ผีนางรำ

ซึ่งผีนางรำตามประวัติที่มาของโบราณแล้วส่วนใหญ่ผีนางรำจะพบอยู่ในสถานที่เก่าแก่โบราณหรือในสถานที่ที่มีตำนานยกตัวอย่างเช่นบ้านทรงไทยเก่าๆศาลศาลาร้างหรือว่าห้องพระ ซึ่งในตำนานของผีนางรำก็ได้มีอยู่หลายพื้นที่แต่ตำนานที่ได้มีผู้คนพูดถึงกันเยอะมากที่สุดก็คือผีนางรำที่ได้พบในห้องดนตรีไทยหรือห้องนาฏศิลป์ลักษณะของผีนางรำที่เราจะพบเจอกันมันได้มีความแตกต่างกันออกไปเล็กน้อย

แต่ส่วนใหญ่ที่สามารถพบเจอกันจะมีลักษณะสีผิวขาวซีดตาลึกโบ๋หน้าตานิ่งเฉยใส่ชุดไทยแบบครบชุดใส่ ชฎาสูงๆแบบรำไทยและคนส่วนใหญ่ที่มักจะเจอก็จะเจอในรูปแบบเดียวกันก็คือจะใส่ชุดทรงไทยและได้ยืนรำอยู่ต่อหน้าและตามตำนานได้บอกเอาไว้ว่านางรำจะรำท่าเดิมซ้ำอยู่เรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าจะหมดเวรกรรมที่เธอได้ทำเอาไว้และเมื่อได้เวรกรรมแล้วเธอก็จะได้ไปเกิดใหม่

ซึ่งตำนานเหล่านี้ก็เป็นตำนานพื้นฐานที่ได้มีอยู่ทุกที่ที่เกี่ยวกับผีนางรำแต่ถามจริงๆว่าที่มาของผีนางรำในสมัยก่อนนั้นมันได้มีอยู่จริงหรือไม่มันมีการยืนยันที่แน่นอนมั้ยมีอยู่จริง ตามหลักฐานที่ได้มีการค้นพบและมีการบอกต่อกันสู่รุ่นลูกสู่รุ่นหลานและยังได้มีการทำเป็นหนังสือเขาได้บอกเอาไว้ว่าผีนางรำได้เกิดจากผีที่ผู้หญิงเป็นนางรำและตายด้วยสาเหตุต่างๆไม่เคารพหรือได้ไปลบหลู่ศิลปะนาฏศิลป์ได้ฆ่าตัวตายในห้องดนตรีไทยนำชุดรำหรือเครื่องเล่นดนตรีไทยไปขายเพื่อนำเงินมาเที่ยวหรือทลยศครูบาอาจารย์ที่ได้สอนการรำไทยพอได้ตายไปผู้หญิงเหล่านี้ก็จะเฝ้าห้องที่ตนเอง

ตายหรือสิ่งของเครื่องดรตรีไทยนั้นๆนั่นเอง เคยมีเรื่องเล่าในสมัยโบราณสมัยก่อนได้มีโจรผู้หนึ่งได้บุกกเข้าไปปล้นเศรษฐีเรือนไทยท่านหนึ่งและได้มองเข้าไปที่ห้องดนตรีไทยเพราะราคาของเครื่องดนตรีไทยและชุดรำสมัยก่อนนั้นแพงมาก ซึ่งโจรทั้งคู่ก็ได้หวังที่จะนำเอาชุดหรือเครื่องดนตรีไทยไปขายเพื่อจะนำเอาเงินไปเที่ยวโดยที่โจรเหล่านี้ได้มีการวางแผนว่าจะเข้าไปปล้นในช่วงที่ได้มีงานเทศกาล

เพราะคนส่วนมากจะออกไปข้างนอกบวกกับไม่ค่อยจะมีคนอยู่บ้านในขณะที่โจรทั้งสองกำลังปล้นอยู่สายตาโจรผู้หนึ่งได้มองไปเห็นเงาของผู้หญิงที่กำลังรำอยู่โจรคนที่มองเห็นก็ได้ตะโกนขู่ไปว่ามึงเปนใครวะก่อนที่จะมีลมแรงพัดเข้ามาในห้องดนตรีไทย

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay pc

ตำนานการทดลองในสมัยนาซี

กาทดลองแช่แข็งมนุษย์เป็นๆ

สำหรับการทดลองแช่แข็งมนุษย์เป็นได้เกิดขึ้น เมื่อเดือนสิงหาคม เมื่อในปี1942 ถึงเดือนพฤษภาคม ปี1943เขาบอกว่าได้มีการทดลองแช่มนุษย์เป็นๆในน้ำแข็งหรือในน้ำที่เย็นจัดในอุณหภูมิสามองศาจากการทดลองในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ของนาซีเขาได้ได้อ้างเอาไว้ว่าจะเป็นประโยชน์แก่การทหารมากเพราะถ้าเกิดสมมุติว่าในวันหนึ่งเครื่องบินตกแล้ว

ก็นักบินจะต้องไปอยู่ในน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำสามารถทำยังไงที่จะให้มีชีวิตรอดหรือจะอยู่ได้กี่วันหรือบางทีทหารบกไปอยู่ในทุ่งหญ้าน้ำแข็งจะมีวิทียังไงที่จะแก้ปัญหานี้และทำให้ร่างกายอบอุ่นและอยู่ในสภาพเหล่านั้นได้ ซึ่งในการทดลองครั้งนี้จะแช่คนเป็นๆอย่างที่ได้กล่าวกันไปและบางคนให้สวมชุดนักบินหรือหนักที่สุดก็คือไม่สวมชุดอะไรเลย

