ตำนาน ปามุคคาเล่ 

        ตำนาน ปามุคคาเล่  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของประเทศตุรกีอีกแห่งหนึ่ง   โดยที่นี่นั้นปัจจุบันเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในเมืองเดนิซลี  โดยที่นี่เรียกว่าปราสาทปุยฝ้ายซึ่งสถานที่แห่งนี้นั้นมีอายุเก่าแก่มานับเป็นหมื่นๆปีแล้วโดยที่นี่มีน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ ซึ่งว่ากันว่าถ้าหากได้มีโอกาสมาแช่ที่น้ำพุร้อนแห่งนี้แล้วจะช่วยทำให้ผิวพรรณดีเปล่งปลั่งสวยงามมีน้ำมีนวล  

     โดยน้ำพุแห่งนี้ มีตำนานเล่าขานกันตั้งแต่สมัยชาวโรมันมาว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งเธอเป็นคนที่ขี้เหร่ใครๆเห็นต่างก็พากันรังเกียจและหวาดกลัวหน้าตาของเธอทำให้ไม่มีคนในหมู่บ้านคนไหนอยากจะแต่งงานกับเธอเลยไม่ว่าเธอจะเดินผ่านไปไหนถ้าเห็นหน้าเธอต่างก็จะพากันหลบหนีทำให้เธอนั้นเสียใจเป็นอย่างมากและสุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย

     และสถานที่ที่เธอมาฆ่าตัวตายนั่นก็คือบริเวณหน้าผาของ ตำนาน ปามุคคาเล่  แห่งนี้นั่นเองเธอได้กระโดดหน้าผาลงมาแล้วก็มาเจอกับแอ่งน้ำพุร้อนซึ่งตอนที่เธอกระโดดนั้นแทนที่เธอนั้นจะตายแต่ปรากฏว่าเธอกลับมีชีวิตรอดและที่สำคัญเมื่อเธอโผล่ขึ้นมาจากน้ำปรากฏว่าหน้าตาที่ขี้ริ้วขี้เหร่ของเธอนั้นกลับกลายเป็นหน้าตาที่มีความสวยงามผิวพรรณของเธอนั้นก็เป็นเปล่งปลั่งซึ่งตรงข้ามกับเธอคนเก่าจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

    หลังจากที่เธอนั้นกลายมาเป็นคนใหม่ที่มีความงดงามทำให้ผู้ชายในหมู่บ้านต่างก็พากันใฝ่ฝันอยากจะได้แต่งงานกับเธอในขณะเดียวกันก็มีท่านลอร์ดคนหนึ่งซึ่งปกครองเมืองเดนิซลีแห่งนี้ได้มาเย็นกิตติศักดิ์ความงดงามของหญิงสาวคนดังกล่าวเข้าจึงได้มาดูให้เห็นกับตาว่างามจริงสมคำร่ำลือหรือไม่และเมื่อเดินทางมาถึงและได้เจอกับหญิงสาวก็ทำให้ท่านหลอดนั้นตกหลุมรักหญิงสาวในครั้งแรกทันทีและท่านหลอดก็ได้ตัดสินใจขอหญิงสาวแต่งงานในที่สุด

           ดังนั้นที่ปามุคคาเล่ แห่งนี้จึงกลายเป็นน้ำพุร้อนที่มีการร่ำลือกันว่าหากได้มีการลงไปแช่ตัวก็จะช่วยบำรุงผิวให้มีความงดงามส่วนสาเหตุที่ทำให้การแช่ตัวในน้ำพุร้อนแห่งนี้ทำให้ผิวดีนั้นก็เพราะว่าที่นี่นั้นมีแร่ธาตุเกิดขึ้นมาเองจากธรรมชาติเป็นจำนวนมากเวลาที่เราไปแช่น้ำร้อนนั้นก็จะทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายของเรานั้นไปกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดทำให้ ผิวพรรณของเรานั้นสวยงามเปล่งปลั่งขึ้นมานั่นเอง

           ปัจจุบันที่ปามุคคาเล่ แห่งนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนมักจะมาแช่น้ำพุร้อนแล้วที่นี่ยังมีการเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและมีการทำเป็นรีสอร์ทสปาเพื่อให้นักท่องเที่ยวนั้นได้มาแช่น้ำพุร้อนพื้นที่ผิวพรรณจะได้สวยงามเหมือนอย่างในตำนานนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  lovebet999

หน้าที่ของยมทูตและความเชื่อของไทย

หน้าที่ของยมทูต สำหรับยมทูตว่ากันว่าเป็นผู้ที่มีหน้าที่นำพาดวงวิญญาณของผู้ที่พึ่งเสียชีวิตให้เดินทางไปยังดินแดนหลังความตายโดยหน้าที่ของยมทูตนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินผู้ตายแต่อย่างใดจะเป็นเพียงแค่คนที่ได้นำทางให้วิญญาณของคนตายได้เดินทางไปยังดินแดนหลังความตายด้วยความปลอดภัยเท่านั้นเพื่อจะไปรับคำตัดสินของผลกรรมต่างๆที่เคยได้ทำเอาไว้ก่อนตายนั่นเอง

โดยผู้นำพาดวงวิญญาณหรือว่ายมทูตนั้นจะมีปรากฏอยู่ในแทบทั่วโลกเลยและจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละความเชื่อตัวอย่างเช่นยมทูตตามความเชื่อของคนไทยว่ากันว่าเป็นกุมพันที่มีบุญน้อยจะมีหน้าตาที่ดุดดันตาโตมีสีแดงผิวดำแล้วก็นุ่งผ้าสีแดง

