่นไม้มันไม่สะพวดเลยประกอบในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีฝรั่งเข้ามาทำการค้าขายอะไรในกรุงเทพค่อนข้างมาก

โดยฝรั่งก็ได้นำเอาอะไรเข้ามาอีกหนึ่งอย่างและสิ่งที่ฝรั่งเอาเข้ามาก็คือรถม้าดังนั้นสะพานที่เป็นแค่แผ่นไม้ต่อให้เพิ่มต่อจากแผ่นเดียวเป็นสองแผ่นแล้วการเดินรถรถม้ามันก็ไม่สะดวกเลย

เมื่อในสมัยรัชกาลที่4ก็เลยมีการปรับปรุงซ่อมแซมให้สะพานหันกลายมาเป็นสะพานที่มีโครงเหล็กแล้วก็เป็นไม้ให้อยู่ด้านบนแทนก็ทำให้รถม้าวิ่งผ่านได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

การเมืองไทย การปฏิวัติสยาม2475

ซึ่งหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยามมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อวันที่10ธันวาคม 2475 เกมการเมืองและอำนาจก็เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่มีการคานอำนาจกันระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าได้แก่ สายนิยมเจ้า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และกลุ่มคณะราษฎรที่แบ่งเป็นสายทหารและพลเรือน

นอกจากนี่ยังได้มีการใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นรัฐสภาและได้ใช้วังปารุสก์เป็นทำเนียบรัฐบาลโดยคณะราษฎรหวังจะเปลี่ยนแปลงการเมืองและนำเอาประเทศเข้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย 

โดยจะใช้อำนาจผ่านผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญัติคณะราษฎรสามารถตกลงกับอำนาจเก่าและคงที่นั่ง สส. ไว้ในสมาชิกสภาชุดชั่วคราวได้เกิดครึ่งนิดหน่อยคือจากทั้งหมด70ที่ก็ได้ สส. ฝ่ายตนไว้40ที่และเพื่อเป็นการประนีประนอมและหาจุดร่วมในสังคมในด้านอำนาจบริหารคณะรัฐมนตรีทั้ง20คนฝ่ายคณะราษฎรยอมให้กลุ่มอำนาจเก่าเป็นแกนนำในคณะบริหาร

ซึ่งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คือ พระยามโนปกรณนิติธาดา และตำแหน่งรับมนตรีประจำกระทรวงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยกระทรวงกลาโหมกระทรวงการคลัง  พระยามโนปกรณนิติธาดา ก็ได้แต่งตั้งข้าราชการจากระบอบเก่าที่เคยมีตำแหน่งใหญ่ระดับเสนาบดีมาเข้าร่วมรัฐบาลทั้งหมด

ส่วนคณะราษฎรในคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีอยู่ครึ่งหนึ่งคือ10คนซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ประจำกระทรวงหรือเรียกอีกชื่อว่า “รัฐมนตรีลอย” เพื่อคานอำนาจในการบริหารคอยยกมือออกเสียงในในการประชุม ครม.เท่านั้นไม่มีรัฐมนตรีประจำกระทรวงไหนมีพื้นเพเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเลย

แต่สิ่งที่จุดระเบิดทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มคณะราษฎรกับกลุ่มอำนาจเก่าจนความขัดแย้งทวีความรุนแรงจนต้องรบกันเป็นเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า “ กบฏบวรเดช “ และคนที่สนใจประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยอยู่แล้วคงเคยได้ยินกันว่าชนวนการที่ฝ่ายคณะราษฎรดื้อดึงจะให้รัฐบาลประกาศใช้ “แผนเค้าโครงเศรษฐกิจ “ ของนายปรีดี พนมยงค์

ซึ่งว่ากันว่าหากได้ทำตามแผนนี้ประเทศสยามจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ข้อกล่าวหานี้เป็นจริงหรือไม่มันมีปัจจัยอื่นอีกไหม เรื่องราวสถานการณ์เมืองในช่วงนั้นหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในฉบับถาวารแล้วโร้ดแม็ปของการสร้างประชาธิปไตยก็คือการกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นมา

โดยมันควรจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ของปี2476และการเลือกตั้งของนี้มันก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ยังไม่ใช่การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเต็มใบคือจะแบ่ง สส. ออก เป็นสองประเภท ประเภทที่หนึ่งจะได้จากการ “เลือกตั้งทางอ้อม” คือเลือกตั้งจากส่วนท้องถิ่นก่อนโดยประชาชนเลือดผู้แทนตำบลแล้วผู้แทนตำบลก็จะเป็นผู้เลือกผู้แทนราษฎรอีกที

นอกจากนี้ สส. ประเภทที่สองคือผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งปัญหาก็คือใครจะมาแต่งตั้งคณะราษฎรจะตั้งทั้งหมดเลยและมีใครภามฝ่ายระบอบเก่าหรือยัง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ ถูกกฎหมาย

