ตำนานอาถรรพ์อิฐเก่า

 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2561 ณสำนักงานใหญ่ของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับพัสดุที่ส่งตรงมาจากต่างประเทศ ซึ่งเมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้มีการแกะห*บห่อพัสดุดังกล่าวก็พบว่าด้านในพัสดุนั้นมีเศษซากอิฐประมาณ 3 ชิ้นด้วยกันอยู่ในนั้น ซึ่งขนาดของอิฐจำนวน 3 ชิ้นนั้นไม่ได้ใหญ่มากนักเท่าไหร่

และนอกจากเจ้าหน้าที่จะพบเศษซากหินในกล่องพัสดุแล้วยังมีจดหมายที่แนบมาด้วยเป็นรายมือภาษาไทย ซึ่งในรายละเอียดของจดหมายนั้นผู้เขียนได้มีการขอความกรุณาให้ทางเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนำก้อนอิฐทั้ง 3 ก้อนนั้นไปไว้ที่วัดใดวัดหนึ่งก็ได้ โดยให้นำก้อนหินทั้ง 3 ก้อนอิฐนี้ไปไว้ที่วัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ซึ่งในจดหมายมีการเล่าว่ามีชาวต่างชาติได้นำก้อนอิฐทั้ง 3 ก้อนนี้ไปจากวัดในพระนครศรีอยุธยาแล้วนำเอาไปที่ต่างประเทศแต่หลังจากที่พวกเขาได้นำก้อนอิฐไปที่ต่างประเทศเรียบร้อยแล้วคนที่เอาไปนั้นก็อยู่ไม่เป็นสุข ทำให้พวกเขานั้นจำเป็นต้องส่งคืนก้อนอิฐทั้ง 3 ก้อนเหล่านี้กลับคืนมาให้กับประเทศไทยโดยคนที่จะส่งมานั้นหวังว่าทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

จะช่วยดำเนินการนำก้อนอิฐไปคืนที่วัดให้ ซึ่งหลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับเอกสารตรงนี้ก็มีการนำข้อมูลเหล่านี้ส่งต่อไปยังการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากสำนักงานการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งนี้ครั้งแรกเท่านั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่

ที่มาจากทางโซนเอเชียหรือแม้แต่โซนยุโรปเองก็ตามมักจะมีการนำก้อนหินภายในบริเวณวัดออกไป ซึ่งชาวต่างชาติเหล่านี้มักจะอยากลองของว่าหากนำสิ่งของที่เป็นของโบราณออกจากวัดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีการนำของที่เป็นของโบราณชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างเช่นก้อนหินก้อนอิฐที่คิดว่าเป็นของโบราณในสมัยเก่านำติดตัวไปด้วย

และใครก็ตามที่ได้นำซากหินโบราณนี้กลับไปด้วยก็มักจะเจอกับเรื่องแปลกประหลาดจนไม่สามารถอยู่ได้ในที่สุดก็จะต้องมีการนำก้อนหินก้อนนั้นกลับมาคืนที่เดิมทุกครั้งไป ซึ่งการส่งวัสดุกลับคืนมานั้นบางครั้งก็มีการนำมาส่งด้วยตนเองก็มีแต่หลายคนที่นำก้อนหินไปแล้วนำกลับมาคืนพวกเขาไม่เคยมาเล่าให้ฟังเลยว่าพวกเขาไป

เจอเหตุการณ์อะไรถึงทำให้เปลี่ยนใจได้นำก็เห็นเหล่านั้นกลับคืนมาไว้ที่เดิม  ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่นำก้อนหินไปแล้วเอามาคืนนั้นต่างก็จะพูดเหมือนกันหมดว่าขอโทษและจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วแต่ไม่เคยบอกว่าสาเหตุที่พวกเขาต้องมาขอโทษและพูดว่าจะไม่ทำอีกนั้นพวกเขาไปเจอเรื่องราวอะไรมา 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันออนไลน์ อันดับ1

เรื่องเล่าใน ตำนานซินเดอเรลล่า 

สาวคนหนึ่งแต่งงานกับเศรษฐีคนนึงทั้งสองมีลูกสาวด้วยกันมีนามว่าซินเดอเรลล่าแต่ไม่นานแม่ของซินเดอเรลล่าก็ป่วยและตายจากเธอไปชายคนนั้นต้องการที่จะแต่งงานใหม่บ่ได้แต่งงานใหม่กับหญิงสาวคนหนึ่งที่ร่ำรวยและมีลูกติดอยู่ 2 คนหลังจากนั้นไม่นานพ่อของเธอเสียชีวิตไป