โดยจะมีภาระกิจหลัก หน้าที่ของยมทูต โดยการที่ไปรับตัวผู้หมดอายุขัยในโลกมนุษย์มาสู่ยมโลกในเวลาที่มทูตเขาได้ปฏิบัติงานจะประกอบไปด้วยหัวหน้าชุดก็จะเป็นคนที่มีบุญมากกว่าทหารยมทูตแล้วก็จะมีทหารยมทูตติดตามอย่างน้อยสองตนโดยหัวหน้าชุดยมทูตจะมีความแตกต่างจากทั่วไปคือเครื่องประดับเป็นสร้อยทองคำในมือจะถือโซตวนส่วนทหารยมทูตนั้นจะไม่มีเครื่องประดับใดๆในมือก็จะถืออาวุธทำหน้าที่ในการไปรับดวงวิญญาณของคนตายและนำพาไปพบพยายมราชเพื่อรับคำตัดสินของผลกรรมที่ได้ทำเอาไว้ก่อนที่จะตายนั่นเอง

นอกจากนี้เวลาที่ตายที่ได้ไปรับดวงวิญญาณของผู้ตายนั้นก็เขาก็จะไปเป็นชุดโดยจะไปครั้งละสามตนบ้างห้าตนบ้างหรือว่าเจ็ดตนบ้างแล้วแต่ว่าผู้ตายนั้นจะมียศมีตำแหน่งมีอำนาจในเมืองมนุษย์มากเพียงใดเพราะว่าบางทีคนเหล่านี้เมื่อตายไปแล้วอาจจะยังไม่รู้ตัวเลยคิดว่าตนเองนั้นยังคงยิ่งใหญ่เหนือกว่าผู้ใดอยู่เพื่อที่จะเป็นการข่มขวัญให้ยมโลกให้ยอมสยบแต่โดยดียมทูตจึงได้ทำงานกันเป็นทีมนั่นเอง

โดยที่เรื่องราวทั้งหมดนี้มันก็เป้นเพียงแค่ความเชื่อตัวเราเองก็ไม่สามารถยืนยันได้ในสิ่งที่ได้พูดออกไปว่ามันได้เป็นจริงหรือเปล่าและก็เป็นลักษณะของยมทูตที่มีความเชื่อในลักษณะของไทย

ส่วนทางความเชื่อของอารยธรรมชองอียิปต์นั้นก็จะมีผู้นำพาดวงวิญญาณที่ได้ทำหน้าที่เหมือนกับยมทูตอยู่นั้นโดยผู้นำพาดวงวิญญาณของอียิปต์นั้นจะมีชื่อว่า Anubis โดยอนูบิส ว่ากันว่าเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งของอียิปต์ที่ได้มีบทบาทอย่างสำคัญเป็นอย่างมกเพราะว่าอนูบิสเป็นเทพเจ้าแห่งความตาย

ดังนั้นในการประกอบพิธีกรรมการทำศพต่างๆแบบอียิปต์โบราณและเรื่องราวในโลกของหลักความตายของมนุษย์ เทพอนูบิสก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องราวเหล่านี้ด้วย

 

สนับสนุนโดย.  หวยดี

โคลอสเซียม มีที่มาอย่างไร

โคลอสเซียม คือสนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ เมื่อในสมัยยุคโรมันหรือเมื่อ2000ปีที่แล้ว เป็นสนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและรอบๆนอกของโคลอสเซียมถูกสร้างโดยใช้ประตูทั้งหมดเลย ซึ่งสร้ามกีฬาที่ถูกสร้างโดยที่ใช้ประตูทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่หน้าทึ่งของคนในยุคนี้มากซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่การนำประตูมาใช้สร้างอย่างเดียวเพียงเท่านั้น

แต่มีมากมาย เช่นเป็นการใช้กลไกลต่างๆในการสร้างของโคลอสเซียม ที่มีทั้งระบบของลิปในการใช้ขนส่งคนหรือสัตว์ขึ้นไปในนั้น หรือ แม้แต่องศาต่างๆ การวางการจัดเรียงและอุปกรณ์ ที่ใช้ในการสร้างต่างๆที่ใช้มีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก และมีใช้จูคนได้มากสูงสุด50,000-55,000 คน

ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันก็จะมีความกว้างหรือ ใหญ่พอๆกับสนามฟุตบอลสถามกลางไปถึงใหญ่เลยทีเดียว แต่เพราะในสมัยนั้นไม่ได้มีเทคโนโลยีเหมือนสมัยนี้ดังนั้นก็เลยทำให้ได้รับความสนใจและเป็นสิ่งที่หน้าสนใจเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ซึ่งคนที่เริ่มคิดสร้างสนามกีฬา โคลอสเซียม ขึ้นมานั้นมีเหตุผลนั้นก็คือ ต้องการที่จะหยุดการใช้ความรุนแรงและการโกลหนในกรุงโรมันสมัยนั้น

