ตำนานสงครามแห่งกรุงทรอย

        เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นตำนานที่มีการเล่าถึงเทพเจ้ากรีกซึ่งเป็นเรื่องราวเรื่องของความรักสามเส้าที่ทำให้ก่อให้เกิดสงครามกรุงทรอยขึ้นเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปีสงครามนั้นจึงสิ้นสุดลงโดยเรื่องเล่านี้มีการเล่าถึงเทพเจ้าจำนวนหลายคนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ยุ่งอยู่ในครั้งนี้และก่อให้เกิดสงครามแห่งกรุงทรอยขึ้น

โดยเรื่องเล่านั้นมีอยู่ว่าที่กรุงทรอยนั้น  มีเจ้าชายองค์หนึ่งชื่อว่าเจ้าชายปารีสพระองค์เป็นเจ้าชายที่มีความหล่อเหลาและรูปงามเป็นอย่างมากหญิงสาวคนใดได้เห็นก็มักจะตกหลุมรักพระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไขอยู่มาวันหนึ่งเจ้าชายปารีสได้ถูกสั่งให้มาตัดสินเกี่ยวกับเรื่องของความงามของเทพีจำนวน 3 พระองค์ว่าเทพทั้งสามพระองค์นี้ใครจะมีความงามมากกว่ากันโดยเทพีที่ถูกให้เลือกว่าจะเป็นเทพีที่สวยที่สุดในโลกนั้นมีเทพีเฮร่า   เทพีอาธีน่า  และเทพีอโฟร์ไดท์

ซึ่งเทพีทั้งสามพระองค์นี้มีความงดงามที่ไม่น้อยกันเลยจึงทำให้เกิดการตัดสินใจลำบากมากแต่อย่างไรก็ตามแต่  เทพีอโฟร์ไดท์ ได้มีการไปติดสินบนเจ้าชายปารีสโดยให้เจ้าชายปารีสนั้นเลือกตนเองเป็นเทพีที่มีความงดงามมากที่สุดในโลกและรับปากว่าหากว่าตนเองนั้นได้ถูกเลือกเป็นเทพีที่มีความสวยงามที่สุดในโลกแล้วก็นางจะหาหญิงงามมาฝากเจ้าชายปารีสทำให้เจ้าชายปารีสนั้นตัดสินใจที่จะเลือกเทพีอโฟร์ไดท์ เป็นหญิงงามที่สุดในโลกนั่นเองและนี่เองคือจุดกำเนิดของสงครามกรุงทรอย

เมื่อหญิงงามที่เทพีอโฟร์ไดท์ ได้เลือกมาให้เจ้าชายปารีสและทำความรู้จักกับเจ้าชายปารีสนั้นคือนางเฮเลนซึ่งจริงๆแล้วนางเฮเลนนั้นเป็นหญิงสาวที่มีสามีอยู่แล้วโดยสามีของเธอนั้นก็คือ เมเนเลอัส ซึ่งเขาคือเจ้าเมืองผู้ครองนครสปาร์ ต้า  และเมื่อเฮเลนได้เจอหน้าเจ้าชายปารีสครั้งแรกก็ตกหลุมรักเจ้าชายปารีสทันทีเพราะความหล่อเหลาและที่สำคัญนั้นเจ้าชายปารีสยังคงเป็นเจ้าชายที่มีอายุน้อยยังหนุ่มยังแน่นหลังจากนั้นเจ้าชายปารีสและเฮเลนจึงได้พากันเดินทางไป

อยู่ที่กรุงทรอย และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไรก็ตามเมื่อสามีของนางเฮเลนรู้เรื่องเข้าก็เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากเขาจึงได้ทำการยกกองทัพจากเมืองสปาต้าเดินทางมาที่กรุงธรซอยและมาทำการสู้รบเพื่อที่จะล้างแค้นเจ้าชายปารีสที่นำภรรยาของเขามาและต้องการที่จะนำตัวนางเฮเลนกลับไปอยู่ที่เมืองสปาต้าเหมือนเดิมและนี่เองคือสาเหตุที่ทำให้กรุงทอยมีสงครามเกิดขึ้นและสงครามนั้นก็มีการต่อสู้กันอย่างยาวนานนานถึง 10 ปีเลยทีเดียว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88 mobile

ตำนานสุดหลอนคนปริศนาในห้องสมุด 

ในโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งมีความโด่งดังเป็นอย่างมากโรงเรียนนี้นั้นว่ากันว่าใครก็ตามที่เข้ามาในห้องสมุดก็มักจะเจอกับผีที่อยู่ในห้องโดยผีนั้นไม่ได้ออกมาให้เราเห็นกันอย่างจริงๆแต่กลับเป็นเงาดำๆและเสียงอีกหลายอย่างเลยวันนี้เราก็จะขอเล่าตำนานของ คนปริศนา โดยในเรื่องราวของตำนานโรงเรียนในนั้นว่า เมื่อหลายสิบปีก่อนได้มีเด็กชายคนนึงซึ่งเขานั้นเป็นเด็กชายที่มักจะชอบขึ้นมาในห้องสมุดเป็นอย่างมากโดยชายหนุ่มคนนี้นั้นเขาเป็นคนที่เข้ามาบ่อยจนบรรณารักษ์ทั้งสองต่างพากันเอ็นดู

และได้ให้ห้องสมุดที่มีเพียงแค่บาทเดียวเท่านั้นในโรงเรียนให้กับเด็กชายคนนี้โดยเขานั้นจะสามารถเข้ามาเก็บหนังสืออะไรก็ได้ออกไปได้เขานั้นมีเวลาที่จะเอามาคืนเป็นเวลามากถึง 2 เดือนด้วยกัน