กฎหมายในรัชสมัยรัชกาลที่5

สำหรับกฎหมายที่ได้ใช้กันในสมัยก่อนในรัชกาลที่5ก็จะเป็นกฎหมายตรา3ดวงยังจำกันได้หรือไม่ในห้องเรียนคือกฎหมายเหล่านี้ได้บัญญัติขึ้นมาก็เพื่อให้โทษของกฎหมายนั้นได้มีความเด็ดขาดรุนแรงไม่ให้อ้ายหรือว่าอีหน้าไหนมาเรียนเอาไปเป็นแบบอย่างคิดที่จะทำร้ายผู้อื่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำร้ายแผ่นดินจนบางครั้งมันก็น่าแปลกใจว่าสังคมที่สงบสุขอย่างอยุธยามันจะต้องมีกฎหมายอะไรโหดๆแบบนี้ขึ้นมาหรือเพราะว่ามันมีกฎหมายโหดๆแบบนี้กฎหมายมันเลยสงบสุข

ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้วคนที่โดนบทลงโทษอย่างหนักก็มักจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับตัวพระมหากษัตริย์เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วมันจะมีเรื่องราวการชิงแผ่นดินอะไรขึ้นมาแน่นอนแล้วว่าพวกกฎหมายร้ายแรงกว่านี้มันก็จะต้องไปกระทบกับพวกขุนนาง

เนื่องจากนี้ในสมัยก่อนสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในการลงโทษก็จะขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์ก็อาจจะถือได้ว่ากฎหมายอาจจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือของกษัตริย์ที่จะใช้กำจัดขุนนางนอกแถว

ซึ่งในการประหารแบบไทยๆมันก็ไม่ใช่ฟันทีเดียวแล้วตายเลยอย่างฝรั่งเลยมันตายง่ายเกินไปมันจะต้องมีการทรมานก่อนเราจะพูดไปทีละขั้นๆถ้าได้อ่านเรื่องนี้จบแล้วเพื่อนอาจจะคิดว่าการประหารด้วยท่อนจันทร์หรือว่าการตัดหัวมันอาจจะเป็นการประหารที่แบบพระกรุณาอย่างยิ่งมากๆเลยก็ว่าได้

ดังนั้นโทษทัณฑ์สมัยก่อนมันก็จะมีตั้งแต่การภาคทัณฑ์ไปจนถึงประหารกันเลยทีนี่เรามาเริ่มกันเบาะๆกับโทษทัณฑ์แบบเบาๆกันก่อนดีกว่าการลงโทษแบบเบาะๆแบบกฎหมายไทยก็จะมีด้วยกัน11อย่าง

ซึ่งในการลงโทษเหล่านี้ส่วนใหญ่ผู้ที่โดนก็จะเป็นพวกชาวบ้านและเราจะมาเข้าสู่ช่วงเรื่องเล่าชาวบ้านถึงแม้ว่าพวกโทษต่างๆเหล่านี้มันเป็นของชาวบ้านเพราะว่ามันจะเป็นพวกประเภทเป็นโจนลักทรัพย์ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมันก็จะมีตั้งแต่การตีด้วยหวายการตัดนิ้วการตัดเทาทั้งสองการตักหูทั้งสองการตัดมือตัดจมูกแหวะปากจับเข้าคุกประหารหรือว่าจับเสียบทั้งเป็น

นอกจากนี้จากจดหมายของพวกฝรั่งที่เข้ามาเยือนในเมืองไทยเขาก็ยังบอกอีกว่ามันยังมีการลงโทษโดยให้เดินลุยน้ำลุยไฟอีกด้วยและในวิธีการนี้มันก็จะเป็นพิธีการจับพิรุธเสียมากกว่าคือให้ขุดรางแล้วให้ใส่ถ่านร้อนๆเข้าไปยาวๆเสร็จแล้วก็จะให้จำเลยเดินเข้าไปเยียบคือเท้าให้พองก่อนคนนั้นแพ้ความเรียกได้ว่ามันไม่ต่างอะไรกันเลยจากแม่มดที่ทำการสืบสวนของพวกฝรั่งกันเลยทีเดียว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

เรื่องราวที่สหรัฐทิ้งนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

ระเบิดที่ได้นำเอาไปทิ้งที่ฮิโรชิมากับนางาซากิมันมีอะไรที่มากกว่าที่เรารู้ๆกันสหรัฐได้ปกปิดอะไรพวกเราเอาไว้แล้วรู้หรือไม่ว่าโตเกียวก็เคยตกเป็นเป้าปรมาณูแต่มันได้ถูกยกเลิกไปด้วยเหตุผลโง่ๆถ้าหากว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังไม่เคยผ่านหูผ่าตาของเพื่อนๆบอกเลยว่ามันแน่ๆ 

ประเทศสหรัฐได้ให้ยาพิษแก้นักบินของตัวเองก่อนที่จะออกบินไปทิ้งระเบิดสหรัฐก็ได้ให้คำสั่งกับนักบินของตัวเองว่าพวกเขาจะต้องไปทำภารกิจอะไรสักอย่างหนึ่งแต่จะมีเพียงแค่สามนายเท่านั้นจาก12นายที่รู้ว่าแท้จริงแล้วภาระกิจของเขานั้นมันคืออะไรและที่ขนขึ้นมาบนเครื่องบินมันไม่ใช่แค่ระเบิดธรรมดา