และในการทดลองในครั้งนี้ได้ทำมากถึงสี่ร้อยกว่าครั้งวนไปวนมาในนักโทษจำนวนหนึ่งและนักโทษบางคนที่โดนแช่ไปแล้วเอาขึ้นมาก็มีสิทธิ์ที่จะโดนแช่เป็นครั้งที่สองที่สามต่อไปได้ถ้านักโทษคนนั้นร่างกายผอมถูกแช่เต็มที่80นาทีก็เสียชีวิตและในบางคนเขาอยู่ได้ถึงประมาณสามชั่วโมงแต่สุดท้ายในการทดลองในครั้งนี้เขาก็ไม่ได้สนในนักโทษอะไรก็ปล่อยให้แช่อยู่ในน้ำอุณหภูมิสามองศาจนเสียชีวิตสรุปผลการทดลองในครั้งนี้มันไม่ได้มีผลประโยชน์หรืออะไรเลยก็คือเอามนุษย์มาแช่ในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำเล่นๆแค่นั้นเอง

 

การทดลองยาวัคซีนวัณโรค

คือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้ก็ได้มีโรคระบาดหนึ่งโรคขึ้นมาก็คือวัณโรคนาซีได้พยายามจะหาวัคซีแก้วัณโรคเพราะในช่วงของสงครามนั้นโรคนี้ถือว่าเป็นโรคระบาดที่รุนแรงและยังไม่มีทางแก้รักษาแต่ก็ได้มีแพทย์ท่าหนึ่งได้ยืนยันว่าวัณโรคนี้มันสามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้เขาก็เลยต้องการที่จะพิสูจน์ให้ดูการที่นำเอานักโทษชาวยิวที่เป็นเด็กย้ำว่าเด็กกว่ายี่สิบคน

ได้พาตัวมาที่ห้องทดลองและทำการทดลองด้วยการตัดตอมน้ำเหลืองที่อยู่ใต้รักแร้ออกเพื่อทำการทดลองยาวัคซีนวัณโรคแต่สุดท้ายแล้วในการทดลองในครั้งนี้ได้เกิดความล้มเหลวไม่เป็นถ้าเลย

ซึ่งจากความล้มเหลวในครั้งนี้เด็กชาวยิวที่ถูกตัดตอมน้ำเหลืองไปก็ได้ถูกแขวนคอกันทั้งหมดเลยตามนโยบายของฮิตเลอร์ที่ได้กล่าวเอาไว้ว่า ปากท้องที่ไม่มีประโยชน์ก็สมควรที่จะเสียละ ให้กับคนที่ยังมีโอกาศมากกว่า เพราะจะได้เป็นแรงงานต่อไปได้ แต่อยากจะบอกว่า ฮิตเลอร์เขาก็ค่อนข้างที่จะเลือดเย็นเอามากๆ

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตํานานคําชะโนดที่จังหวัดอุดรธานี

      สำหรับตำนานความเชื่อที่เขาคำชะโนดนั้นเป็นอีกหนึ่งตำนานความเชื่อที่เกี่ยวกับพญานาค ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันมากนี่คือสถานที่ที่เป็นที่สิงสถิตของพญานาค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และยังมีการเชื่อมกันด้วยว่าที่เขาคำชะโนดนี้เป็นปากทางเข้าเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และถ้ำบาดาลของพญานาคนั่นเอง ซึ่งที่นี่อยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี

โดยชาวบ้านมีการเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องของตำนานเขาคำชะโนดไว้ว่า ก่อนหน้านี้มีดินแดนที่เรียกว่าหนองกระแสหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหนองแส ซึ่งที่นี่เป็นดินแดนของพญานาคซึ่งมีการแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วนโดยส่วนหนึ่งนั้นถูกปกครองโดยพญานาคซึ่งเป็นพญานาคเจ้าพ่อศรีสุทโธ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นการปกครองโดยพญานาค

ซึ่งเป็นเจ้าพ่อสุวรรณนาค โดยพญานาคทั้งสองตนนั้นได้มีการทำข้อตกลงร่วมกันในการอยู่อาศัยพื้นที่นี้ร่วมกันว่าหากว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกไปหาอาหารนั้นอีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่ออกไปหาอาหาร เพื่อที่จะได้ไม่เกิดการทะเลาะกันส่วนใครที่หาอาหารมาได้นั้นก็จะนำมาแบ่งกันกิน แต่เราอยู่มาวันหนึ่งพญานาคทั้งสองตนนั้นก็ได้เกิดการทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องของการแบ่งอาหารกันนั่นเอง

ซึ่งการทะเลาะกันนี้บานปลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนเรื่องราวนั้นรู้ไปถึงหูของพระอินทร์ โดยพระอินทร์นั้นได้มีการตัดสินให้พญานาคทั้งสองตนนั้นแข่งกันสร้างแม่น้ำออกไปจนถึงทะเล และเพื่อป้องกันไม่ให้พญานาคทั้งสองตนนั้นได้ทะเลาะกันอีกพระองค์อินทร์จึงได้สร้างเขา ดงพญาไฟขึ้นมากั้นแม่น้ำทั้งสอง