โดยชายหนุ่มคนนี้ก็ดีใจมากแต่มีอยู่วันนึงในวันที่เขานั้นกำลังเดินทางมาที่โรงเรียนข้ามทางม้าลายอยู่มีรถมาจากไหนก็ไม่รู้ได้มาชนเขาจนเขาเสียชีวิตช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่คุณครูบรรณารักษ์นั้นพากันสงสารเด็กชายคนนั้นเป็นอย่างมากและบัดนั้นก็ได้ถูกเผาไปพร้อมกับร่างของชายหนุ่มคนนั้นด้วยเช่นเดียวกันโดยเมื่อหลังจากเรื่องนั้นผ่านไปเป็นเวลา 10 ปี

เรื่องราวของเขาก็ค่อยๆถูกลืมไปแต่มันน่ารักทั้งสองก็ยังคงจำเรื่องราวของเขาได้เป็นอย่างดีโดยมีอยู่วันหนึ่งที่มีนักเรียนคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในห้องสมุดซึ่งเป็นนักเรียนสาวชื่อว่าเยลลี่เยลลี่นั้นเดินเข้าไปในห้องสมุดซึ่งเป็นห้องสมุดตำนานของโรงเรียนต่างๆซึ่งเป็นจุดที่ไม่ค่อยที่จะมีคน เข้าไปในน้ำจะมีสักเท่าไหร่โดยมีเด็กสาวที่ชื่อเยลลี่เมื่อกลับออกมาแล้ว มือของเธอนั้นก็ได้มีบัตรที่เป็นแบบที่จะสามารถยืมหนังสือไปได้ 2 เดือนซึ่งเป็นบัตรเดียวกันที่ถูกเขาด้วยพร้อมกับร่างของเด็กชายเมื่อ 10 ปี

ก่อนเมื่อเราบรรณารักษ์เห็นก็ถึงกับต้องตกใจเป็นอย่างมากนอกจากนั้นทุกๆคืนเราบรรณารักษ์มักจะได้ยินเสียงคนเดินไปมาทั่วห้องสมุดทั้งๆที่ไม่มีใครเลยนอกจากนั้นเมื่อเช้ามาอีกครั้งก็จะได้ยินเสียงของหนังสือปิดดังบ้างและเมื่อไปมองที่ไหนทั่วห้องแล้วแต่ก็ไม่เห็นมีใครนอกจากนั้นทุกทุกเช้าจะเห็นว่ามีรอยเท้าเปลื้อนโคลนเดินอยู่ทั่วห้องแต่เมื่อตามร้อยเท้าไปนั้นก็เห็นว่ารอยเท้านั้นหันไปที่กระจกที่ไม่มีระเบียงและรอยเท้าก็สิ้นสุดอยู่เพียงแค่นั้น นั้นจึงทำให้ทุกคนคิดว่านั้นคือรอยเท้าของชายหนุ่มที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน

 

สนับสนุนโดย  rb88 คาสิโน

ตํานานนางสิบสอง 

มีเศรษฐีคนหนึ่งเท่านั้นอาศัยอยู่กับภรรยาและมีลูกมากถึง 12 คนโดยเข้านั้นก็นเิ่มจนหมดตังก็เริ่มหมดลงเนื่องจากเขานั้นมีลูกมากเกินไปด้วยความที่เขาต้องการที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายลงเขาจะพาลูกทั้ง 12 คนไปทิ้งเนี่ยกลางๆเด็กๆนั้นเหนื่อยอ่อนจึงได้ทำการนอนหลับไปที่ใต้ต้นไม้ในช่วงเวลานั้นเองราชินียักษ์ที่อาณาจักรใกล้ๆกันก็ได้ไปพบกับเด็กทั้งสิบสอง

และได้เกิดความเอ็นดูจึงได้ให้เด็กทั้ง 12 นั้นมากลายเป็น ลูกบุญธรรมหลังจากที่นางสิบสองทั้งหมดได้อาศัยอยู่กับราชินียักษ์มาตลอดเวลาพวกเขานั้นก็เริ่มสงสัยว่าเมืองแห่งนี้นั้นจะเป็นอาณาจักรของยักษ์เนื่องจาก เมื่อวานนางสิบสองได้เดินทางไปที่หลังสวนซึ่งเป็นส่วนต้องห้ามและเมื่อไปถึงก็พบกับโครงกระดูกของคนมากมาย

และจะคนนึงที่กำลังถูกขังอยู่ในกรงขนาดยักษ์ นางสิบสองรีบเดินตรงไปสอบถามและได้ความมาว่าอาณาจักรแห่งนี้นั้นเป็นอาณาจักรของยักษ์ราชินีซึ่งเป็นแม่ของพวกเขาเองก็คือราชินีอย่างนั้นเองเมื่อพวกเขารู้ก็เริ่มคิดและสังเกตไปที่นั่นทุกๆวันจะมีอยู่วันนึงก็พบว่าราชินียักษ์ซึ่งเป็นแม่บุญธรรมของพวกเขาได้แปลงร่างกายเป็นยักษ์ที่หน้าตาอัปลักษณ์และจับคนกินพวกเขากลัวจนพากันรีบเดินทางออกนอกอาณาจักรแห่งปีในช่วงเวลานั้นเองมีองค์ชายเมืองหนึ่งที่ได้เดินทางมาที่ตายนั้นแหละ