นอกจากนั้นนักบินแล้วก็ลูกเรือก็ยังได้รับยาชนิดหนึ่งมันคือไซยาไนด์เป็นยาพิษที่ร้ายแรงโดยลูกเรือทุกคนได้รับคำสั่งว่าถ้าหากทำภารกิจผิดพลาดเครื่องบินถูกยิงตกเพราะว่าพวกเขาจะต้องตกลงตายเพราะว่าเครื่องบินแต่ถ้าหากว่าดวงแข็งรอดมาได้ก็อย่ากลับมาให้กินยาพิษนี้ซะเพราะว่าพวกนายทำภารกิจไม่สำเร็จ

ซึ่งสหรัฐจริงๆแล้วเขาก็ปิดบังอะไรเราไม่เยอะมากเลยและเรามาดูข้อต่อไปกันต่อเลยสหรัฐได้ปิดบังเรื่องอื่นอีกในตอนแรกสหรัฐอเมริกาได้ปฏิเสธในข้อเท็จจริงที่ว่าระเบิดนิวเคลียร์มันมีกัมมันตรังสีที่มันจะส่งผลกับมนุษย์ไปอีกยาวไกลเป็นอย่างมาก

ทั้งนั้นสหรัฐก็ยังบอกว่าการโจมตีโดยการทิ้งระเบิดนี้มันเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่ามันจะมียอดของผู้เสียชีวิตน้อยกว่าการบุกเข้าไปโจมตีด้วยกำลังพลแล้วมันก็จะทำให้ญี่ปุ่นยอมอย่างง่ายดายแต่สิ่งที่เรารู้ๆกันอยู่ว่ามันน้อยหรือไม่และยังเก็บเอากำลังพลไปด้วยไม่รู้กี่คน

นอกจากนี้ก่อนหน้าที่จะมาทิ้งนิวเคลียร์จริงๆสหรัฐก็ได้วางแผนทิ้งนิวเคลียร์ที่แผ่นดินญี่ปุ่นอยู่หลายรอบหลักฐานอีกอย่างหนึ่งว่าสหรัฐเขาก็ตั้งใจที่จะมาทำการทดลองนิวเคลียร์ก็คือมีการซ้อมแบบหลอกๆ

โดยการทิ้งระเบิดน้อยๆที่มีลักษณะเหมือนกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ทิ้งในฮิโรชิมาและที่นางาซากิแต่ว่าระเบิดพวกนี้มันจะไม่มีสารกัมมันตภาพรังสีอยู่

ซึ่งมันจะมีชื่อว่าระเบิดฝักทองชื่อเหมือนจะน่ารักแต่ความเสียหายไม่น่ารักเท่าไหร่ว่ากันว่าสหรัฐได้ทิ้งระเบิดพวกนี้ลงในแผ่นดินญี่ปุ่นราวๆประมาณ40กว่าลูกมันจะเป็นการทิ้งระเบิดเพื่อทำการทดสอบดูแรงของลมน้ำหนักหรือว่าอะไรทำนองนี้ก็ตามที่จะทำให้นิวเคลียร์ได้ลงมาและส่งผลได้อย่างแท้จริงเพื่อในการทำการทดลองแบบหลอกๆจากนั้นก็ได้ทิ้งระเบิดของจริงลงไป

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  betbb

ตำนานเผด็จนายปัก จุงฮี

สำหรับในช่วงยุคสาธารณรัฐที่สองก็เต็มไปด้วยเรื่องที่น่าผิดหวังหลายเรื่องรัฐบาลที่ได้ชนะการเลือกตั้งมีคะแนนเสียงปริ่มน้ำเกินมาแค่2-3ที่นั่งเท่านั้นเองส่วนฝ่ายค้านก็คือฝ่ายอำนาจเก่าการกวาดล้างเครือข่ายของ นาย รีซึง มันก็ล้มเหลวในสายตาประชาชนนักธุรกิจรายใหญ่และนายพลรวยๆยังลอยนวลแถมเศรษฐกิจก็แย่ลงเอามากๆค่าเงินวอนตกต่ำแค่ช่วงสั้นๆไม่ถึง1ปีข้าวสารแพงขึ้นถึง60%อัตราการว่างงานพุ่งสูงเกิน23%

ซึ่งคนในเกาหลีใต้มีเวลาให้พักหายใจจากทรราชคนก่อนอยู่เพียงแค่1ปีก็ต้องพบกับฝันร้ายครั้งใหม่เศรษฐกิจไม่ดีสงครามเย็นรอบโลกกำลังเข้มข้นเมื่อสบโอกาส นายพล ปัก จุงฮี ฉีกรัฐธรรมนูญ ทำรัฐประหารในวันที่16พฤษภาคม ค.ศ.1961  นายพล ปัก จุงฮี ได้ขอเวลา2ปีเพื่อจะแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นที่ทำให้ประเทศเศรษฐกิจไม่ดีและฟื้นฟูกองทัพเพราะการปราบคอมมิวนิสต์และการรวมประเทศเหนือใต้คือความจำเป็นอันดับหนึ่ง