เนื่องจากว่าจักวรรดิ สมัยนั้นได้เกิดวิกิเศรษฐ์กิจรุมแรงเป็นอย่างมากเพราะว่า จักรพรรดิเนโร จักรพรรดิองค์ที่5ของโรมัน ได้ทำการขึ้นภาษีจากประชาชนเป็นอย่างมากเพราะว่าจะทำการสร้างปราศาจขนาดใหญ่ใจกบางกรุงโรมและสร้างรูปปั่นทองคำ100% เพื่อที่จะได้ทราบ ศักยภาพของเขาให้ทั้งโลกได้เห็นว่ากรุงโรมนั้นไม่ได้เป็นที่2แต่อย่างได้

และเนื่องจากนี้เป็นเหตุที่ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านการเก็บภาษีที่ไม่ได้เป็นธรรมสักเท่าไหร่จึงเกิดการก่อประติวัตกันอยู่อย่างหลายปีซึ่งทางจักรวรรดิ เนโร ซึ่งต้องการที่จะหยุดการประติวัต ก็ได้ทำการติดต่อกับแม่ทัพคนหนึ่งที่มีผลงานจากการสู้รบชนะประเทศอังกฤษนั้นตอนนั้น ซึ่งมีชื่อว่า เวสเปเซียน (VESPASIAN) ซึ่งคนๆนี้ได้เป็นคนที่คิดที่จะทำการสร้าง โคลอสเซียม แห่งนี้ขึ้นมา และจะได้เป็นจักพรรดิคนต่ออีกด้วย และหลังจากที่ เวสเปเซียน(VESPASIAN) ได้รับคำสั่งนี้ก็สามารถทำให้กรุงโรมกลับมาสงบอีกครั้งได้

และจากความสงบนั้นได้ไม่นานเพราะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเก็บภาษีแต่อย่างใด ซึ่งก็ได้มีการก่อประติวัตกันเกิดขึ้นอีกครั้งแต่มีความรุนแรงกว่าครั้งแรกหลายเท่าตัว จึงทำให้จักพรรดิเนโร จึงต้องยอมสระตำแหน่งลง และตัวเนโร รู้ว่าการที่จะสระตำแหน่งลงนั้นจะต้องโทษประหารอยู่แน่เขาจึงทำการอัตวินิบาตกรรมเพื่อหนีโทษการประหารนั้นเอง

และหลังจากการที่เนโร ทำการอัตวินิบาตกรรม นั้นก็ยังเกิดเศรษฐกิจวิบัดอยู่นั้นซึ่งมีลักษณะยาวนานกว่า 3จักรพรรดิเลย ซึ่งก็ได้มีการประชุมกันว่าจะทำการแก้ปัญหาตรงนี้กันอย่างไรดี และก็ได้มีมัสติกันว่าให้ทำการติดต่อไปหา เวสเปเซียน(VESPASIAN) เพื่อมารับตำแหน่งจักรพรรดิ และกลับมาแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ และ เวสเปเซียน(VESPASIAN) ก็ได้คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้ผู้คนกลับมาศรัทธาและเขาก็ได้คิดสร้างสนาม แห่งนี้ขึ้นมานั้นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    heng868

ตำนานเสาหลักเมือง

สำหรับตำนานในการฝังผีบ้านผีเรือนได้เป็นตำนานมาอย่างยาวนานและก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ในสยามเท่านั้นเพื่อบ้านอย่างพม่ากัมพูชาเขาก็ยังได้มีเรื่องแบบนั้นเช่นกัน

โดยเรื่องแบบนี้มักจะมีความเชื่อว่าโลกที่เราอยู่เต็มไปด้วยวิญญาณชั่วร้ายและวิญญาณพวกนี้จะเป็นวิญญาณอาร์ตเสียด้วยเมื่อไรที่มันอยากจะอาร์ตขึ้นมามันก็จะเอาศึกสงครามเอาโรคภัยไข้เจ็บหรือความวินาศสันตะโรต่างๆเข้ามาหายังโลกมนุษย์ได้

ซึ่งมนุษย์เราเองใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆเมื่อมีความชั่วร้ายแล้วเราก็จำเป็นที่จะต้องสร้างสิ่งที่จะมาสู้กับพวกนี้แต่จะไม่ใช่เทพอะไรด้วยความที่ว่าในสมัยก่อนในดินแดนสุวรรณภูมิยังนับถือพวกผีกันเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้นสิ่งที่เราจะนำเอามาสู้ด้วยนั้นก็คือผีนั่นเองแต่จะไปหาผีที่ไหนที่ไว้ใจได้และจะรู้ได้ไงว่าผีเหล่านี้จะไม่กลับมาทำร้ายเราเองจะมีผีที่ไหนที่จะรักบ้านเมืองของตนเองงั้นเราก็เอาคนที่อยู่ในบ้านจับเอามาทำผีบ้านผีเมืองเอาสะเลยหนึ่งในเรื่องเล่าที่เราเชื่อว่าหลายคนคงจะได้ยินกันมาก็คือเรื่องของการตั้งเสาหลักเมืองที่เขาจะฝังคนที่มีชื่อว่าอินจันมั่นคง

นอกจากนี้เรื่องก็จะมีอยู่ว่าทางการจะส่งส่งคนเดินพร้อมกับร้องเปล่าประกาศว่านายอินจันมั่นคงแล้วในเวลานั้นเองถ้าหากใครได้ขานรับเขาก็จะได้รับเกียรติในการถูกเอาตัวไปฝังในหลุมโดยคนไทยโบราณนี้จะเชื่อว่าผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้เขาจะกลายสภาพเป็นผีอรักษ์จำพวกผีราษฎร