และมีคำสั่งว่าถ้าหากใครสามารถที่จะสร้างแม่น้ำไปถึงทะเลได้ก่อนกันคนนั้นก็ชนะและคนที่ชนะนั้นจะได้ปลาบึกไปครอบครอง ซึ่งในที่สุดนั้นพญานาคพญาศรีสุทโธก็ได้สร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อนจึงได้ทูลขอว่าจะขอพระอินทร์ว่าขอมีทางขึ้นลงเมืองบาดาลไว้ 3 ที่ ซึ่งทีแรกนั่นก็คือธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ และที่หนองคันแทและที่สุดท้ายก็คือที่คำชะโนดนั่นเอง

และในปัจจุบันนี้เรามักจะเห็นว่าชาวบ้านมักจะพากันเดินทางไปทั่วทุกจังหวัดเพื่อไปกราบไหว้พญานาคเจ้าปู่ศรีสุทโธและเจ้าย่าศรีปทุมมากันอย่างไม่ขาดสายโดยปัจจุบันนี้ผู้คนมักจะเดินทางไปทำการกราบไหว้ขอพรรวมถึงขอเลขเด็ดขอหวยซึ่งแต่ละคนที่ไปทำการขอหวยนั้นอ่านก็จะได้เลขเด็ดกลับมาและมักจะถูกเลขรางวัลที่ 1 กัน

เป็นประจำจึงทำให้ที่นี่นั้นเป็นที่ที่ต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกวันและเป็นจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลคอยควบคุมไม่ให้นักท่องเที่ยวนั้นเข้าไปเยอะมากจนเกินไปแต่อย่างไรก็ตามที่เขาคำชะโนดนี้ก็ยังมีนักท่องเที่ยวต่างพากันเดินทางไปขอเลขเด็ดกับเจ้าปู่ศรีสุทโธกันอย่างไม่ขาดสาย

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay มือถือ

ตำนานแม่นาคพระโขนง

        สำหรับเรื่องราวตำนานแม่นาคพระโขนงนั้นเชื่อว่าหลายคนคงรู้เรื่องราวนี้กันเป็นอย่างดีเพราะนอกจากจะมีปู่ย่าตายายเล่าให้ฟังแล้วยังมีการนำมาเป็นภาพยนตร์หลายภาคด้วยกันทั้งภาพยนตร์รวมถึงละครก็มีการนำแม่นาคพระโขนงมาออกฉายให้เห็นกันอยู่เป็นประจำซึ่งในเรื่องก็เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องของความรักที่ชายหญิงคู่หนึ่งมีให้แก่กันแต่ถูกความตายมาพรากให้จากกันนั่นเองโดยเรื่องของแม่นาคพระโขนงนั้นชาวบ้านเล่าขานกันว่านี่คือเรื่องจริงของชายหญิงคู่หนึ่ง

ซึ่งอยู่ตรงเขตพระโขนงด้วยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เรื่องราวมีอยู่ว่าหญิงสาวที่ชื่อนาถพบรักกับนาคหลังจากที่แต่งงานอยู่ด้วยกันนางก็ตั้งท้องแต่ระหว่างที่หน้ากำลังตั้งท้องอยู่นั้นปรากฏว่านางต้องไปเป็นทหารซึ่งหน้าสัญญาว่าจะรอมากลับมาแต่จนแล้วจนรอดผ่านไปหลายเดือนมากก็ยังไม่กลับมาทำให้หน้าต้องมารอมากที่ท่าน้ำเป็นประจำทุกวันแล้วเมื่อเข้าเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์ซึ่งอยู่บ้านคนเดียวก็เจ็บท้องและคลอดลูกแต่เนื่องจากเสียเลือดมากทำให้นาคนั้นเสียชีวิตในระหว่างการคลอดลูกแต่ตั้งแต่หน้าเสียชีวิตวิญญาณของหน้า

ก็ยังคงวนเวียนมารอคอยนาคอยู่ตรงท่าน้ำอยู่เป็นประจำซึ่งชาวบ้านที่มีการผ่านไปผ่านมาแถวบริเวณหน้าบ้านของนาคก็มักจะเห็นวิญญาณของนาคมายืนรอสามีรวมถึงได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้โหยหวนน่ากลัวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อถึงเวลาช่วง 18:00 นชาวบ้านทุกคนก็จะเข้าบ้านนอนเพราะกลัวผีแม่นาคด้วยกันทั้งนั้นหลังจากนั้นไม่นานสามีก็คือพี่มากก็ได้กลับมาอยู่ที่บ้านพระโขนง

ซึ่งระหว่างที่สามีกลับมาอยู่ที่บ้านนั้นเขาไม่รู้เลยว่าภรรยาที่เขาอยู่ด้วยนั้นได้เสียชีวิตลงไปแล้วจนในที่สุดวันหนึ่งชาวบ้านจะได้พากันมาบอกเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแม่นาคซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความโมโหให้กับแม่นาคเป็นอย่างมากที่ชาวบ้านมายุ่งวุ่นวายเกี่ยวกับความรักของเธอกับสามีของเธอเธอจึงได้ออกอาละวาดหลอกหลอนผู้คนส่วนพี่มากนั้นก็ได้หนีไปอยู่วัดเพื่อให้พระคอยช่วยเหลือ