ยุคสาธารณรัฐมราสาม  ค.ศ.1963 – 1972 คณะรัฐประหารยกเลิกสภาผู้แทนราษฎรเดิมทิ้งไปและก็ตั้งสภาใหม่ขึ้นมาเรียกว่าสภาสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูชาติ

โดยเป็นสภาที่มีอำนาจสูงสุดและ นายปัก จุงฮี ตั้งตัวเองเป็นประธานนอกจากนั้นก็ยังสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาอีกก็คือการเป็นทหารนักการเมือง

เริ่มโดยการก่อตั้งสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติขึ้นโดยมีCIAเป็นต้นแบบและเรียกว่าKCIAเพื่อความมั่นคงของชาติต่อสู้กับคอมมิวนิสต์แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแขนเป็นขาให้กับรัฐบาลทหารที่กำลังจะเล่นการเมืองต่อมาสภาของคณะรัฐประหารก็ยังออกกฎหมายชำระสะสางทางการเมืองเสร็จแล้วก็ทำประชามติ

ซึ่งได้ผ่านรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ให้กลับไปให้อำนาจให้กับประธานาธิบดีสูงสุดเหมือนเดิมส่วนทางด้านผู้อำนายการหน่วยKCIA คิม จองพิล ก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาชื่อพรรคDRP Democratic Republican Party 

โดยได้ใช้เครือข่ายของสำนักข่าวกรองที่ตั้งขึ้นมาและเงินทุนที่ได้จากนักธุรกิจหน้าเดิมๆที่ได้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ตั้งแต่ยุค นายรี ซึงมัน 

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว นายพล ปัก จุงฮี ก็เลยบอกว่าครบเวลาแล้วที่ขอไว้ไม่นานแล้วจากที่เคยบอกว่าตัวเขาและคณะรัฐประหารจะไม่เล่นการเมืองจะไม่สืบทอดอำนาจแต่พอถึงเวลาเลือกตั้งนายพล ปัก จุงฮี ก็ได้ลาออกจากกองทัพและบังเอิญ เหมาะเจาะมากๆ ที่ว่าเขาได้รับการเลือกเป็นแคนดิเดตประธานธิบดีของพรรคDRPหรือพรรคที่ได้ตั้งขึ้นมาใหม่แบบพอดิบพอดีเลยขอเวลาตั้งสองปีสุดท้ายก็ได้หน้าเดิมไม่เรียกว่าเส็งเคร็งก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆมา นายปักจุงฮี ก็ชนะเลือกตั้งแบบฉิวเฉียดทั้ง2สมัยในปี ค.ศ.1963-1967ทศวรรษที่1960เกาหลีใต้ภายใต้การปกครองของ ปัก จุงฮีเศรษฐกิจก็เริ่มขยายตัวพอดีเกาหลีเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมไปรวดเร็วมากจากการช่วยเหลือเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

คนไทยมีถิ่นกำเนิดมาจากไหนกัน?

สำหรับทฤษฎีในส่วน กลุ่มที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่ในบริเวณมณฑลเสฉวนของประเทศจีนและเจ้าของแนวต้นตำราของความคิดนี้ก็คือ นายเตเรียน เดอ ลาคูเปอรี ที่เป็นผู้เชียวชาญทางนิรุกติศาสตร์ของอินโดจีนจากผลงานของเขา The Cradle of the Shan Race  

ซึ่งเขาได้อาศัยหลักฐานจีนโดยได้พิจารณาในความคล้ายคลึงกันทางภาษาของผู้คนในจีนและเอเชียทาตะวันออกเฉียงใต้และได้สรุปว่าคนเชื้อชาติไทยได้ตั้งถิ่นฐานในดินแดนจีนมาก่อนจีนคือเมื่อราวๆ2,200ปีก่อนคริสตศักราชเรื่องของชนชาติไทยได้รับการกล่าวถึงในรายงานสำรวจผู้ภูมิประเทศจีนในสมัยพระเจ้ายู

ซึ่งประเทศจีนนั้นเขาได้เรียกไทยกันว่าโมงหรือต้าโมงถิ่นที่อยู่ของไทยที่ได้ปรากฏในจดหมายจีนนี้มันได้อยู่ในเขตของมณฑลเสฉวนในปัจจุบันงานของ นายเตเรียน เดอ ลาคูเปอรี ได้เปนที่สนใจของนักวิชาการไทยในสมัยนั้นเป็นอย่างมากจนได้รับการสืบทอดต่อกันมาในผลงานเขียนของนักประวัติศาสตร์คนไทยเช่นสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพประภาศิริ พระยาอนุมานราชธน หลวงวิจิตรวาทการ ศาสตราจารย์รองศยามานนท์ 