เนื่องจากนี้วิญญาณของพวกเขาจะคอยปกป้องรักษาเมืองไปตลอดกาลนอกจากเรื่องของการใส่ผีเข้าไปเพื่อให้เฝ้าเมืองแล้วมันยังมีเรื่องที่ฝังคนให้เป็นผู้ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ด้วยโดยสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทำโดยสามัญชนธรรมดาในสมัยก่อนมันจะไม่มีธนาคารพอเขาอยากจะเก็บเงินเก็บอะไรหน่อยก็ต้องใช้การฝังดิน

เพาะฉะนั้นแล้วเมื่อได้ทำการฝังดิบไปแล้วก็ยังกลัวคนมาขุดขึ้นมาอีกดั้งนั้นเขาจึงต้องพึ่งสิ่งเหนือธรรมชาติพวกนี้แหละวิธีการตอนที่พวกเขาจะฝังสมบัติเขาก็จะหาทาสซื่อสัตย์มาคนหนึ่งคนที่เขาพอจะไว้ใจได้หน่อยเสร็จแล้วก็จะฆ่าทาสไปพร้อมกับสมบัตินี้ด้วยเลยเพื่อจะให้ทาสเหล่านี้จะได้กลายเป็นผีไปชั่วกาล

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดที่เราได้ยินมามันจะเป็นเรื่องจริงหรือว่ามันจะเป็นเพียงเรื่องเล่าถ้ามันเป็นจริงมันก็น่าจะเขียนเอาไว้สักทีหนึ่งในประวัติศาสตร์

 

สนับสนุนโดย.  สูตร ยี่กีเข้าทุกรอบ รวย

หลักฐานพบซากเรือโนอาห์โลกเคยน้ำท่วมมาแล้ว

สำหรับใครหลายๆคนเคยได้ยินหลักฐานที่บอกว่าโลกของเราเคยน้ำท่วมมาก่อนไหมทุกวันนี้เรามักจะได้ยินเรื่องราวของการสิ้นโลกที่บอกว่าเกิดจากการที่มนุษย์ประพฤติตัวแหลกเหลวเห็นแก่ตัวจนกระทั่งทำให้พระผู้สร้างอย่างจะกดปุ่มให้ทำลายมนุษย์ให้หมดเลย

ซึ่งเรื่องราวนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องราวใหม่เลยว่ากันว่าได้มีครั้งหนึ่งที่พระเจ้าได้เคยทำแบบนี้ไปเรียบร้อยแล้วแล้วหลักฐานก็มีอยู่บนโลกเอาไว้ให้เราได้เห็นอีกด้วยเราก็จะมาเล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งหนึ่งที่พระเจ้าในเคยล้างโลกโดยท่านก็ได้ใช้น้ำเป็นเครื่องมือ

โดยมันจะมีความเป็นไปได้ขนาดไหนแล้วหลักฐานจะมีอะไรบ้างเราก็จะขอเข้าเรื่องไปกับเรือโนดาห์กันเลยตำนานในช่วงนั้นได้กล่าวว่าหลังจากที่พระเจ้าได้สร้างโลกขึ้นมาระยะหนึ่งมนุษย์ก็เกิดการแหลกเหลวไม่ฟังคำสั่งของพระเจ้าโหดร้ายฆ่ากันเอง

นอกจากนั้นก็ยังมีตำนานกระแสรองที่ได้เล่าไปถึงเรื่องการที่เราทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้ทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองลงมาเล่นชู้กับมวลของมนุษย์กินตับสดโซเดมาคอมข้ามสปีชีส์กันแบบไม่เกรงใจพระผู้สร้างเลยจนกระทั่งก่อให้เกิดเป็นอสูรเนฟิวที่มีร่างกายใหญ่โตโหดร้ายแล้วก็เข้ามาทำร้ายเหล่ามวลมนุษย์

ซึ่งพระเจ้าในตอนนั้นท่านก็ทนไม่ไว้ในตอนนั้นได้เสียใจมากับสิ่งที่พระองค์นั้นได้ทรงสร้างมันขึ้นมาก็เลยตัดสินใจว่าไม่เอาแล้วเห็นทีว่าจะต้องเก็บมันให้หมดโลกไปเลยแต่ในระหว่างที่พระองค์กำลังจะกดปุ่มรีเซ็ตนั้นพระองค์ก็ได้มองไปเห็นบุคคลผู้หนึ่งบนท้องโลกที่ได้เป็นเหมือนกับเพชรเม็ดงามอยู่

ดังนั้นก็คือโนอาห์ผู้ที่ได้ปฎิบัติตามคำสั่งสอนทั้งหลายของพระเจ้าแล้วก็ได้สอนให้ครอบครัวของเขานั้นได้รู้จักเกรงใจพระผู้เป็นเจ้าด้วย

โดยครองครัวของโนอาห์ก็จะมีอยู่ด้วยกัน8คนก็คือโนอาห์ภรรยาของเขาลูกอีก3คนแล้วเมียของลูกอีก3คนถึงแม้ว่าจะมีคนดีอยู่เพียงแค่8คนเท่านั้นพระเจ้าก็ได้รู้สึกว่าใจอ่อนไม่อยากให้ปลาเน่าทั้งตัวตายไปทั้งเช่งดังนั้นพระองค์ก็เลยได้มาปรากฎตัวต่อโนอาห์และได้ทำการเตือนบอกให้รู้ว่าพระเจ้านั้นจะมาทำลายโลกโดยจะทำให่ฝนตกลงมา40วัน40คืน