และคุ้มครองและหลังจากที่แม่นากนั้นหลอกลวงทุกคนหรือทุกวันก็ได้มีพระองค์หนึ่งซึ่งมาธุดงค์และมีการสวดมนต์ให้พรรวมถึงสั่งสอนแม่นาคเจอแม่นาคนั้นยอมรับว่าตัวเองนั้นเสียชีวิตแล้วและได้มีการติดตามพระองค์ดังกล่าวนั้นไปแสวงบุญซึ่งเรื่องราวในครั้งนี้ยังมีหลักฐานจากการที่พระดังกล่าวได้มีการเจาะไว้ที่โกรกหน้าผากของแม่นาคแล้วนำกระจกหน้าผากนั้นมาลงยันต์ปัจจุบันตรงหน้าผากนั้นยังคงมีอยู่โดยลูกหลานตระกูลของแม่นาคนั้นเป็นผู้เก็บรักษาเอาไว้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

เสียงปริศนาที่เหล่านักบินอวกาศหาข้อสรุปไม่ได้

หยาง ลีเว

ในปี2003 นายพลและเหล่านักบินของทางการทหารมีนามว่า หยาง ลีเว ที่ได้กลายมาเป็นบุคคลแรกของประเทศจีนที่ได้เข้าปฏิบัติหน้าในอวกาศซึ่งเขาก็ได้ใช้ระยะเวลาอยู่บนอวกาศ  เสินโจว-5 เป็นเวลา21ชั่วโมง โดยที่บนยานนั้นมีเขาเพียงลำพัง ซึ่งในขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเขาก็ได้พบเข้ากับบางสิ่งที่มันแปลกประหลาดเขาได้ยินเสียงปริศนา โดยได้อธิบายว่าเสียงนั้นมันเหมือนกับว่ามันได้มีตัวอะไรบางอย่างที่มันได้เข้ามาเคาะที่ตัวยาน

ซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเสียงนั้นมันได้ดังมาจากตัวในยานหรือว่าด้านนอกของตัวยานจากนั้น เขาก็ได้เข้าไปตรงที่หน้าต่างของยาน เพื่อที่เขานั้นจะหาที่มาของเสียงนั้นแต่เขากับไม่พบเห็นอะไรที่มันดูผิดปกติเลยและเมื่อ หยาง ลีเว เขาได้กลับเข้ามายังโลกเขาก็ได้พยายามที่จะสร้างเสียง

โดยจะใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อที่จะให้ผู้ที่เชี่ยวชาญนั้นได้ช่วยระบุ ว่าเสียงเหล่านี้มันน่าจะเกิดมาจากอะไรแต่พวกเขาก็ไม่อาจที่จะเลียนเสียงทำให้มันเหมือนได้ดังนั้นด้านทฤษฎีที่มีเหตุผล และมันน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดที่ได้ชี้ได้ในการขยายและการหดตัวของโลหะ เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแต่มันก็ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดและนักบินอวกาศที่เขาได้ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ที่หลังจาก ลีเว  ในช่วงปี2005และ2008 ก็ยังได้มีรายงานมาว่า ได้ยินเสียงปริศนาดังกล่าวอยู่เช่นกัน

อพอลโล10

ดูเหมือนว่าบันทึกการสนทนาของภารกิจอพอลโล10ที่ถูกเผยแพร่โดยนาซา ได้เผยปริศนาบางอย่างโดยในการสนทนาได้มีช่วงหนึ่ง ที่นักบินอวกาศนามว่า จีนน์ เซอร์นัน ก็ได้ถามเพื่อร่วมงานของเขา จอห์น ยัง ว่าเขานั้นได้ยินเสียงหวูดแปลกๆหรือไม่ ซึ่งอพอลโล10ถือได้ว่าเป็นโครงการในครั้งที่สี่ของนาซาที่ได้พามนุษย์ขึ้นไปสู่อวกาศ

โดยได้มีเป้าหมาย เพื่อการซ้อมสำหรับการลงจอดและเพื่อเป็นการศึกษาในสนามของแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เสียงปริศนา ที่ดังผ่านมาจากหูฟังของพวกเขา ในขณะที่ยานกำลังโคจรอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “ด้านมืดของดวงจันทร์”  โดย ยัง และ เซอร์นัน ได้กล่าวว่าเสียงนั้นมันได้เป็นเสียงที่แปลกมากๆ

และทั้งคู่กำลังจะหาที่มาของมันไม่เช่นนั้นมันก็จะไม่มีใครที่จะเชื่อพวกเขาอย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานในการยืนยันที่แน่ชัดแต่ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าเสียงที่นักบินอวกาศได้ยินนั้นจะเป็นการสื่อสารของเอเลี่ยน โดยได้มีการอธิบายว่าอาจจะเกิดจากความถี่ของแม่เหล็กไฟฟ้าในอวกาศที่ไปรบกวนกับสัญญาณวิทยุ ซึ่งทางนักบินอวกาศอพอลโล10ยังได้เตือนเหล่านักบินอพอลโล11ว่าไม่ต้องตกใจหากได้ยยินเสียงประหลาดในขณะขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่

 

 

สนับสนุนโดย  betbb

รถไฟผีเซนต์ลูอิสและแสงปริศนาเซนต์ลูอิส

 เซนต์ลูอิส

เซนต์ลูอิส เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ได้มีประชากรน้อยกว่า500คนได้อาศัยอยู่ที่ได้ตั้งอยู่รัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดา โดยหมู่บ้านแห่งนี้มันได้มีอยู่เรื่องราวที่ลึกลับที่มันอยู่มาอย่างยาวนานนั่นมันก็คือ “รถไฟผีเซนต์ลูอิส หรือ แสงปริศนาแห่งเซนต์ลูอิส”  ที่ได้มีการสังเกตการณ์แสงประหลาดนี้อยู่หลายครั้ง โดยมันได้มัลักษณะการเคลื่อนที่ขึ้นลงไปมาในบริเวณรางรถไฟร้างในยามค่ำคืนอีกทั้งสีของมันยังเปลี่ยนไปมา และมีความสว่างที่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่ารางของรถไฟที่มันได้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเซนต์อิสมันก็ได้ถูกนำออกไปแล้ว