เจอกับนางสิบสอง ที่มีหน้าตาสะสวยองค์ชายจึงได้ทำการอภิเษกสมรสกับนาง 12 ทั้งหลาย ย้อนกลับไปที่เมืองยักษ์ราชินีแห่งอยากได้มีลูกอยู่ 2 คนเป็นลูกสาวฝาแฝดคนแรกชื่อว่าเมรีคนที่ 2 ชื่อ 4 ทัศนาผ่านไปเป็นเวลา 1 อาทิตย์ราชินีแห่งเมืองยักษ์ก็ได้รู้มาว่านั่งทั้ง 12 ตอนนี้ได้กลายเป็นมเหสีของพระราชาที่เมืองแห่งหนึ่งด้วยความที่จะโกรธราชินียักษ์

จึงได้แปลงร่างเป็นหญิงสาวสวยและได้เตรียมยาเสน่ห์ขึ้นมาและก็ได้เดินทางไปที่อาณาจักรของพระราชานั้นพระราชานั้นก็ดันหลงเสน่ห์ยาเสน่ห์ที่พระราชินียักษ์ทำหลังจากนั้นราชินียักษ์ที่ตอนนี้แปลงร่างเป็นหญิงสาวสวยก็ได้บอกกับพระราชาว่าเธอนั้นต้องการให้พระราชาทำให้นาง 12 นั้นถูกขังอยู่ในคุกในถ้ำกลางป่าอันมืดมิดและทั้ง 12 ก็พากันถูกขังเข้าไปไม่นานนักราชินี

ก็ได้เดินทางเข้ามาในที่แห่งนั้นพร้อมกับควักลูกตาของพี่สาวนาง 12 ไปแต่ลูกคนที่ 2 ซึ่งน้องคนสุดท้องกับถูกควักไปแค่ดวงตาข้างเดียวเท่านั้นเนื่องจากดวงตาอีกข้างนั้นยังไม่ครบกำหนดพอที่ราชินีนั้นจะสามารถเอาไปทำเป็นยาอมตะได้โดยราชินีนั้นได้หารู้ไหมว่านาง 12 ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องกำลังตั้งครรภ์อยู่ซึ่งเป็นลูกของพระราชามีอยู่วันนึงที่นางได้คลอดลูกออกมา

โดยตั้งชื่อลูกของตัวเองว่า รถเสน ด้วยความสงสาร รถเสนจึงได้แอบหลบหนีออกจากถ้ำโดยการปีนก้อนหินขึ้นไปที่ร่องเล็กๆที่เพดานถ้ำเมื่อเขาออกมากแล้วเขาก็เดินทางไป ฆ่าราชินียักษ์หลังจากนั้นเมื่อข้าราชินียักษ์แล้วมนต์เสน่ห์ที่ราชินียักษ์ทำไว้ก็ได้สลายหายไปรถเสนได้บอกกับพระราชาว่าเข้านั้นคือลูกของนางสิบสองพระราชานึกขึ้นได้

จึงได้สั่งปล่อยนาง 12 ออกมาแล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยเท่านั้นได้ตามหมอหลวงที่เก่งที่สุดให้นำดวงตาของนางสิบสองทั้งหมดนั้นใส่กลับเข้าไปรักษาให้ดีเหมือนเดิมผ่านไปเป็น 1 ปีดวงตาของนางสิบสองทั้งหมดก็ได้กลับมาดีเหมือนเดิมอีกครั้งและพวกเขานั้นก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดมา

 

สนับสนุนโดย  rb88 thai

ผีนางรำ

ซึ่งผีนางรำตามประวัติที่มาของโบราณแล้วส่วนใหญ่ผีนางรำจะพบอยู่ในสถานที่เก่าแก่โบราณหรือในสถานที่ที่มีตำนานยกตัวอย่างเช่นบ้านทรงไทยเก่าๆศาลศาลาร้างหรือว่าห้องพระ ซึ่งในตำนานของผีนางรำก็ได้มีอยู่หลายพื้นที่แต่ตำนานที่ได้มีผู้คนพูดถึงกันเยอะมากที่สุดก็คือผีนางรำที่ได้พบในห้องดนตรีไทยหรือห้องนาฏศิลป์ลักษณะของผีนางรำที่เราจะพบเจอกันมันได้มีความแตกต่างกันออกไปเล็กน้อย

แต่ส่วนใหญ่ที่สามารถพบเจอกันจะมีลักษณะสีผิวขาวซีดตาลึกโบ๋หน้าตานิ่งเฉยใส่ชุดไทยแบบครบชุดใส่ ชฎาสูงๆแบบรำไทยและคนส่วนใหญ่ที่มักจะเจอก็จะเจอในรูปแบบเดียวกันก็คือจะใส่ชุดทรงไทยและได้ยืนรำอยู่ต่อหน้าและตามตำนานได้บอกเอาไว้ว่านางรำจะรำท่าเดิมซ้ำอยู่เรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าจะหมดเวรกรรมที่เธอได้ทำเอาไว้และเมื่อได้เวรกรรมแล้วเธอก็จะได้ไปเกิดใหม่