พระองค์จะให้น้ำได้ตกลงมาฉะล้างไอพวกคนที่ไม่ดีออกไปให้หมดเลยโนอาห์ก็บอกว่าอย่าทำแบบนั้นเลยพระเจ้าสงสารคนบนโลกเถอะพระเจ้าได้บอกว่าไม่ได้ดังนั้นโนอาห์ก็เลยปล่อยให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าแต่พระเจ้าได้กล่าวว่าข้าจะไม่ทำลายโนอาห์ให้โนอาร์ไปสร้างเรือเพื่อจะเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ครั้งนี้

 

สนับสนุนโดย.    ชุดตรวจ hiv

โรงพยาบาลร้างผีดุที่สุด

สำหรับย่านผีอยู่ในวันนี้มันเป็นสถานที่ที่ถูกเรียกว่า WAVERLY HILLS เป็นอาคารร้างขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงชื่อลือเกี่ยวกับปรากฏการณ์ผีหลอกวิญญาณหลอนมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยแล้วยังได้มีข่าวลืออีกว่าสถานที่แห่งนี้ได้ถูกใช้ให้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมบูชาซาตานอีกด้วย

เนื่องมาจากว่าภายในอาคารแห่งนี้ได้มีวิญญาณผีเฮี้ยนอยู่เยอะมากๆเพราะว่าจะต้องมีคนที่จะต้องเข้ามาจบชีวิตภายในอาคารร้างแห่งนี้นับหมื่นรายกันเลยทีเดียว

ซึ่งประวัติของโรงพยาบาร้างแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงคริสตวรรษที่1800ไปจนถึง1900ในช่วงที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ถูกคุกคามได้ความตายสีขาวหรือวัณโรคนั่นเองที่มันได้แพร่ระบาดออกไปทั่วทั้งทวีปอเมริกาเลยในเวลานั้นเองโรคนี้ก็ยังไม่ได้มีวิธีที่รักษาที่มีประสิทธิภาพจนทำให้มีผุ้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

โดยจุดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนั่นก็คือเมืองลุยวิลล์ที่รัฐเคนทักกีจนจะต้องก่อตั้งโรงพยาบาลเฉพาะทางขึ้นมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดดังกล่าวโดยได้ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีลมพัดแรงทางตอนใต้ของเมืองหลังจากนั้นภายในเวลาไม่นานโรงพยาบาลแห่งนี้ก็อัดแน่นเต็มไปด้วยคนป่วยเป็นำนวนมาก

เนื่องจากได้ถูกออกแบบให้สามารถรองรับคนป่วยได้แค่เพียง40คนเท่านั้นแต่ในเวลาต่อมาทางโรงพยาบาลก็ได้รับเงินแล้วก็ที่ดิบจำนวนมากจากการบริจาคทำให้มีการก่อตั้งโรงพยาบาลแห่งใหม่ขึ้นโดยถูกออกแบบแล้วก็ก่อสร้างให้รองรับผู้ป่วยได้ถึง500คน

ซึ่งก็ได้เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ WAVERLY HILLSและนอกเหนือจากการรักษาผู้ป่วยวัณโรคตามแนวทางทางการแพทย์แบบปกติในสมัยนั้นแล้วโรงพยาบาลแห่งนี้ยังได้ทำการทดลองแล้วก็ยังได้รักษาแบบใหม่ๆเพื่อค้นหาแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้นแต่ทว่าหลายๆวิธีกลับดูโหดร้ายป่าเถื่อนมากๆ

ดังนั้นในตัวอย่างเช่นการปล่อยให้ผุ้ป่วยนอนอาบแดดร้อนๆในห้องพักที่มีชื่อว่า ห้องพักแสงอาทิตย์ ซึ่งก็เป็นชื่อที่ใช้เรียกห้องที่มีหลังคาแบบเปิดปิดได้โดยหวังว่าจะให้แสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรคของวัณโรคได้นั่นเองหรือว่าถ้าหากผู้ป่วยคนใดมีอาการหนักมากๆวิธีสุดท้ายที่เขาจะทำกันก็คือการผ่าตัดฝังลูกโปร่งเข้าไปในปอดนั่นเอง

เพื่อที่จะให้ปอดสามารถขยายตัวเพื่อรับออกซิเจนได้อย่างเต็มที่นั่นเองแต่ถึงแม้ว่ามันจะดูโหดไปมากก็ตามก็ยังได้พบรายงานที่ระบุว่ามีผู้ป่วยบางรายสามารถรอดชีวิตจากวัณโรคได้จากการรักษานี่และนอกเหนือจากวิธีการรักษาแบบโหดร้ายแล้วทางโรงพยาบาลแห่งนี้ยังได้สร้างช่องทางลับที่ได้รู้จักกันในนามของอุโมงค์ทิ้งศพหรืออุโมงค์แห่งความตายนั่นเองเป็นอุโมงค์ที่มีความยาวมากกว่า500ฟุต

 

สนับสนุนโดย  U12 slot

คนสยามสมัยก่อน

ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ เรื่องนี้มีที่มาจากนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษโดยชายชาวอังกฤษผู้นี้เป็นคนที่ชอบการท่องเที่ยวแสวงหาความรู้สึกเขาก็จะเดินทางไปที่ต่างๆมากมายในเอเชียอาคเนย์ด้วยความที่ว่าในสมัยนั้นยังไม่มีกล้องไม่มีมือถืออะไรเลย