แม่เลี้ยงของเธอก็ได้สั่งให้เธอเป็นทาสรับใช้ให้เธอทำนู่นทำนี่ให้อาหารม้าอาหารไก่อาหารแมวทุกอย่างสารพัดระหว่างที่พี่ๆแนะนำเลี้ยงใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายโดยแค่เพียงชี้นิ้วสั่งเธอเท่านั้นก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการมีอยู่วันหนึ่งซินเดอเรลล่าเดินทางที่ตลาดเพื่อซื้อของมาทำอาหารให้กับพี่และแม่เลี้ยงเธอก็พบกับมหาดเล็กคนนึงประกาศว่าเจ้าชายจะทำการเลือกหญิงสาวเพื่อที่จะมาแต่งงานกับตัวเองซึ่งงานจะจัดขึ้นในอีก 1 วันต่อมาหลังจากนั้นก็เดินทางกลับบ้านไป 1 ชั่วโมงผ่านมา

มหาดเล็กคนที่ประกาศขายก็แนะนำจดหมายเชิญมาที่บ้านของเธอนั้นจากนั้นเธอรีบวิ่งไปหาพี่ๆและแม่เลี้ยงพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เธอได้เจอและโชว์บัตรเชิญเธอบอกว่าเธอขอไปด้วยได้ไหมแม่เลี้ยงก็ตอบตกลงแต่เธอต้องทำงานบ้านให้เสร็จพร้อมกับหาชุดใส่เองด้วยซึ่งเธอตอบตกลงและรีบทำงานบ้านและเมื่อทำงานบ้านเสร็จพี่ๆและแม่เลี้ยงของเธอก็พยายามหางานมาให้เธอทำตลอด

เวลาจนเธอไม่มีเวลาแม้แต่จะเตรียมชุดเมื่อหนูพี่ซินเดอเรลล่าเลี้ยงไว้เห็นว่าเธอถูกแกล้งและไม่มีเวลาเตรียมชุดพวกมันจึงเตรียมชุดขึ้นมาจากเศษผ้าและสิ่งของที่พี่สาวของซินเดอเรลล่าทิ้งไว้ที่พื้นตกเย็นรถม้าก็มารับพี่ๆทุกคนที่อยู่ในบ้านเพื่อไปงานเธอไม่สามารถที่จะไปได้เนื่องจากไม่มีชุดเจ้าหน้าที่ของเธอกำลังจะลงไป

แต่หลังจากนั้นเธอก็พบกับชุดทีหนูที่เธอเลี้ยงทำให้เธอรีบใส่ชุดและรีบลงบันไดไปเพื่อที่จะไปขึ้นรถมากับครอบครัวของเธอแต่เมื่อครอบครัวของเธอเห็นก็อิจฉาเธอมากเพราะชุดของเธอสวยงามมากพวกเขาจึงนำกรรไกรมาตัดชุดของเธอจนยับเยินเธอเสียใจมากเราวิ่งไปที่หลังบ้านจับนางฟ้าแม่ทูนหัวเธอมีชุดสวยและมีรถม้ากำชับเธอว่าจะต้องใช้เวลาก่อนเที่ยงคืน

ถ้าเที่ยงคืนแล้วมันก็จะหมดเธอดีใจมากและรีบเดินทางไปที่งานเลี้ยงฉันทีและเมื่อไปถึงเธอก็ได้เต้นรำกับเจ้าชายเนื่องจากเจ้าชายหลงรักเธอมากแต่เมื่อเวลาตีบอกเที่ยงคืนเจ้าชายก็กำลังจะถามชื่อเธอแล้วเธอก็วิ่งหนีไปรองเท้าของเธอหลุด

แต่มันก็ไม่ทำการเธอจะหนีกลับบ้านไปเช้าวันต่อมาเจ้าชายหรือประกาศตามหาเจ้าของ มาถึงบ้านของคุณโดเรล่าทุกคนในบ้านของซินเดอเรลล่ารองเท้ากันหมดไม่มีใครใส่รองเท้าได้เลยดังนั้นใครก็มองไปที่ซินเดอเรลล่าและสั่งให้เธอลองใส่รองเท้าซึ่งเธอก็สามารถที่จะใส่ได้อย่างพอดิบพอดีเจ้าชายจึงแต่งงานกับเธอแล้วเธอก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 mobile

ตํานานแวมไพร์

แวมไพร์คือสารชนิดหนึ่งซึ่งจะเป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะมีผิวที่ขาวซีดกว่าคนธรรมดานอกจากนั้นยังมีความเชื่อกันอีกว่าพวกเขานั้นจะมีรูปร่างคล้ายๆมนุษย์มากที่แตกต่างก็มีเพียงแค่ความขาวที่ของร่างกายและเที่ยวที่งอกออกมาจากฟันและนอกจากนั้นยังมีความเชื่ออีกว่าหากใครนำกระเทียมสามารถให้แวมไพร์กินเข้าไปได้ก็จะทำให้แวมไพร์สลายหายไปตลอดกาล

และวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานของแวมไพร์ตั้งแต่ต้นเรื่องๆว่าเป็นยังไงบ้างซึ่งหลายคนนั้นคิดว่ามันเกิดมาจากประเทศอังกฤษเป็นอย่างแรกซึ่งมันก็คือประเทศอังกฤษจริงๆค่ะมีความเชื่อว่าตำนานที่กล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและไม่ได้ถูกแต่งขึ้นมาเท่านั้นแต่ก็ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่ามีหลักฐานที่แน่ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ถูกแต่งแต่วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเรื่องราวตำนานแวมไพร์ตั้งแต่นมนานมาแล้วนั้นเป็นอย่างไร 

 มีความเชื่อ ว่าชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเขานั้นเป็นทหารเขานั้นมีชื่อว่าอาโนเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่อาโนได้เดินทางฉันไปที่หลุมศพซึ่งมีความเชื่อว่าหลุมศพแถวนั้นคือหลุมศพของแวมไพร์ต่างๆซึ่งว่าเขาขับเกวียนผ่านไปเขาก็ถูกแวมไพร์ตัวหนึ่งกัดเข้าที่คอซึ่งเข้านั้นมีความโกรธแค้นเจ้ารำไพตัวนั้นเป็นอย่างมากก็เลยพยายามคิดที่จะทำร้ายเจ้าผีตัวนั้นและกำจัดมันให้สิ้นซากไป

โดยตลอดกาลซึ่งหลังจากนั้นเมื่อเช้ามาจากที่เขารักษาแผลเป็นหายดีเขาก็ได้ทำการเดินทางในการขับเกวียนมาที่สุดสารที่มีความเชื่อว่าศัพท์ของผีดูดเลือดเอาไว้นั่นเองซึ่งเขานั้นได้ขุดหลุมศพออกมาทั้งหมดหรือว่าจบไหนเป็นแวมไพร์ที่กัดเขาซึ่งเขาก็พบศพที่เป็นแวมไพร์ที่กัดเขาเช่นเดียวกันหลังจากนั้นเท่านั้นก็ได้ทำการหาอุปกรณ์มาเจาะที่ร่างกายของมันจนได้เลือดของมันออกมาแล้ว

หลังจากนั้นเขาก็นำมันมาล้างตัวซึ่งร่างกายของเขานั้นก็เต็มไปด้วยเลือดนอกจากนั้นเขายังได้ทำการนำช้อนมาจากดินลงหลุมศพของแวมไพร์ตัวนั้นกินเข้าไปซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ได้ทำการจะเดินทางกลับกับร่างที่โชคเลือกเช่นนั้นแต่อยู่ๆไม่รู้เกิดอะไรขึ้นต้นไม้ที่กำลังเดินทางไปเรื่อยๆอยู่เหมือนกับว่ามันคืออะไรบางอย่างที่น่ากลัวมากจนมันสลบไปซึ่งเขาก็จบจากเวียนหัวกระแทกก้อนหินจนเสียชีวิตที่สุสานแห่งนั้นซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าเขานั้นได้ทำการทำร้ายคนในหมู่บ้านจนตายไป 16 คนใน 1 สัปดาห์

หลังจากนั้นทุกคนจึงพากันไปที่สุสานที่ถูกฝังไว้นั้นกลายเป็นแวมไพร์ไปแล้วทุกคนพากันกำจัดแวมไพร์ที่เหลือจึงลืมไปว่ามีแวมไพร์ตัวหนึ่งที่อยู่ตรงท้ายป่าสุดซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดแต่ทุกคนกลับลืมมันไปหลังจากนั้นผ่านไป 1 อาทิตย์

ก็วันนั้นก็ออกมาฆ่าสัตว์ต่างๆและก็ทิ้งซากศพเอาไว้และมีชาวบ้านมาเห็นต่างก็ไม่รู้ว่ามันตายได้ยังไงแกก็เอาซากศพไปทำอาหารและนำไปกินจนสุดท้ายพวกเขาก็ติดเชื้อกลายเป็นผีดูดเลือดหลังจากนั้นก็ฆ่าคนอื่นไปเรื่อยๆนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

ตำนานผีไทยมีอะไรบ้าง

สำหรับเรื่องแรกนี้เลยเราจะมาพูดถึงเรื่องของผีไทยกันค่ะ ทุกๆมุมโลกจะต้องมีผีกันอยู่แล้วเพราะไม่ว่าใครก็ตามเมื่อตายไปหากยังมีห่วงก็จะกลายเป็นผีเร่ร่อนและวันนี้เรามาดูกันว่าที่ประเทศไทยนั้นมีผีอะไรบ้างจากทั่วสารทิศของประเทศไทยไปดูกันเลยค่ะ