ซึ่งตำนานเหล่านี้ก็เป็นตำนานพื้นฐานที่ได้มีอยู่ทุกที่ที่เกี่ยวกับผีนางรำแต่ถามจริงๆว่าที่มาของผีนางรำในสมัยก่อนนั้นมันได้มีอยู่จริงหรือไม่มันมีการยืนยันที่แน่นอนมั้ยมีอยู่จริง ตามหลักฐานที่ได้มีการค้นพบและมีการบอกต่อกันสู่รุ่นลูกสู่รุ่นหลานและยังได้มีการทำเป็นหนังสือเขาได้บอกเอาไว้ว่าผีนางรำได้เกิดจากผีที่ผู้หญิงเป็นนางรำและตายด้วยสาเหตุต่างๆไม่เคารพหรือได้ไปลบหลู่ศิลปะนาฏศิลป์ได้ฆ่าตัวตายในห้องดนตรีไทยนำชุดรำหรือเครื่องเล่นดนตรีไทยไปขายเพื่อนำเงินมาเที่ยวหรือทลยศครูบาอาจารย์ที่ได้สอนการรำไทยพอได้ตายไปผู้หญิงเหล่านี้ก็จะเฝ้าห้องที่ตนเอง

ตายหรือสิ่งของเครื่องดรตรีไทยนั้นๆนั่นเอง เคยมีเรื่องเล่าในสมัยโบราณสมัยก่อนได้มีโจรผู้หนึ่งได้บุกกเข้าไปปล้นเศรษฐีเรือนไทยท่านหนึ่งและได้มองเข้าไปที่ห้องดนตรีไทยเพราะราคาของเครื่องดนตรีไทยและชุดรำสมัยก่อนนั้นแพงมาก ซึ่งโจรทั้งคู่ก็ได้หวังที่จะนำเอาชุดหรือเครื่องดนตรีไทยไปขายเพื่อจะนำเอาเงินไปเที่ยวโดยที่โจรเหล่านี้ได้มีการวางแผนว่าจะเข้าไปปล้นในช่วงที่ได้มีงานเทศกาล

เพราะคนส่วนมากจะออกไปข้างนอกบวกกับไม่ค่อยจะมีคนอยู่บ้านในขณะที่โจรทั้งสองกำลังปล้นอยู่สายตาโจรผู้หนึ่งได้มองไปเห็นเงาของผู้หญิงที่กำลังรำอยู่โจรคนที่มองเห็นก็ได้ตะโกนขู่ไปว่ามึงเปนใครวะก่อนที่จะมีลมแรงพัดเข้ามาในห้องดนตรีไทย

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay pc

ตำนานการทดลองในสมัยนาซี

กาทดลองแช่แข็งมนุษย์เป็นๆ

สำหรับการทดลองแช่แข็งมนุษย์เป็นได้เกิดขึ้น เมื่อเดือนสิงหาคม เมื่อในปี1942 ถึงเดือนพฤษภาคม ปี1943เขาบอกว่าได้มีการทดลองแช่มนุษย์เป็นๆในน้ำแข็งหรือในน้ำที่เย็นจัดในอุณหภูมิสามองศาจากการทดลองในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ของนาซีเขาได้ได้อ้างเอาไว้ว่าจะเป็นประโยชน์แก่การทหารมากเพราะถ้าเกิดสมมุติว่าในวันหนึ่งเครื่องบินตกแล้ว

ก็นักบินจะต้องไปอยู่ในน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำสามารถทำยังไงที่จะให้มีชีวิตรอดหรือจะอยู่ได้กี่วันหรือบางทีทหารบกไปอยู่ในทุ่งหญ้าน้ำแข็งจะมีวิทียังไงที่จะแก้ปัญหานี้และทำให้ร่างกายอบอุ่นและอยู่ในสภาพเหล่านั้นได้ ซึ่งในการทดลองครั้งนี้จะแช่คนเป็นๆอย่างที่ได้กล่าวกันไปและบางคนให้สวมชุดนักบินหรือหนักที่สุดก็คือไม่สวมชุดอะไรเลย

และในการทดลองในครั้งนี้ได้ทำมากถึงสี่ร้อยกว่าครั้งวนไปวนมาในนักโทษจำนวนหนึ่งและนักโทษบางคนที่โดนแช่ไปแล้วเอาขึ้นมาก็มีสิทธิ์ที่จะโดนแช่เป็นครั้งที่สองที่สามต่อไปได้ถ้านักโทษคนนั้นร่างกายผอมถูกแช่เต็มที่80นาทีก็เสียชีวิตและในบางคนเขาอยู่ได้ถึงประมาณสามชั่วโมงแต่สุดท้ายในการทดลองในครั้งนี้เขาก็ไม่ได้สนในนักโทษอะไรก็ปล่อยให้แช่อยู่ในน้ำอุณหภูมิสามองศาจนเสียชีวิตสรุปผลการทดลองในครั้งนี้มันไม่ได้มีผลประโยชน์หรืออะไรเลยก็คือเอามนุษย์มาแช่ในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำเล่นๆแค่นั้นเอง

 

การทดลองยาวัคซีนวัณโรค

คือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้ก็ได้มีโรคระบาดหนึ่งโรคขึ้นมาก็คือวัณโรคนาซีได้พยายามจะหาวัคซีแก้วัณโรคเพราะในช่วงของสงครามนั้นโรคนี้ถือว่าเป็นโรคระบาดที่รุนแรงและยังไม่มีทางแก้รักษาแต่ก็ได้มีแพทย์ท่าหนึ่งได้ยืนยันว่าวัณโรคนี้มันสามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้เขาก็เลยต้องการที่จะพิสูจน์ให้ดูการที่นำเอานักโทษชาวยิวที่เป็นเด็กย้ำว่าเด็กกว่ายี่สิบคน

ได้พาตัวมาที่ห้องทดลองและทำการทดลองด้วยการตัดตอมน้ำเหลืองที่อยู่ใต้รักแร้ออกเพื่อทำการทดลองยาวัคซีนวัณโรคแต่สุดท้ายแล้วในการทดลองในครั้งนี้ได้เกิดความล้มเหลวไม่เป็นถ้าเลย