สำหรับทฤษฎีที่สาม กลุ่มที่ได้มีความเชื่อกันว่าไทยได้มีถิ่นกำเนิดกระจัดกระจายทั่วไปในบริเวณตอนใต้ของประเทศจีนและทางเหนือของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียบใต้ตลอดจนแคว้นอัสสัมของอินเดียและต้นตำรับแห่งทฤษฎีนี้ได้มาจากนักสำรวจชาวอังกฤษที่มีชื่อว่า นายเออาร์ โคลฮอน เขาได้เดินทางสำรวจดินแดนตั้งแต่ทางภาคใต้ของประเทศจีนจากกวางตุ้งตลอดถึงมัณฑเลย์ในพม่าและผลจากการสำรวจก็ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อAcross Chryae

ซึ่งได้มีการเขียนเล่าเรื่องในการเดินทางในการสำรวจดินแดนดังกล่าวแลเขียนรายละเอียดในรายงานเอาไว้ว่า”ได้มีการค้นพบคนไทยชาติไทยในแถบนี้โดยตลอด”งานเขียนนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในอังกฤษเมื่อในปีพ.ศ.2428ผู้เขียนนั้นได้รับรางวัลเหรียญทองจากสมาคมภูมิศาสตร์ของประเทศอังกฤษกันเลยทีเดียว

นอกจากนั้นในช่วงเวลาต่อมาหนังสือเล่มนี้ก็ได้ถูกนำเอาไปแปลให้เป็นภาษาของฝรั่งเศสและเยอรมันมันจึงทำให้แนวคิดนี้ได้แพร่หลายกันออกไป

เนื่องจากนี้แล้วก็ยังได้มีงานค้นคว้างประเภทการอาศัยการตีความหลักฐานจากประเทศจีนอีกเช่นงานของ E.H.Psrkerปาร์คเกอร์ผู้ที่ได้เคยเป็นกงสุลของประเทศอังกฤษประจำเกาะไหหลำได้เขียนบทความเรื่องน่านเจ้าได้พิมพ์เผยแพร่ เมื่อปี พ.ศ.2437 ดดยได้อาศัยตำนานของประเทศจีนบนความนี้ได้พูดถึงอาณาจักรน่านเจ้า 

ซึ่งได้เป็นอาณาจักรของคนไทยโดยเฉพาะราชวงศ์สีนุโลถือเป็นราชวงศ์ไทยแท้และคนไทยเหล่านี้ได้ถูกคนจีนกดดันจึงได้หนีอพยพลงมาทางใต้

พระยาทรงสุรเดชผู้มีประสบการณ์เป็นคนวางแผนการที่จะยึดอำนาจปฎิวัติใน พ.ศ.2475

 

ชาวคณะราษฎรก็เริ่มเดินทางกลับมาประเทศสยามตามความจำเป็นของชีวิตและเปลี่ยนไปติดต่อกันแบบลับๆแทน เริ่มจาก ปรีดี กลับสยามไปเป็นราชการใช้ทุนอยู่ในกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2470 บางคนยังได้อยู่ในยุโรปต่ออีกสองสามปีและได้มีการหาสมาชิกเพิ่มผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวจนเจอคนที่มีความคิดคล้ายๆกันเอาไว้เพิ่มอีก

เมื่อเวลาได้ผ่านไปกลุ่มคณะก็มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เช่น ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน นายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ ดร.ประจวบ บุนนาค ม.ล.อุดม สนิทวงศ์  นายบรรจง ศรีจรูญ และพระยาทรงสรุเดช กับ พระยาพหลพลพยุหเสนา นายทหารปืนใหญ่

ซึ่งได้ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่มคณะราษฎรและให้พระยาทรงสุรเดชผู้มีประสบการณ์เป็นคนวางแผนการที่จะยึดอำนาจการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบเก่าไปเป็นระบอบใหม่ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใช้กำลังแล้วคนที่มีกำลังอยู่แแล้วก็คือทหารแต่สำหรับคณะราษฎรนี้เรียกได้ว่าแทบจะมือเปล่าเลยก็ว่าได้

ทหารชั้นผู้ใหญ่โดยเฉพาะทหารบกที่มีอยู่เพียง4คนด้วยกัน ก็คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา  พระยาทรงสรุเดช  พระยาฤทธิอัคเนย์  และ พระประศาสน์พิทยายุทธ

โดยจำนวนของสมาชิกคณะราษฎรในช่วงก่อนการปฏิวัตินับตามความเป็นไปได้ทุกสายสมาชิกทั้งสายพลเรือนข้าราชการพ่อค้าปัญญาชนและทหารเรือทหารบกมีทั้งสิ้น115คนมากกว่าครึ่งหนึ่งอายุน้อยกว่า30ปีผู้ก่อการระดับแกนนำมี61คนด้วยกันเป็นทหารบก23นาย ทหารเรือ14นาย และพลเรือน24คนเท่านั้น 