โดยการที่จะบันทึกอะไรด้วยความประทับใจส่วนใหญ่ก็จะเป็นผ่านปลายปากกาและในเนื้อความบันทึกที่ชายชาวอังกฤษที่ได้เขียนก็จะมีเรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะเป็นจากชาวพม่าชาวมาลายู

ซึ่งก็รวมไปถึงเรื่องราวของสยามแลนด์ด้วยในนี้เขาก็ได้กล่าวถึงน่าตาการใช้ชีวิตและก็บุคลิกนิสัยของคนชนชาติแทบนี้อยู่เราจะพูดแต่เพียงชาวไทยเท่านั้น

กล่าวว่าหน้าตาของชาวสยามจะค่อนข้างเหมือนกับพวกชาวมาลายูคือจะมีโหนกแก้มที่สูงมีจมูกที่แบนแล้วก็จะมีตาค่อนข้างไปทางคนจีนแต่ว่าจะมีรูปร่างที่เหมือนชาวพม่าถึงแม้ว่าหน้าตาส่วนใหญ่จะค่อนข้างไปทางชาวมาลายูแต่ชาวสยามก็ไม่ได้มีนิสัยชอบเจ้าคิดเจ้าแค้นเหมือนชาวมาลายูที่เขาได้พูดแบบนี้ก็เพราะว่าเขาเคยเห็นชาวมาลายูมีการจับผู้คนเคราะห์ร้ายยี่สิบคนมาบูชายัญเพื่อความเจ็บปวดความเสียใจของเขา

เนื่องจากว่าในสมัยนั้นมันมีคำว่าวิ่งไล่คนเถื่อนอยู่และมันจะสื่อถึงการที่มีคนมาลายูออกมาตามท้องถนนเพื่อถึงมีดคมๆแทงคนที่เข้ามาขวางหน้าเพื่อทำการล้างแค้นอะไรก็ตามที่เขาได้โมโหในตอนนั้น

ส่วนชาวสยามนั้นหาได้เป็นเช่นนั้นไม่แต่ถึงแม้ว่าชาวสยามจะเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบแสดงออกในเวลาโกรธก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีความโกรธเพียวแค่พวกเขานั้นได้เก็บความเกียจชังเอาไว้เท่านั้นเองช่วงที่ข้าเจ้าได้เข้ามาอยู่บางกอกข้าเจ้ายังจำได้ว่าไม่เคยเห็นชาวสยามผู้ใดเคยออกมาตบตีกันทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขานั้นได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กให้เป็นคนที่อยู่ในโอวาดเคารพผู้ใหญ่

ซึ่งตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินผู้ที่ได้เป็นที่รักของเขาจนถึงคนที่มีระดับสูงเจ้าเขาถึงแม้เพียงแค่ขั้นเดียวก็ตามสำหรับคนที่ด้อยกว่าชาวสยามก็จะไม่ได้ทำเหมือนกับว่าคนนั้นด้อยกว่าคือเขาจะให้ความเคารพเช่นเดียวกันกับว่ามีฐานะเท่าเทียมกับเขาเลย

ดังนั้นในส่วนเรื่องของสุขภาพนั้นนายิวก็ได้กล่าวถึงชาวสยามในสมัยนั้นเป็นบันทึกที่ได้บอกว่าวันนั้นผมได้กินกับข้าวกับนายฮันเตอร์พ่อค้าชาวอังกฤษที่ภายหลังได้รับพระราชทานยศให้เป็นหลวงอาวุธพิเศษประเทศพาณิชย์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

การเล่นผีของชาวมอญที่จังหวัดราชบุรี

สำหรับการเล่นผีของชาวมอญนี้จะเล่นกันเฉพาะในวันสำคัญคือวันสงการต์การเล่นผีของชาวมอญในจังหวัดราชบุรียังคงมีการอนุรักษ์เอาไว้เพราะเนื่องจากว่ายุคสมัยที่มีวัฒนาการต่างๆก้าวหน้าไปการเล่นผีของชาวมอญก็จะค่อยๆหายไปแล้วทำให้ผู้คนอื่นๆเขาจะไม่ค่อยรู้กันว่าชาวมอญได้มีการละเล่นผีแบบนี้กันจริงๆหรือไม่วันนี้เราได้รวบรวมการเล่นผีของชาวมอญมาให้ทุกคนได้รับฟังกันว่าการเล่นผีของชาวมอญนั้นได้มีการเล่นกันยังไง

เราจะพูดถึงความรู้กันก่อนว่าการเล่นผีของชาวมอญจำเป็นที่จะต้องมีเจ้าพิธีเพราะเนื่องจากว่าเจ้าพิธีจะมีหน้าที่สำคัญในการเชิญผีเข้ามาในร่างแล้วก็เชิญผีออกจากร่างรวมไปถึงการรวบคุมการกำกับการดูแลร่างเพื่อไม่ให้ร่างเกิดอัตรายจากการเล่น

เนื่องจากว่าเวลาที่ผีได้เข้าสิงร่างผู้เล่นจะไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองได้จำเป็นที่จะต้องมีเจ้าพิธีอัญเชิญผีเข้าโดยการจุดธูปเทียนมีดอกไม้เป็นเครื่องบูชาแล้วถ้าหากว่าจะเชิญผีออกจากร่างก็จะต้องส่งเวียงดังๆเข้าไปที่หูโดยทำผ่านเจ้าพิธี