ซึ่งจากความล้มเหลวในครั้งนี้เด็กชาวยิวที่ถูกตัดตอมน้ำเหลืองไปก็ได้ถูกแขวนคอกันทั้งหมดเลยตามนโยบายของฮิตเลอร์ที่ได้กล่าวเอาไว้ว่า ปากท้องที่ไม่มีประโยชน์ก็สมควรที่จะเสียละ ให้กับคนที่ยังมีโอกาศมากกว่า เพราะจะได้เป็นแรงงานต่อไปได้ แต่อยากจะบอกว่า ฮิตเลอร์เขาก็ค่อนข้างที่จะเลือดเย็นเอามากๆ

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตํานานคําชะโนดที่จังหวัดอุดรธานี

      สำหรับตำนานความเชื่อที่เขาคำชะโนดนั้นเป็นอีกหนึ่งตำนานความเชื่อที่เกี่ยวกับพญานาค ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันมากนี่คือสถานที่ที่เป็นที่สิงสถิตของพญานาค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และยังมีการเชื่อมกันด้วยว่าที่เขาคำชะโนดนี้เป็นปากทางเข้าเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และถ้ำบาดาลของพญานาคนั่นเอง ซึ่งที่นี่อยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี

โดยชาวบ้านมีการเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องของตำนานเขาคำชะโนดไว้ว่า ก่อนหน้านี้มีดินแดนที่เรียกว่าหนองกระแสหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหนองแส ซึ่งที่นี่เป็นดินแดนของพญานาคซึ่งมีการแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วนโดยส่วนหนึ่งนั้นถูกปกครองโดยพญานาคซึ่งเป็นพญานาคเจ้าพ่อศรีสุทโธ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นการปกครองโดยพญานาค

ซึ่งเป็นเจ้าพ่อสุวรรณนาค โดยพญานาคทั้งสองตนนั้นได้มีการทำข้อตกลงร่วมกันในการอยู่อาศัยพื้นที่นี้ร่วมกันว่าหากว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกไปหาอาหารนั้นอีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่ออกไปหาอาหาร เพื่อที่จะได้ไม่เกิดการทะเลาะกันส่วนใครที่หาอาหารมาได้นั้นก็จะนำมาแบ่งกันกิน แต่เราอยู่มาวันหนึ่งพญานาคทั้งสองตนนั้นก็ได้เกิดการทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องของการแบ่งอาหารกันนั่นเอง

ซึ่งการทะเลาะกันนี้บานปลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนเรื่องราวนั้นรู้ไปถึงหูของพระอินทร์ โดยพระอินทร์นั้นได้มีการตัดสินให้พญานาคทั้งสองตนนั้นแข่งกันสร้างแม่น้ำออกไปจนถึงทะเล และเพื่อป้องกันไม่ให้พญานาคทั้งสองตนนั้นได้ทะเลาะกันอีกพระองค์อินทร์จึงได้สร้างเขา ดงพญาไฟขึ้นมากั้นแม่น้ำทั้งสอง

และมีคำสั่งว่าถ้าหากใครสามารถที่จะสร้างแม่น้ำไปถึงทะเลได้ก่อนกันคนนั้นก็ชนะและคนที่ชนะนั้นจะได้ปลาบึกไปครอบครอง ซึ่งในที่สุดนั้นพญานาคพญาศรีสุทโธก็ได้สร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อนจึงได้ทูลขอว่าจะขอพระอินทร์ว่าขอมีทางขึ้นลงเมืองบาดาลไว้ 3 ที่ ซึ่งทีแรกนั่นก็คือธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ และที่หนองคันแทและที่สุดท้ายก็คือที่คำชะโนดนั่นเอง

และในปัจจุบันนี้เรามักจะเห็นว่าชาวบ้านมักจะพากันเดินทางไปทั่วทุกจังหวัดเพื่อไปกราบไหว้พญานาคเจ้าปู่ศรีสุทโธและเจ้าย่าศรีปทุมมากันอย่างไม่ขาดสายโดยปัจจุบันนี้ผู้คนมักจะเดินทางไปทำการกราบไหว้ขอพรรวมถึงขอเลขเด็ดขอหวยซึ่งแต่ละคนที่ไปทำการขอหวยนั้นอ่านก็จะได้เลขเด็ดกลับมาและมักจะถูกเลขรางวัลที่ 1 กัน

เป็นประจำจึงทำให้ที่นี่นั้นเป็นที่ที่ต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกวันและเป็นจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลคอยควบคุมไม่ให้นักท่องเที่ยวนั้นเข้าไปเยอะมากจนเกินไปแต่อย่างไรก็ตามที่เขาคำชะโนดนี้ก็ยังมีนักท่องเที่ยวต่างพากันเดินทางไปขอเลขเด็ดกับเจ้าปู่ศรีสุทโธกันอย่างไม่ขาดสาย

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay มือถือ

ตำนานแม่นาคพระโขนง

        สำหรับเรื่องราวตำนานแม่นาคพระโขนงนั้นเชื่อว่าหลายคนคงรู้เรื่องราวนี้กันเป็นอย่างดีเพราะนอกจากจะมีปู่ย่าตายายเล่าให้ฟังแล้วยังมีการนำมาเป็นภาพยนตร์หลายภาคด้วยกันทั้งภาพยนตร์รวมถึงละครก็มีการนำแม่นาคพระโขนงมาออกฉายให้เห็นกันอยู่เป็นประจำซึ่งในเรื่องก็เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องของความรักที่ชายหญิงคู่หนึ่งมีให้แก่กันแต่ถูกความตายมาพรากให้จากกันนั่นเองโดยเรื่องของแม่นาคพระโขนงนั้นชาวบ้านเล่าขานกันว่านี่คือเรื่องจริงของชายหญิงคู่หนึ่ง