ก่อนวันที่24มิถุนายนเพียงไม่กี่เดือนได้มีกาประชุมลับๆที่บ้านของพระยาสุรเดช กับบ้านของ ร.ท.ประยูร ภมมนตรี เฉพาะสมาชิกระดับนำประมาณ10คนประชุมกันเพียง7ครั้งซึ่งบันทึกหลายชิ้นก็ชี้ว่าช่วงนั้นข่าวกรองของทางการเริ่มไหวตัวว่ามีขบวนการที่จะก่อกบฎแต่ด้้วยความที่ผู้ต้องสงสัยไม่มีใครที่มีกำลังมากพอทั้งในเรื่องของเงินทองหรือแม้แต่ทหารก็ไม่มีใครอยู่ในระดับสูงมากไม่มีใครมีบารมีมากพอให้กังวลแผนก่อการที่พระยาทรงสุรเดชตัดสินใจใช้ก็คือ

ในระหว่างที่ในหลวงรัชกาลที่7เสด็จไปพักผ่อนอยู่ที่วังไกลกังวลหัวหินจะ้วิธีลวงให้ทหารออกมาเข้าร่วมกับฝ่ายตนหรือพูดง่ายๆเลยก็คือจิ๊กทหารออกมาร่วมปฏิวัติ

โดยเฉพาะรถถังรถหุ้มเกราะที่ต่อมาที่กลายเป็นธรรมเนียมในการยึดอำนาจว่าจะต้องเอาออกมาขับบนถนนในกรุงเทพซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในกรมทหารม้าที่1รักษาพระองค์สี่แยกเกียกกายเป็นจุดหลักสำหรับการปฎิบัติการถ้าเอาออกมาไม่ได้ก็คงจะถือว่าล้มเหลวในการประชุมครั้งสุดท้ายมีการเล่าว่าฝ่ายพลเรือนในคณะราษฎรหลายคนพยายามที่จะคาดคั้นพระนาทรงสุรเดชว่าตกลงแล้วจะมีกำลังพลออกมากี่คนกันแน่

พระยาทรงสุรเดชก็ตอบไม่ได้และเก็บลายละเอียดการลงมือเอาไว้เป็นความลับจนนาทีสุดท้ายเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  dewabet

สิ้นเสียงปืนระหว่างพรรคคอมมิวนิตส์กับอังกฤษ

จีนเป็งได้เขียนถือวิธีการที่ได้มีการเอารัดเอาเปรียบในหนังสือของเขาเรื่องMy Side of History หรือประวัติศาสตร์จากมุมของข้าพระเจ้าว่า ส่วนใหญ่ของพลเมืองอังกฤษในอาณานิคม ซึ่งผู้กลับมาหลังที่ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้ไม่ได้เป็นเพียงนักฉวยโอกาสและคดในข้องอในกระดูกเท่านั้น

นอกจากนี้พวกเขาก็ยังได้มีการแสดงท่าที่ในการหยามเหยียดในที่สุดต่อประชาชนที่พวกเขาได้กำลังขุดรีดอีกด้วยนั่นก็คือถ้อยคำของจีนเป็งนั่นเอง

ซึ่งนอกจากในการกดขี่แล้วอังกฤษก็พยายามที่จะจัดเก็บภาษีจากอุตสาหกรรมยางพาราและตะกั่วจากดินแดนอาณานิคมแห่งนี้เพื่อที่จะนำเอาไปฟื้นฟูในประเทศของตนที่ได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สองเช่นเดียวกัน

เนื่องจากนี้มันก็ยังเป็นความไม่พอใจต่อประเทศอังกฤษก็ได้มีการเริ่มแสดงท่าทีอาการความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากจุดเล็กของการประท้วงจากการหยุดงานของการหยุดงานทั่วประเทศความไม่พอใจเป็นอันเนื่องมาจากการกดขี่ของเจ้าอาณานิคมของอังกฤษกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับพรรคคอมมิวนิตส์มาลายันในการที่บุกระดมประชาชนให้ได้เข้าทำการต่อต้านอังกฤษและหันมาสนับสนุนฝ่ายตน

ซึ่งในที่สุดแล้วเหตุการณ์ดังกล่าวมันก็ได้ขยายตัวใหญ่ขึ้นจนได้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ โดยได้แบ่งสภาพกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติมาลายันเป็นกลุ่มคอมมิวนิตส์มาลายาของพรรคคอมมิวนิตส์มาลายันโดยได้อาศัยอาวุธที่ได้เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง

นอกจากนี้ในความตึงเครียดก็ได้เดินทางมาถึงยังจุดแตกหักในวันที่16มิถุนายน พุทธศักราช2491 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันสิ้นเสียปืนแตกระหว่างฝ่ายคอมมิวนิตส์มาลายาและฝ่ายอังกฤษ เมื่อพวกคอมมิวนิตส์ได้เข้ามุ่งสังหารชาวอังกฤษสามคน ซึ่งผู้ได้เป็นเจ้าของสวนยางในรัฐเปรัค 

ซึ่งพร้อมกันนั้นนายจีนเป็งและพลพรรคอมมิวนิตส์มาลายาของเขา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเป็นชนเชื้อสายจีนก็ได้เปิดฉากการบุกตามยุธวิธีที่ได้ลอกเรียนแบบมาจากสหภาพโซเวียตและจีนคอมมิวนิตส์เพื่อต้องการนำความขัดแย้งในครั้งนี้ไปสู็การจับนำเอาอาวุธลุกขึ้นมาสู้ของประชาชนเพื่อทำการปฏิวัติทางชนชั้นตามทฤษฎีของคอมมิวนิตส์