โดยการเล่นผีของชาวมอญไม่ใช่เป็นการเข้าร่างขอหวยขออะไรแต่นี่มันเป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานชาวบ้านว่ากันว่านี่คือสีสันประจำประเพณีสงการต์ของชาวมอญกันเลยหากประเพณีสงการต์ไม่มีการเล่นผีจะถือว่ามันไม่สมบูรณ์แบบเราก็เลยไปหาข้อมูลในการเล่นผีต่างๆของชาวมอญว่าเขามีการเล่นผีอะไรกันบ้าง

สำหรับเรื่องแรกที่ชาวมอญชอบเล่นกันก็คือผีกะลาการเล่นผีกะลานั้นคนดูก็จะมีการนั่งล้อมวงกันแล้วจะมีผู้เล่นนั่งอยู่ตรงกลางและเจ้าพิธีหรือคนที่เขาคอยดูแลร่างทรงจะทำการปิดตาผู้เล่นจุกธูปเทียนเชิญผีเข้าสิงในร่างกลุ่มผู้เล่นคนดูจะเริ่มเรียกร้องผีเข้ามาสิงโดยการปรบมือกันเป็นจังหวะแล้วทุกคนจะร้องพร้อมกันว่ากุกุกะมาเยอ เร็วเข้าๆจะเป็นการร้องซ้ำๆแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีสิงเข้ามาสิงในร่าง

นอกจากนี้เมื่อได้มองเห็นผู้เล่นเริ่มจะมีอาการตัวสั่นก็จะเร่งจังหวะที่เร็วขึ้นๆเพื่อให้รู้ว่าผีได้เข้ามาสิงร่างแล้วเมื่อผีได้เข้ามาสิงร่างแล้วเจ้าพิธีจะทำการเปิดผ้าที่ปดตาออกผู้เล่นจะเริ่มเคราะกะลาตามจังหวะเพลงที่ชาวบ้านที่กำลังร้องกันแล้วก็มีการรำกันบางทีคนดูก็อินไปจนถึงรำเป็นเพื่อนของร่างทรงคนนี้ด้วยเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

อาถรรพ์เมืองลับแลกลางป่าเปลี่ยว

สุขใดเล่าเท่ากับกินเหล้าเปิดเพลงหลังจากที่รุ่นน้องสองคนได้ออกไปซื้อเหล้าผมก็เบาเสียงเพลงคนเมาเต็มที่มักจะไม่ค่อยได้ยินเสียงเพลงมันไม่ต่างอะไรกับบาร์ที่ชอบเปิดเพลงเสียงดังๆให้รู้ค้าฟังสักพักผมก็เปิดเพลงเพื่อชาร์จแบตเอาไว้รอเปิดตอนที่ซื้อเหล้ากลับมา

นอกจากนั้นลมที่เยือกเย็นมันก็พัดมาบรรยากาศชวนให้ขนลุกพิกลสักพักก็ได้มีเสียงดนตรีได้ลายตามลมมาถ้าผมจำไม่ผิดว่ามันเป็นเสียงแห่กลองยาวฉาบ แต ฆ้องจังหวะนั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

ซึ่งผมก็ได้คิดไปว่าใครมาแห่อะไรดึกที่วัดมีงานอะไรหรือเปล่าและผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากสักพักเอกกับป๊อบก็กลับมาเท่าที่ฟังเสียงบิดเร่งเครื่องมามันทั้งสองขี่รถไวจริงผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเพราะพวกนี้เมาแล้วชอบขับรถไวทุกทีจากนั้นทั้งสองก็ได้ลงรถมาอย่างรีบๆและไม่มีท่าทีที่จะอยากดื่มเหล้าต่อผมก็เลยบอกมันว่าเมื่อไรจะเปิดเหล้ากูอยากกินเต็มทีแล้ว

นอกจากนี้หลังจากที่นั่งกินเหล้าอยู่ผมก็ได้ถามหาบุหรี่จากนั้นทั้งสองมันบอกว่ารถล้มแล้วหายและบอกว่าผมได้เจอของดีตอนที่ผมได้ไปซื้อเหล้าตอนไปไม่มีอะไรแต่ตอนกลับเท่านั้นแหละเจอของดียังไงผมได้ให้เอกขับเพราะว่าผมเมากว่ามันป๊อบบอกขากลับช่วงภูเขาบ้านตาหนองมีใครไม่รู้ได้ใส่ชัดขาวอยู่เต็มถนนเลยมีแตรวงด้วยเอกได้เห็นก่อนมันเลยชี้ให้ผมดูด้วยความเมาผมจึงตะโกนออกไปด้วยเสียงที่ดังเฮ้ยทำอะไรกันขวางถนนเต็มไปหมดเลยจะไปไหนกัน

ซึ่งคนแถวนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกันเลยเห็นหน้าพวกมันไหมไม่เห็นเลยเห็นแต่พวกมันใส่ชุดขาวบางคนถืออุ้มมอะไรก็ไม่รู้คล้ายกับพานบางคนก็ถือธงบางคนก็ไม่ถืออะไรเลยมีคล้ายแตรวงนำหน้าสักพักผมได้มองว่าจะไปไหนกันพี่เชื่อไหมคนทั้งกลุ่ม20-30คนเดินเข้าไปในป่าทางเข้าบ้าน ตาหนอง 