ซึ่งอยู่ตรงเขตพระโขนงด้วยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เรื่องราวมีอยู่ว่าหญิงสาวที่ชื่อนาถพบรักกับนาคหลังจากที่แต่งงานอยู่ด้วยกันนางก็ตั้งท้องแต่ระหว่างที่หน้ากำลังตั้งท้องอยู่นั้นปรากฏว่านางต้องไปเป็นทหารซึ่งหน้าสัญญาว่าจะรอมากลับมาแต่จนแล้วจนรอดผ่านไปหลายเดือนมากก็ยังไม่กลับมาทำให้หน้าต้องมารอมากที่ท่าน้ำเป็นประจำทุกวันแล้วเมื่อเข้าเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์ซึ่งอยู่บ้านคนเดียวก็เจ็บท้องและคลอดลูกแต่เนื่องจากเสียเลือดมากทำให้นาคนั้นเสียชีวิตในระหว่างการคลอดลูกแต่ตั้งแต่หน้าเสียชีวิตวิญญาณของหน้า

ก็ยังคงวนเวียนมารอคอยนาคอยู่ตรงท่าน้ำอยู่เป็นประจำซึ่งชาวบ้านที่มีการผ่านไปผ่านมาแถวบริเวณหน้าบ้านของนาคก็มักจะเห็นวิญญาณของนาคมายืนรอสามีรวมถึงได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้โหยหวนน่ากลัวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อถึงเวลาช่วง 18:00 นชาวบ้านทุกคนก็จะเข้าบ้านนอนเพราะกลัวผีแม่นาคด้วยกันทั้งนั้นหลังจากนั้นไม่นานสามีก็คือพี่มากก็ได้กลับมาอยู่ที่บ้านพระโขนง

ซึ่งระหว่างที่สามีกลับมาอยู่ที่บ้านนั้นเขาไม่รู้เลยว่าภรรยาที่เขาอยู่ด้วยนั้นได้เสียชีวิตลงไปแล้วจนในที่สุดวันหนึ่งชาวบ้านจะได้พากันมาบอกเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแม่นาคซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความโมโหให้กับแม่นาคเป็นอย่างมากที่ชาวบ้านมายุ่งวุ่นวายเกี่ยวกับความรักของเธอกับสามีของเธอเธอจึงได้ออกอาละวาดหลอกหลอนผู้คนส่วนพี่มากนั้นก็ได้หนีไปอยู่วัดเพื่อให้พระคอยช่วยเหลือ

และคุ้มครองและหลังจากที่แม่นากนั้นหลอกลวงทุกคนหรือทุกวันก็ได้มีพระองค์หนึ่งซึ่งมาธุดงค์และมีการสวดมนต์ให้พรรวมถึงสั่งสอนแม่นาคเจอแม่นาคนั้นยอมรับว่าตัวเองนั้นเสียชีวิตแล้วและได้มีการติดตามพระองค์ดังกล่าวนั้นไปแสวงบุญซึ่งเรื่องราวในครั้งนี้ยังมีหลักฐานจากการที่พระดังกล่าวได้มีการเจาะไว้ที่โกรกหน้าผากของแม่นาคแล้วนำกระจกหน้าผากนั้นมาลงยันต์ปัจจุบันตรงหน้าผากนั้นยังคงมีอยู่โดยลูกหลานตระกูลของแม่นาคนั้นเป็นผู้เก็บรักษาเอาไว้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

เสียงปริศนาที่เหล่านักบินอวกาศหาข้อสรุปไม่ได้

หยาง ลีเว

ในปี2003 นายพลและเหล่านักบินของทางการทหารมีนามว่า หยาง ลีเว ที่ได้กลายมาเป็นบุคคลแรกของประเทศจีนที่ได้เข้าปฏิบัติหน้าในอวกาศซึ่งเขาก็ได้ใช้ระยะเวลาอยู่บนอวกาศ  เสินโจว-5 เป็นเวลา21ชั่วโมง โดยที่บนยานนั้นมีเขาเพียงลำพัง ซึ่งในขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเขาก็ได้พบเข้ากับบางสิ่งที่มันแปลกประหลาดเขาได้ยินเสียงปริศนา โดยได้อธิบายว่าเสียงนั้นมันเหมือนกับว่ามันได้มีตัวอะไรบางอย่างที่มันได้เข้ามาเคาะที่ตัวยาน

ซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเสียงนั้นมันได้ดังมาจากตัวในยานหรือว่าด้านนอกของตัวยานจากนั้น เขาก็ได้เข้าไปตรงที่หน้าต่างของยาน เพื่อที่เขานั้นจะหาที่มาของเสียงนั้นแต่เขากับไม่พบเห็นอะไรที่มันดูผิดปกติเลยและเมื่อ หยาง ลีเว เขาได้กลับเข้ามายังโลกเขาก็ได้พยายามที่จะสร้างเสียง

โดยจะใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อที่จะให้ผู้ที่เชี่ยวชาญนั้นได้ช่วยระบุ ว่าเสียงเหล่านี้มันน่าจะเกิดมาจากอะไรแต่พวกเขาก็ไม่อาจที่จะเลียนเสียงทำให้มันเหมือนได้ดังนั้นด้านทฤษฎีที่มีเหตุผล และมันน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดที่ได้ชี้ได้ในการขยายและการหดตัวของโลหะ เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแต่มันก็ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดและนักบินอวกาศที่เขาได้ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ที่หลังจาก ลีเว  ในช่วงปี2005และ2008 ก็ยังได้มีรายงานมาว่า ได้ยินเสียงปริศนาดังกล่าวอยู่เช่นกัน

อพอลโล10

ดูเหมือนว่าบันทึกการสนทนาของภารกิจอพอลโล10ที่ถูกเผยแพร่โดยนาซา ได้เผยปริศนาบางอย่างโดยในการสนทนาได้มีช่วงหนึ่ง ที่นักบินอวกาศนามว่า จีนน์ เซอร์นัน ก็ได้ถามเพื่อร่วมงานของเขา จอห์น ยัง ว่าเขานั้นได้ยินเสียงหวูดแปลกๆหรือไม่ ซึ่งอพอลโล10ถือได้ว่าเป็นโครงการในครั้งที่สี่ของนาซาที่ได้พามนุษย์ขึ้นไปสู่อวกาศ

โดยได้มีเป้าหมาย เพื่อการซ้อมสำหรับการลงจอดและเพื่อเป็นการศึกษาในสนามของแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เสียงปริศนา ที่ดังผ่านมาจากหูฟังของพวกเขา ในขณะที่ยานกำลังโคจรอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “ด้านมืดของดวงจันทร์”  โดย ยัง และ เซอร์นัน ได้กล่าวว่าเสียงนั้นมันได้เป็นเสียงที่แปลกมากๆ

และทั้งคู่กำลังจะหาที่มาของมันไม่เช่นนั้นมันก็จะไม่มีใครที่จะเชื่อพวกเขาอย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานในการยืนยันที่แน่ชัดแต่ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าเสียงที่นักบินอวกาศได้ยินนั้นจะเป็นการสื่อสารของเอเลี่ยน โดยได้มีการอธิบายว่าอาจจะเกิดจากความถี่ของแม่เหล็กไฟฟ้าในอวกาศที่ไปรบกวนกับสัญญาณวิทยุ ซึ่งทางนักบินอวกาศอพอลโล10ยังได้เตือนเหล่านักบินอพอลโล11ว่าไม่ต้องตกใจหากได้ยยินเสียงประหลาดในขณะขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่

 

 

สนับสนุนโดย  betbb

รถไฟผีเซนต์ลูอิสและแสงปริศนาเซนต์ลูอิส

 เซนต์ลูอิส

เซนต์ลูอิส เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ได้มีประชากรน้อยกว่า500คนได้อาศัยอยู่ที่ได้ตั้งอยู่รัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดา โดยหมู่บ้านแห่งนี้มันได้มีอยู่เรื่องราวที่ลึกลับที่มันอยู่มาอย่างยาวนานนั่นมันก็คือ “รถไฟผีเซนต์ลูอิส หรือ แสงปริศนาแห่งเซนต์ลูอิส”  ที่ได้มีการสังเกตการณ์แสงประหลาดนี้อยู่หลายครั้ง โดยมันได้มัลักษณะการเคลื่อนที่ขึ้นลงไปมาในบริเวณรางรถไฟร้างในยามค่ำคืนอีกทั้งสีของมันยังเปลี่ยนไปมา และมีความสว่างที่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่ารางของรถไฟที่มันได้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเซนต์อิสมันก็ได้ถูกนำออกไปแล้ว

ก็ตามแต่แสงไฟประหลาด มันก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่มาเป็นประจำ หนึ่งในตำนานก็ได้ล่าว่ามันได้เคยเกิดเหตุการณ์ที่มีคนรายงานหนึ่งที่มีคนได้ถูกรถไฟชนจนหัวขาดในขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่และก็ได้มีการกล่าวถึงแสงที่มันได้มีความต่างกันออกไป โดยที่ได้เชื่อกันว่ามันได้มีแสงสีเหลืองก็คือหัวของรถจักรไอน้ำเก่าในขณะที่แสงสีแดงขนาดเล็กมันได้เป็นแสงของตะเกียงที่คนงานผู้ที่ได้เสียชีวิตที่ได้นำเอาเข้าไปใช้ในการค้นหาศีรษะของเขาหลายคนหวังว่าแสงไฟจะหายไปหลังจากที่ได้มีการย้ายรางของรถไฟแต่พวกชาวบ้านเองก็ยังคงเห็นแสงไฟปริศนานั้นอยู่เกือบทุกคืนและผู้ที่ได้พบเห็นมันมักจะบอกว่าแสงนั้นสว่างมากและนักวิทยาศาสตร์เขาก็ยังไม่สามารถที่จะอธิบายมันได้ถึงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้

ซาเน็ทติ

ในวันที่14มิถุนายน 1911 บริษัทรถไฟซาเน็ทติ ของอิตาลีก็ได้จัดแคมเปญ เพื่อสาธิตรถไฟท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ความลึกลับของรถไฟลำนี้มันได้เกิดขึ้น เมื่อผู้โดยสาร100คนและลูกเรืออีก6คนที่ได้ออกจากสถานีรถไฟในกรุงโรม ในวันนั้น ผู้โดยสารก็จะได้เห็นสถานที่ในท้องถิ่นทั้งหมดแต่สิ่งน่าสนใจเป็นพิเศษ ก็คืออุโมงค์แห่งใหม่ที่มันได้ตรงอยู่แคว้นลอมบาร์เดียทางตอนเหนือของกรุงโรมเมื่อได้เข้าสู่อุโมงค์ของรถไฟซาเน็ทติและผู้โดยสารกลับไปหายกันไปอย่างไร้ร่องรอย