ก็ตามแต่แสงไฟประหลาด มันก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่มาเป็นประจำ หนึ่งในตำนานก็ได้ล่าว่ามันได้เคยเกิดเหตุการณ์ที่มีคนรายงานหนึ่งที่มีคนได้ถูกรถไฟชนจนหัวขาดในขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่และก็ได้มีการกล่าวถึงแสงที่มันได้มีความต่างกันออกไป โดยที่ได้เชื่อกันว่ามันได้มีแสงสีเหลืองก็คือหัวของรถจักรไอน้ำเก่าในขณะที่แสงสีแดงขนาดเล็กมันได้เป็นแสงของตะเกียงที่คนงานผู้ที่ได้เสียชีวิตที่ได้นำเอาเข้าไปใช้ในการค้นหาศีรษะของเขาหลายคนหวังว่าแสงไฟจะหายไปหลังจากที่ได้มีการย้ายรางของรถไฟแต่พวกชาวบ้านเองก็ยังคงเห็นแสงไฟปริศนานั้นอยู่เกือบทุกคืนและผู้ที่ได้พบเห็นมันมักจะบอกว่าแสงนั้นสว่างมากและนักวิทยาศาสตร์เขาก็ยังไม่สามารถที่จะอธิบายมันได้ถึงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้

ซาเน็ทติ

ในวันที่14มิถุนายน 1911 บริษัทรถไฟซาเน็ทติ ของอิตาลีก็ได้จัดแคมเปญ เพื่อสาธิตรถไฟท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ความลึกลับของรถไฟลำนี้มันได้เกิดขึ้น เมื่อผู้โดยสาร100คนและลูกเรืออีก6คนที่ได้ออกจากสถานีรถไฟในกรุงโรม ในวันนั้น ผู้โดยสารก็จะได้เห็นสถานที่ในท้องถิ่นทั้งหมดแต่สิ่งน่าสนใจเป็นพิเศษ ก็คืออุโมงค์แห่งใหม่ที่มันได้ตรงอยู่แคว้นลอมบาร์เดียทางตอนเหนือของกรุงโรมเมื่อได้เข้าสู่อุโมงค์ของรถไฟซาเน็ทติและผู้โดยสารกลับไปหายกันไปอย่างไร้ร่องรอย

และจากเรื่องเล่าของผู้โดยสารทั้งสองคนที่ได้กล่าวถึงความประหลาด ซึ่งพวกเขาก็ได้เหวี่ยงตัวเองออกมาจากรถไฟก่อนที่มันจะเข้าไปในอุโมงค์พวกเขาก็ยังได้เล่าอีกว่าเหล่าผู้โดยสารคนอื่นๆก็ได้เกิดความกลัวและได้ตื่นตระหนก เมื่อจู่ๆ รถไฟก็ได้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกที่หนาจากนั้นก็ได้มีความพยายามในการค้นหารถไฟไปทั่วพื้นที่แต่กลับไม่พบอะไรเลยและต่อมาอุโมงค์ได้ถูกปิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่2

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน เกม

ตำนานเรือไททานิค  

หากใครเป็นคนที่เกิดในช่วงในยุค 90 เชื่อว่าหลายคนคงจะจำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งได้ซึ่งเป็นตำนานที่โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อมีการออกฉายทั่วโลกแล้วสร้างรายได้ถล่มทลายเป็นอย่างมากเนื่องจากเนื้อเรื่องที่เป็นเรื่องของความรักและยังนำตำนานเรื่องจริงของเรือไททานิคมาตีแผ่ให้คนได้รู้เป็นครั้งแรกซึ่งในครั้งนั้นเราได้รู้ถึงความรักความเสียสละของชายหนุ่ม

คนหนึ่งที่ชื่อว่าแท็กที่เขายอมเสียสละชีวิตของตนเองเพื่อให้หญิงสาวที่เขารักที่ชื่อว่าโรสรอดชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุเรือไททานิคล่มกลางมหาสมุทรในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของตํานานเรือไททานิคซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้สำหรับเรือไททานิคนั้นเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศอังกฤษ

และถูกปล่อยให้เดินทางครั้งแรกโดยจะเดินทางจากประเทศอังกฤษลองตามทะเลไปสิ้นสุดการเดินทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยจะไปที่เมืองนิวยอร์กซึ่งในการเดินทางครั้งนั้นเป็นการเดินทางในวันที่ 10 เดือนเมษายนปีคริสตศักราช 1992 และผู้ที่ควบคุมเรือเป็นกัปตันคอยดูแลเรือในการเดินทางครั้งนั้นก็คือเอ็ดเวิร์ดเจสมิธ  และแน่นอนว่าเนื่องจากเรือไททานิคนั้นเป็นเรือขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อนถูกปล่อยให้ลงลอยไปในทะเลครั้งแรกผู้คนต่างมั่นใจ