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและได้ก้าวเข้าสู้สภาวของสงครามกลางเมืองพวกคอมมิวนิตส์สามารถยึดหมู่บ้านและเมืองต่างๆในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลไปได้อย่างรวดเร็วจากนั้นอังกฤษก็ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปทั่วดินแดนของมาเลเซียในเดือนกรกฎาคม  พุทธศักราช2491

ซึ่งสถานการณ์นี้ได้เป็นสถาการณ์ที่รู้จัดกันดีในชื่อMalayan Emergency ส่วนพลพรรคมคอมมิวนิตส์ชาวมาลายาได้เรียกการต่อสู้ในครั้งนี้ว่าAnti-British National Liberation War

 

สนับสนุนโดย  entaplay casino

ตำนานของสงครามเย็นที่เกิดจากความขัดแย้งกับโลกเสรีนิยมกับสังคมนิยม

เมื่อถึงคริสต์ราช1945 สงครามโลกครั้งที่2ได้สิ้นสุดลงแต่มันได้เป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดความขัดแย้งและความเกลียดชังที่ได้กินเวลายาวนานถึง44ปีนั้นคือสงครามเย็น ซึ่งสงครามเย็นนั้นได้เกิดมาจากความขัดแย้งระหว่างโลกเสรีนิยมนำโดย “สหรัฐอเมริกา” และโลกสังคมนิยมนำโดย “สหภาพโซเวียต” 

ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้พยายามที่จะขยายอำนาจและอิทธิพลออกไปเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีอิทธิพลเหนือกว่าฝ่ายของตนเองแต่ทั้ง2ประเทศกลับไม่ได้ประกาศสงครามใส่กันตรงๆเพียงแต่สนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “สงครามตัวแทน”ขึ้นมาและประเทศไทยได้รับผลกระทบมาจากสงครามนี้ ในปีคริสต์ศักราชปี1950

ได้เกิด ”สงครามเกาหลี” ขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือนำโดย คิม อิล ซ็อง ที่ได้รับการสนับสนุนโดย จีนและสหภาพโซเวียต เกาหลีใต้นำโดย ซิงมัน รี ที่มี สหรัฐอเมริกากับสหประชาชาติสนับสนุนอยู่

ซึ่งในช่วงแรกของสงครามฝ่ายใต้ไม่สามารถต้านทานการบุกจากฝ่ายเหนือได้ส่งผลให้กองกำลังฝ่ายใต้แทบ จะถูกผลักตกทะเลลงไปทางสหประชาชาติได้ประกาศขอให้เหล่าประเทศสมาชิกเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ด้วย ซึ่งประเทศไทยในยุคนั้นได้ตอบรับคำร้องขอและจัดตั้ง “กรมผสมที่21” ขึ้นพร้อมออกเดินทางในวันที่22กันยายน ค.ศ.1950 เมื่อกรมผสมที่21ได้ไปถึงประเทศเกลาหลีใต้ในวันที่22ตุลาคม ค.ศ.1950 สงครามเกาหลีก็ได้เริ่มทวีมีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้นทางฝ่ายใต้ก็ได้เริ่มดันแนวรบกลับขึ้นมาถึงเส้นขนานที่38ได้

แต่จีนที่ช่วงแรกได้สนับสนุนอยู่แนวหลังให้เกาหลีเหนือกลับเข้าร่วมสงครามอย่างเต็มรูปแบบจึงได้ทำให้สหประชาชาติต้องรับมือกับการรุกคืบจากทหารจีนอย่างเต็มอัตตรายศึกในทุกแนวรบและได้นำไปสู้วีรกรรมของทหารไทยนั้นก็คือ “การสู้รบที่เขาพอร์คชอพ” การสู้รบที่ เขาพอร์คชอพฝ่ายข้าศึก

ซึ่งเป็นทหารจีนบุกขึ้นมา3ละลอกฝ่ายไทยถึงแม้จะมีกำลังน้อยกว่าถึง1ต่อ5แม้ว่าสภาพอากาศจะเลวร้ายติดลบตลอดวันตลอดคืนและถึงแม้ว่าการสู้รบจะกินเวลายาวนานมากถึง11วันฝ่ายไทยก็สามารถต้านทานการบุกเอาไว้ได้จนได้รัยฉายาว่า “พยัคฆ์น้อย “ ในขณะเดียวกันในปีคริสต์ศักราช 1955ก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเหมือนกัน ซึ่งก็คือ “สงครามเวียดนาม” ระหว่างเวียดนามเหนือ

นำโดย โฮจิมินห์ และมีจีนกับสหภาพโซเวียตหนุนหลังอยู่ เวียดนามใต้นำโดย โง ดิ่ญ เสี่ยม ที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังอยู่เพราะ “ทฤษฎีโดมิโน” ที่ทำให้เชื่อว่าหากประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นฝ่ายสังคมนิยมจะทำให้ประเทศอื่นๆเป็นสังคมนิยมไปด้วยสหรัฐอเมริกาจึงไม่อาจอยู่เฉยได้เลยพยายามส่งกำลังมาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในระหว่างสงครามทางเวียดนามใต้รู้ดีว่าไม่อาจต้านทานเวียดนามเหนือได้จังได้ขอความช่วยเหลือจากโลกเสรีนิยมทั้งทางเศรษฐกิจและกำลังทหาร