และจากเรื่องเล่าของผู้โดยสารทั้งสองคนที่ได้กล่าวถึงความประหลาด ซึ่งพวกเขาก็ได้เหวี่ยงตัวเองออกมาจากรถไฟก่อนที่มันจะเข้าไปในอุโมงค์พวกเขาก็ยังได้เล่าอีกว่าเหล่าผู้โดยสารคนอื่นๆก็ได้เกิดความกลัวและได้ตื่นตระหนก เมื่อจู่ๆ รถไฟก็ได้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกที่หนาจากนั้นก็ได้มีความพยายามในการค้นหารถไฟไปทั่วพื้นที่แต่กลับไม่พบอะไรเลยและต่อมาอุโมงค์ได้ถูกปิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่2

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน เกม

ตำนานเรือไททานิค  

หากใครเป็นคนที่เกิดในช่วงในยุค 90 เชื่อว่าหลายคนคงจะจำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งได้ซึ่งเป็นตำนานที่โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อมีการออกฉายทั่วโลกแล้วสร้างรายได้ถล่มทลายเป็นอย่างมากเนื่องจากเนื้อเรื่องที่เป็นเรื่องของความรักและยังนำตำนานเรื่องจริงของเรือไททานิคมาตีแผ่ให้คนได้รู้เป็นครั้งแรกซึ่งในครั้งนั้นเราได้รู้ถึงความรักความเสียสละของชายหนุ่ม

คนหนึ่งที่ชื่อว่าแท็กที่เขายอมเสียสละชีวิตของตนเองเพื่อให้หญิงสาวที่เขารักที่ชื่อว่าโรสรอดชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุเรือไททานิคล่มกลางมหาสมุทรในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของตํานานเรือไททานิคซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้สำหรับเรือไททานิคนั้นเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศอังกฤษ

และถูกปล่อยให้เดินทางครั้งแรกโดยจะเดินทางจากประเทศอังกฤษลองตามทะเลไปสิ้นสุดการเดินทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยจะไปที่เมืองนิวยอร์กซึ่งในการเดินทางครั้งนั้นเป็นการเดินทางในวันที่ 10 เดือนเมษายนปีคริสตศักราช 1992 และผู้ที่ควบคุมเรือเป็นกัปตันคอยดูแลเรือในการเดินทางครั้งนั้นก็คือเอ็ดเวิร์ดเจสมิธ  และแน่นอนว่าเนื่องจากเรือไททานิคนั้นเป็นเรือขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อนถูกปล่อยให้ลงลอยไปในทะเลครั้งแรกผู้คนต่างมั่นใจ

ในความยิ่งใหญ่ของเรือไททานิคว่ามันจะไม่มีทางตรงกลางทะเลอย่างแน่นอนในการเดินทางครั้งนั้นมีผู้โดยสารเดินทางไปทั้งสิ้นรวมทั้งหมด 2208 คนโดยมีทั้งลูกเรือและทางผู้โดยสารที่มีระดับทั้งมหาเศรษฐีและประชาชนทั่วไปโดยการเดินทางในเรือไททานิคในครั้งนั้นได้มีการรวบรวมคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกไปอยู่บนเรือลำนั้น

เป็นจำนวนมากเพราะต่างคนต่างก็ต้องการที่จะทดลองใช้ชีวิตความหรูหราบนเรือสำราญดังกล่าวแต่อย่างไรก็ตามเมื่อเรือแล่นมาได้ระยะหนึ่งพวกเขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาเมื่อเรือนั้นไปชนกับก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ทำให้เรือนั้นมีรอยรั่วและเกิดน้ำเข้าบริเวณใต้ท้องเรือส่งผลให้ทางเรือไททานิคนั้นจมลงกลางทะเล

ซึ่งในขณะนั้นจำนวนคนที่อยู่บนเรือกับจำนวนเรือยังชีพนั้นมีไม่เท่ากันทำให้เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้ที่เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 1514 คนโดยเหตุการณ์ไททานิคล่มนั้นเกิดขึ้นวันที่ 15 เดือนเมษายนปีคริสตศักราช 1962 เหตุการณ์ที่เกิดความสูญเสียชีวิตผู้โดยสารเป็นจำนวนมากในครั้งนั้นเป็นเพราะว่ากัปตันเรือนั้นมั่นใจในความใหญ่ของเรือไททานิคมากเกินไป

จึงขาดความระมัดระวังในการควบคุมดูแลเรือรวมถึงได้มีการนำเอาเรือยังชีพออกเพราะเห็นว่าเป็นตัวถ่วงที่จะทำให้เรือนั้นวิ่งได้ช้าลงเพราะเขาต้องการสร้างสถิติว่าเรือไททานิคนั้นวิ่งจากอังกฤษไปนิวยอร์กใช้เวลาเพียงไม่นานทำให้ในท้ายที่สุดแล้วความประมาทก็ทำให้เรือไททานิคนั้นร่มกลางทะเลหลังจากนั้นเป็นต้นมาตำนานของเรือไททานิคจึงได้มีการเล่าขานต่อกันมาจนถึงปัจจุบันและทุกวันนี้เรายังคงสามารถเห็นซากเรือไททานิคได้ในมหาสมุทร

 

สนับสนุนโดย  sagame888