ในความยิ่งใหญ่ของเรือไททานิคว่ามันจะไม่มีทางตรงกลางทะเลอย่างแน่นอนในการเดินทางครั้งนั้นมีผู้โดยสารเดินทางไปทั้งสิ้นรวมทั้งหมด 2208 คนโดยมีทั้งลูกเรือและทางผู้โดยสารที่มีระดับทั้งมหาเศรษฐีและประชาชนทั่วไปโดยการเดินทางในเรือไททานิคในครั้งนั้นได้มีการรวบรวมคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกไปอยู่บนเรือลำนั้น

เป็นจำนวนมากเพราะต่างคนต่างก็ต้องการที่จะทดลองใช้ชีวิตความหรูหราบนเรือสำราญดังกล่าวแต่อย่างไรก็ตามเมื่อเรือแล่นมาได้ระยะหนึ่งพวกเขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาเมื่อเรือนั้นไปชนกับก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ทำให้เรือนั้นมีรอยรั่วและเกิดน้ำเข้าบริเวณใต้ท้องเรือส่งผลให้ทางเรือไททานิคนั้นจมลงกลางทะเล

ซึ่งในขณะนั้นจำนวนคนที่อยู่บนเรือกับจำนวนเรือยังชีพนั้นมีไม่เท่ากันทำให้เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้ที่เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 1514 คนโดยเหตุการณ์ไททานิคล่มนั้นเกิดขึ้นวันที่ 15 เดือนเมษายนปีคริสตศักราช 1962 เหตุการณ์ที่เกิดความสูญเสียชีวิตผู้โดยสารเป็นจำนวนมากในครั้งนั้นเป็นเพราะว่ากัปตันเรือนั้นมั่นใจในความใหญ่ของเรือไททานิคมากเกินไป

จึงขาดความระมัดระวังในการควบคุมดูแลเรือรวมถึงได้มีการนำเอาเรือยังชีพออกเพราะเห็นว่าเป็นตัวถ่วงที่จะทำให้เรือนั้นวิ่งได้ช้าลงเพราะเขาต้องการสร้างสถิติว่าเรือไททานิคนั้นวิ่งจากอังกฤษไปนิวยอร์กใช้เวลาเพียงไม่นานทำให้ในท้ายที่สุดแล้วความประมาทก็ทำให้เรือไททานิคนั้นร่มกลางทะเลหลังจากนั้นเป็นต้นมาตำนานของเรือไททานิคจึงได้มีการเล่าขานต่อกันมาจนถึงปัจจุบันและทุกวันนี้เรายังคงสามารถเห็นซากเรือไททานิคได้ในมหาสมุทร

 

สนับสนุนโดย  sagame888

ความหมายของเฉดสี

           แน่นอนว่าหากใครที่ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะการระบายสีแล้วก็เราจะต้องรู้อยู่แล้วว่า 7 สีของเรานั้นมีมากมายหลายเฉดสีด้วยกันแต่แต่ละเฉดสีหรือแต่ละวรรณะของสีนั้นก็จะมีความหมายแตกต่างกันออกไปและแบ่งโทนสีแตกต่างกันออกไป

คนที่ร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะป้องจะต้องเข้าใจในเรื่องของเฉดสีให้ดีเพราะสีนั้นถึงแม้จะมีความใกล้เคียงกันแต่ก็คือคนละเชลซีนั่นเองอย่างเช่นสีส้มกับสีส้มอ่อนนี่ก็คือคนละสีไม่ใช่สีเดียวกันดังนั้นเราจะมาดูกันว่าการแบ่งเป็นสีแนวร้อนสีโทนเย็นหรือสีกลางๆนั้นมีการแบ่งเป็นสีอะไรบ้าง

         เราสามารถแบ่งโทนสีได้ออกเป็นสีโทนด้วยกันซึ่งสีโทนนี้ก็จะประกอบไปด้วยสีโทนเย็นหรือที่เราเรียกกันว่าคลูโทน  และสีโทนร้อนที่เราเรียกกันว่า Warm Tone   และสีที่เป็นได้ทั้งคลูโทนและร้อนโทน อยู่ในตัวเดียวกันรวมถึงเราจะมีสีกลางที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดนั้นเองเรามาแยกจำแนกเครื่องของเขตสีกันดีกว่าว่ามีสีอะไรบ้างที่อยู่โซนไหน

        สำหรับโทนสีเย็นจะมีอยู่ด้วยกัน 7 สีด้วยกันซึ่งจะมีเป็นโทนสีเหลือง   รวมถึงโทนสีเขียว   โทนสีน้ำเงิน    โทนสีเขียวน้ำเงิน  โทนสีเขียวเหลืองหรือแม้แต่โทนสีม่วงและโทนสีม่วงน้ำเงินซึ่งกรุงศรีเหล่านี้เวลาที่เราใช้ระบายสีแล้วเราจะรู้สึกว่ามันรู้สึกมองแล้วสบายตาสบายใจเป็นสีแบบเย็นตานวลตานั่นเองแต่ไม่ก็ตามถ้าเราเลือกเป็นโทนสีร้อนแล้วก็ค้นสิรอจะได้แก่คนที่มีความร้อนแรงเวลาดูแล้วรู้สึกจะให้ความอบอุ่นความร้อนแรงความฮึกเหิมความสนุกสนาน