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดาวน์โหลด

เหตุการณ์ประหลาดที่ถูกจับภาพเอาไว้ได้

เหตุการณ์ประหลาดที่ถูกจับภาพเอาไว้ได้ในระหว่างภารกิจเอสทีเอส-115

เหตุการณ์เทเธอร์

ภารกิจของกระสวยอวกาศของนาซาครั้งที่75ที่ได้เป็นการร่วมมือกันในระหว่างของโครงการอวกาศของสหรัฐอเมริกาและอิตาลีและด้วยการขนส่งในระบบของดาวเทียมของเทเธอร์ โดยมันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นการตรวจสอบแหล่งของพลังงานใหม่ของยานอวกาศและเข้าทำการศึกษาชั้นบรรยากาศชั้นสูงของโลก ซึ่งในวันที่25 กุมภาพันธ์ ปี1996

หลังจากที่ลูกเรือของยานอวกาศโคลัมเบียก็ได้ เริ่มทำการปล่อยดาวเทียมเทเธอร์ที่โยงกับสายเคเบิล โดยมีความยาวประมาณ20กิโลเมตร ซึ่งเทอเธอร์ สามารถจับภาพวีดีโอนี้ไว้ได้ในขณะที่ดาวเทียมที่กำลังจะเคลื่อนตัวออกจากกระสวยอวกาศ รูปภาพฟุตเทจนี้ แสดงถึงบางสิ่งที่มีลักษณะเป็นแท่งอีกทั้งยังมีแสงที่ไม่สามารถอธิบายได้ รายล้อมอยู่รอบมันทางนาซา

ก็ได้มีการสรุปลายละเอียดเกี่ยวกับภารกิจหลังจากนั้นแต่มันก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงวัตถุประหลาดที่ปรากฎอยู่ในวีดีโอแต่อย่างใดและทางด้านลูกเรือนามว่า แฟรงคลิน ชาง-ดิแอซ ได้อธิบายถึงที่ลอยไปมาอยู่โดยรอบแท่งดังกล่าวว่า “มันได้เป็นเศษบางอย่างที่มันได้มีขนาดเล็กที่มันได้ล่องลอยไปพร้อมกับพวกเราแต่จนได้มาถึงในปัจจุบันมันก็ยังไม่ได้มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่าวัตถุที่เขาได้พบเห็นในเหตุการณ์นี้มันคืออะไรกันแน่

ภารกิจเอสทีเอส-115

กระสวยอวกาศแอตแลนทิสของ นาซา กับภารกิจSTS-115ที่เกิดขึ้นในปี2006ก็ได้ทำให้ได้พบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดและสามารถบันทึกภาพเอาไว้ได้หลายเหตุการณ์เช่นภาพของฟ้าผ่าที่รุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ซึ่งได้ผ่าลงมาบนยอดของฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดาหลังจากที่ภารกิจถูกเลื่อน

เนื่องจากว่าได้เกิดเหตุพายุเฮอร์ริเคนเออร์เนสโตสุดท้ายจรวดก็สามารถถูกส่งออกไปสู่อวกาศได้สำเร็จและเมื่อได้ไปถึงสถานีอวกาศนานาชาติก็ได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอร์รี่ใหม่ก่อนจะเตรียมตัวกลับสู่โลกแต่ในขณะตรวจสอบภาพที่ถ่ายได้ด้วยกล้องที่ติดอยู่กับยานลูกเรือสังเกตเห็นวัตถุบินปริศนาที่โคจรอยู่ในระหว่างยานแอตแลนทิสและโลกแต่ด้วยภาพที่มีคุณภาพต่ำจึงไม่สามารถระบุได้ว่า สิ่งนั้นคืออะไรและยังได้พบเจอวัตถุปริศนาอีกมากมายดังเช่นภาพนี้

ซึ่งถูกพบโดยลูกเรือทาวิศวกรของนาซา เชื่อว่าวัตถุปริศนาในภาพนั้นมันอาจจะไม่ใช่อันเดียวกันกับสิ่งที่เคยถ่ายเอาไว้ได้ก่อนหน้าหลังจากที่ภารกิจที่ได้มีการตรวจสอบจึงได้พบกับสิ่งที่ประหลาดเพิ่มเติมมันคือการที่กระสวยอวกาศชนเช้ากับอะไรบางอย่างในขณะที่จรวดกำลังทะยานขึ้นสู่อวกาศและต่อมาจึงได้พบรูขนาดเล็กที่ปรากฎอยู่ด้านข้างของแอตแลนทิส ซึ่งได้เชื่อว่ามันเกิดมาจากเศษของสะเก็ดดาวที่มาชนกับยาน

 

สนับสนุนโดย  สูตร sagame