หลังจากที่พวกเขาได้เห็นแบบนั้นเอกก็ได้ปล่อยรถล้มของที่ซื้อมาได้หล่นหมดพวกผมไม่ได้เก็บเลยรีบเอารถขึ้นแล้วบิดมาเลยหายเมาไปทันทีเหลือแต่เหล้าขวดเดียว สงสัยพวกมึงเจอดีเข้าให้แล้วแหละไม่ต้องกินกันต่อแล้วขนผมลุกขึ้นมาทันที

จากนั้นผมก็ได้สั่งให้พวกน้องๆเก็บของไม่ต้องกินแล้วป๊อบมึงจะกลับบ้านเลยไหมจะกลับบ้านยังไงเส้นทางบ้านผมต้องกลับไปทางเดียวกันที่พึ่งเจอดีมาผมไม่กล้าไปหลอกพี่ผมกลัวผีงั้นก็นอนที่นี่ก็ได้รุ่งเช้าค่อยกลับ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  v9bet

ตำนานผีตีนกลับสุพรรณบุรี

สำหรับเรื่องราวสยองขวัญนี้ได้เกิดขึ้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีชายคนหนึ่งและเพื่อนๆเขาอีกจำนวนหนึ่งเขาได้ไปท่องเที่ยวกันที่งานวัดจากนั้นพอถึงเวลาพวกเขานั้นก็ชวนกันกลับรถกะทะคันเดิมที่พวกเขาได้นั่งอัดกันมาเที่ยวงานวัด

หลังจากที่พวกเขานั้นกำลังเดินทางกลับนั้นได้ใช้ถนนในเส้นทางหนึ่งไฟฟ้าก็ไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่แต่ก็ยังมองเห็นท้องถนนอยู่หลังจากนั้นที่พวกเขาได้ขับรถไปในถนนได้ในระยะหนึ่งก็พบเจอกับศาลไม้เก่าๆอยู่หลังหนึ่งแล้วก็มีต้นไม้ที่มีลำต้นค่อนข้างที่จะใหญ่ปกคุมไปทั่วบริเวณนั้นเป็นภาพที่บบอกได้เลยว่าถอดแบบออกมาจากหนังผีกันเลยทีเดียว

เนื่องจากนี้ในขณะที่พวกเขานั้นได้ขับรถผ่านโค้งไปโค้งหนึ่งอยู่เขานึกยังไงก็ไม่รู้ว่าเขานั้นได้พูดกับเพื่อนๆว่า เฮ้ยสถานที่ตรงนี้กูได้ยินมาวันมันมีคนตายถูกรถชนลำตัวบิดเบี้ยไปทั้งตัวพูดไปในทำนองของเรื่องผีตีนกลับหรือว่าเรื่องราวของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ได้ถูกรถชนจนทำให้ลำตัวของเธอนั้นบิดเบี้ย

ซึ่งตลอดระยะทางที่พวกเขานั้นได้ขับกันไปมืดๆนั้นเขาก็ได้เล่าเรื่องนี้ไปเรื่อยๆถึงแม้ว่าในเวลานี้มันจะไม่ดึกเท่าไหร่ประมาณ5ทุ่มเศษแต่ถนนบริเวณนั้นมันโล้งผิดปกติมันน่าแปลกใจมากในเส้นทางที่เขาใช้นั้น

โดยปกติอย่างน้อยมันก็จะต้องมีรถผ่านมาสักคันหนึ่งแต่ในระหว่างทางที่ขับรถไปและก็เล่าเรื่องผีไปไม้เห็นรถคันไหนสวนมาเลยหรือแม้กระทั่งรถที่จะขับตามมามันก็ไม่มีเลยสักคันสองข้างทางมันเต็มไปด้วยทุ่งนาแสงสว่างก็ไม่มีจะมีแต่เพียงไฟหน้ารถเท่านั้นเองที่ส่องให้เห็นในช่วงระยะเวลานั้น

ในขณะที่เขาขับรถไปเรื่อยๆจังหวะนั้นตัวเขาได้เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนก้มหน้ามืดอยู่ในโพงข้างทางลักษณะเป็นผู้หญิงผมยาวใส่ชุดคล้ายกับพนักงานโรงงานแขนทั้งสองข้างแนบลำตัวและตัวเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเท่าไหร่เพียงแค่พูดออกมาเบาๆว่าผู้หญิงคนไหนออกมายืนอยู่คนเดียวมืดๆ

ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรหลังจากที่พูดจบเขาก็ได้ขับรถตามทางไปเรื่อยๆด้วยความเร็วประมาณ120ในจังหวะนั้นเองระหว่างทางที่เขากำลังขับรถไปได้เหลือบไปเห็นกระจกหลังรถภาพในกระจกได้สะท้อนให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในมุมมืดข้างทางเมื่อกี่นี้ที่เขาได้พบเจอว่ามีผู้หญิงใส่ชุดโรงงานแล้วยืนแขนแนบลำตัวกำลังเดินตามรถมาอย่างช้าๆมันน่าตกใจมากๆเพราะว่ารถของเขาวิ่งด้วยความเร็ว120กิโลเมตรแต่ที่เห็นลักษณะของผู้หญิงขาของเขาได้หันกลับไปด้านหลังและส้นเท้าด้านหลังได้ชี้มาด้านหน้าก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆเทียบเท่ากับความเร็วรถวิ่ง120เลย

 

สนับสนุนโดย  สถิติหวยลาว 62