ซึ่งโทนสีนี้ก็จะได้แก่แน่นอนว่าต้องมีสีแดงอยู่แล้วแล้วก็จะมีในเรื่องของสีแดงม่วงสีแดงอิฐส้มสีส้มเหลืองสีเหลืองซึ่งสีประเภทนี้นั้นอยู่ในกลุ่มโทนสีร้อนแรงแต่อย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะมีสีที่เป็นสีเป็นได้ทั้งสีร้อนแล้วก็สีเย็นอยู่ในกลุ่มเดียวกันนั่นก็คือหากเราเอาสีเหลืองไปไว้กับสีแดงใกล้ๆกันมันก็จะเหมือนกับสีส้มๆไปๆซึ่งมันจะกลายเป็นสีกำลังกายทันที

หรือถ้าเราอยากได้โทนสีที่เป็นสีโทนกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเลยก็คือจะได้แก่ประเภทพวกสีขาวสีดำหรือแม้แต่สีเทาหรือสีน้ำตาลนั่นเองซึ่งถ้าเราเอาสีเหล่านี้ที่เป็นโทนสีกลางไปไว้กับสีไหนก็แล้วแต่ไม่ว่าจะอยู่ในโทนสีร้อนแรง หรือโทนสีเย็น พ่นสีกันก็จะช่วยเสริมให้คนอื่นๆนะโดดเด่นขึ้นมากไปอีกนั่นก็คือความหมายของโทนสีการนั้นเอง

            ดังนั้นเวลาที่เราจะเลือกระบายสีลงในสมุดว่าภาพของเราแล้วก็เราควรจะต้องมีการคำนึงถึงภาพที่เราจะนำมาวาดนั้นว่าเราอยากให้ภาพของเรานั้นออกมาเป็นแนวภาพร้อนแรงหรืออยากได้ภาพของเรานั้นดูเป็นพวกสนุกสนานร่าเริงซึ่งเราสามารถที่จะแต่งแต้มได้จากสิ่งที่เราเลือกถึงแม้ว่าภาพดังกล่าวนั้นอาจจะเป็นภาพที่ดูออกมาเศร้าสร้อยแต่ถ้าเราลงสีที่ไม่ใช่สีที่ดูแล้วเป็นเรื่องเศร้ามันก็จะกลายทำให้ภาพนั้นดูมีมิติและสนุกสนานขึ้นมาได้

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานอาถรรพ์อิฐเก่า

 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2561 ณสำนักงานใหญ่ของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับพัสดุที่ส่งตรงมาจากต่างประเทศ ซึ่งเมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้มีการแกะห*บห่อพัสดุดังกล่าวก็พบว่าด้านในพัสดุนั้นมีเศษซากอิฐประมาณ 3 ชิ้นด้วยกันอยู่ในนั้น ซึ่งขนาดของอิฐจำนวน 3 ชิ้นนั้นไม่ได้ใหญ่มากนักเท่าไหร่

และนอกจากเจ้าหน้าที่จะพบเศษซากหินในกล่องพัสดุแล้วยังมีจดหมายที่แนบมาด้วยเป็นรายมือภาษาไทย ซึ่งในรายละเอียดของจดหมายนั้นผู้เขียนได้มีการขอความกรุณาให้ทางเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนำก้อนอิฐทั้ง 3 ก้อนนั้นไปไว้ที่วัดใดวัดหนึ่งก็ได้ โดยให้นำก้อนหินทั้ง 3 ก้อนอิฐนี้ไปไว้ที่วัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ซึ่งในจดหมายมีการเล่าว่ามีชาวต่างชาติได้นำก้อนอิฐทั้ง 3 ก้อนนี้ไปจากวัดในพระนครศรีอยุธยาแล้วนำเอาไปที่ต่างประเทศแต่หลังจากที่พวกเขาได้นำก้อนอิฐไปที่ต่างประเทศเรียบร้อยแล้วคนที่เอาไปนั้นก็อยู่ไม่เป็นสุข ทำให้พวกเขานั้นจำเป็นต้องส่งคืนก้อนอิฐทั้ง 3 ก้อนเหล่านี้กลับคืนมาให้กับประเทศไทยโดยคนที่จะส่งมานั้นหวังว่าทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

จะช่วยดำเนินการนำก้อนอิฐไปคืนที่วัดให้ ซึ่งหลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับเอกสารตรงนี้ก็มีการนำข้อมูลเหล่านี้ส่งต่อไปยังการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากสำนักงานการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งนี้ครั้งแรกเท่านั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่

ที่มาจากทางโซนเอเชียหรือแม้แต่โซนยุโรปเองก็ตามมักจะมีการนำก้อนหินภายในบริเวณวัดออกไป ซึ่งชาวต่างชาติเหล่านี้มักจะอยากลองของว่าหากนำสิ่งของที่เป็นของโบราณออกจากวัดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีการนำของที่เป็นของโบราณชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างเช่นก้อนหินก้อนอิฐที่คิดว่าเป็นของโบราณในสมัยเก่านำติดตัวไปด้วย

และใครก็ตามที่ได้นำซากหินโบราณนี้กลับไปด้วยก็มักจะเจอกับเรื่องแปลกประหลาดจนไม่สามารถอยู่ได้ในที่สุดก็จะต้องมีการนำก้อนหินก้อนนั้นกลับมาคืนที่เดิมทุกครั้งไป ซึ่งการส่งวัสดุกลับคืนมานั้นบางครั้งก็มีการนำมาส่งด้วยตนเองก็มีแต่หลายคนที่นำก้อนหินไปแล้วนำกลับมาคืนพวกเขาไม่เคยมาเล่าให้ฟังเลยว่าพวกเขาไป

เจอเหตุการณ์อะไรถึงทำให้เปลี่ยนใจได้นำก็เห็นเหล่านั้นกลับคืนมาไว้ที่เดิม  ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่นำก้อนหินไปแล้วเอามาคืนนั้นต่างก็จะพูดเหมือนกันหมดว่าขอโทษและจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วแต่ไม่เคยบอกว่าสาเหตุที่พวกเขาต้องมาขอโทษและพูดว่าจะไม่ทำอีกนั้นพวกเขาไปเจอเรื่องราวอะไรมา 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันออนไลน์ อันดับ1

เรื่องเล่าใน ตำนานซินเดอเรลล่า 

สาวคนหนึ่งแต่งงานกับเศรษฐีคนนึงทั้งสองมีลูกสาวด้วยกันมีนามว่าซินเดอเรลล่าแต่ไม่นานแม่ของซินเดอเรลล่าก็ป่วยและตายจากเธอไปชายคนนั้นต้องการที่จะแต่งงานใหม่บ่ได้แต่งงานใหม่กับหญิงสาวคนหนึ่งที่ร่ำรวยและมีลูกติดอยู่ 2 คนหลังจากนั้นไม่นานพ่อของเธอเสียชีวิตไป

แม่เลี้ยงของเธอก็ได้สั่งให้เธอเป็นทาสรับใช้ให้เธอทำนู่นทำนี่ให้อาหารม้าอาหารไก่อาหารแมวทุกอย่างสารพัดระหว่างที่พี่ๆแนะนำเลี้ยงใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายโดยแค่เพียงชี้นิ้วสั่งเธอเท่านั้นก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการมีอยู่วันหนึ่งซินเดอเรลล่าเดินทางที่ตลาดเพื่อซื้อของมาทำอาหารให้กับพี่และแม่เลี้ยงเธอก็พบกับมหาดเล็กคนนึงประกาศว่าเจ้าชายจะทำการเลือกหญิงสาวเพื่อที่จะมาแต่งงานกับตัวเองซึ่งงานจะจัดขึ้นในอีก 1 วันต่อมาหลังจากนั้นก็เดินทางกลับบ้านไป 1 ชั่วโมงผ่านมา

มหาดเล็กคนที่ประกาศขายก็แนะนำจดหมายเชิญมาที่บ้านของเธอนั้นจากนั้นเธอรีบวิ่งไปหาพี่ๆและแม่เลี้ยงพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เธอได้เจอและโชว์บัตรเชิญเธอบอกว่าเธอขอไปด้วยได้ไหมแม่เลี้ยงก็ตอบตกลงแต่เธอต้องทำงานบ้านให้เสร็จพร้อมกับหาชุดใส่เองด้วยซึ่งเธอตอบตกลงและรีบทำงานบ้านและเมื่อทำงานบ้านเสร็จพี่ๆและแม่เลี้ยงของเธอก็พยายามหางานมาให้เธอทำตลอด

เวลาจนเธอไม่มีเวลาแม้แต่จะเตรียมชุดเมื่อหนูพี่ซินเดอเรลล่าเลี้ยงไว้เห็นว่าเธอถูกแกล้งและไม่มีเวลาเตรียมชุดพวกมันจึงเตรียมชุดขึ้นมาจากเศษผ้าและสิ่งของที่พี่สาวของซินเดอเรลล่าทิ้งไว้ที่พื้นตกเย็นรถม้าก็มารับพี่ๆทุกคนที่อยู่ในบ้านเพื่อไปงานเธอไม่สามารถที่จะไปได้เนื่องจากไม่มีชุดเจ้าหน้าที่ของเธอกำลังจะลงไป

แต่หลังจากนั้นเธอก็พบกับชุดทีหนูที่เธอเลี้ยงทำให้เธอรีบใส่ชุดและรีบลงบันไดไปเพื่อที่จะไปขึ้นรถมากับครอบครัวของเธอแต่เมื่อครอบครัวของเธอเห็นก็อิจฉาเธอมากเพราะชุดของเธอสวยงามมากพวกเขาจึงนำกรรไกรมาตัดชุดของเธอจนยับเยินเธอเสียใจมากเราวิ่งไปที่หลังบ้านจับนางฟ้าแม่ทูนหัวเธอมีชุดสวยและมีรถม้ากำชับเธอว่าจะต้องใช้เวลาก่อนเที่ยงคืน

ถ้าเที่ยงคืนแล้วมันก็จะหมดเธอดีใจมากและรีบเดินทางไปที่งานเลี้ยงฉันทีและเมื่อไปถึงเธอก็ได้เต้นรำกับเจ้าชายเนื่องจากเจ้าชายหลงรักเธอมากแต่เมื่อเวลาตีบอกเที่ยงคืนเจ้าชายก็กำลังจะถามชื่อเธอแล้วเธอก็วิ่งหนีไปรองเท้าของเธอหลุด

แต่มันก็ไม่ทำการเธอจะหนีกลับบ้านไปเช้าวันต่อมาเจ้าชายหรือประกาศตามหาเจ้าของ มาถึงบ้านของคุณโดเรล่าทุกคนในบ้านของซินเดอเรลล่ารองเท้ากันหมดไม่มีใครใส่รองเท้าได้เลยดังนั้นใครก็มองไปที่ซินเดอเรลล่าและสั่งให้เธอลองใส่รองเท้าซึ่งเธอก็สามารถที่จะใส่ได้อย่างพอดิบพอดีเจ้าชายจึงแต่งงานกับเธอแล้วเธอก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 mobile