1.อย่างแรกเลยก็คือ นางตะเคียนค่ะ นางตะเคียนเปรียบเป็นเสมือนนางฟ้าที่คอยปกปักดูแลที่อยู่อาศัยของตัวเอง ซึ้งเมื่อมีใครที่มาตัดต้นไม้หรือที่อยู่อาศัยของนางตะเคียนโดยที่ไม่จัดพิธีเพื่อขอนางตะเคียนก่อนคนคนนั้นก็อาจจะถูกนางตะเคียนลงโทษให้ตายอย่างเจ็บปวดค่ะ ซึ้งนางตะเคียนนั้นจะแต่งชุดโบราณค่ะและนอกจากนั้นนางตะเคียนก็หน้าตางดงามด้วยค่ะต่อให้หน้าตางดงามแต่เมื่อมีใครคิดที่จะตัดต้นไม้ก่อนได้รับการตกลงให้ตัดต้นไม้ได้จากนางตะเคียนแล้วล่ะก็จะน่ากลัวมากเลยค่ะ

2.ต่อมาเราจะมาพูดถึงผีโพงค่ะ ผีโพงเป็นผีจากภาคเหนือซึ้งการที่เราจะสังเกตว่าใครเป็นผีโพงนั้นยากมากเนื่องจากว่าในตอนกลางวันนั้นผีโพงจะเป็นเพียงเหมือนคนธรรมดาแต่เมื่อตะวันลับฟ้าไปคนภาคเหนือหลายๆคนจะรีบเข้าบ้านเพราะตอนกลางคืนนั้นผีโพงจะออกมาหาอาหารกินซึ้งในตอนกลางคืนนั้นจะแยกออกได้ง่ายๆเลยเพราะผีโพงจะมีจุดเด่นนั้นก็คือที่จมูกของพี่โพงจะมีสีเหลืองสว่างมากซึ้งมันมักจะมาหาปลาที่ริมแม่น้ำแต่ถ้าเกิดว่ามีคนเดินผ่านมาและเมื่อผีโพงเห็นสีทอง

ก็จะกินคนที่เดินผ่านมาซึ่งถ้าเกิดว่าใครวิ่งเร็วนั้นมันก็มีวิธีที่จะช่วยตัวเองได้ให้กินคนได้เร็วขึ้นซึ่งก็จะมีก้านกล้วยที่มันเสกมาซึ่งเรานั้นจะต้องหลบก้านกล้วยอันนั้นไม่ให้มันข้ามหัวเราโดยเด็ดขาดเพราะว่าถ้าเกิดว่ามันข้ามหัวเรานั้นก็จะทำให้เราตายฉันก็เป็นอย่างนั้นผีโพงก็จะสามารถกินเราได้ ดังนั้นหากใครไปภาคเหนือจึงจะสังเกตได้ว่าคนหลายคนเลือกที่จะเข้าบ้านตั้งแต่ตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินเนื่องจากกลัวว่าจะเจอผีโพงค่ะ 

3.ต่อมาผีที่เราจะพูดถึงในครั้งนี้นั่นก็คือผีปอบผีปอบนั้นเป็นผีที่คนไทยหลายคนจะรู้จักกันมาอย่างดีซึ่งอย่างที่รู้ว่าผีปอบนั้นจะถอดหัวออกมาจากร่างกายของตัวเองตอนกลางคืนหลังจากนั้นก็จะไปกินของอย่างเช่นวัวที่กำลังตกมันหรือไม่ก็กลับไปไส้พุงของสัตว์ต่างๆซึ่งนอกจากนั้นยังมีความเชื่ออีกว่าหากเรานั้นไปเจอกับใครที่กินของดิบบ่อยๆนั่น

แสดงว่าคนนั้นอาจจะเป็นปอบซึ่งวิธีสังเกตสังเกตยากมากเนื่องจากในตอนเช้าตอบนั้นจะดูเหมือนกับคนจริงมากๆแต่เมื่อตอนกลางคืนก็จะถอดหัวออกมาจากร่างกายและกินของดิบและของสดซึ่งถ้าหากว่าใครเผลอไปโดนน้ำลายของปลอมก็จะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นปอบด้วยเช่นเดียวกันค่ะ

 

สนับสนุนโดย  bk8 โบนัส 100

ตำนานตุ๊กตาผีสิงแอนนาเบล

       สำหรับตำนานตุ๊กตาแอนนาเบลนั้นเป็นตำนานเก่าแก่ที่มีมาอย่างยาวนานซึ่งคนรุ่นหลังๆนั้นจะได้พบเห็นตำนานอนาเบลนั้นจากภาพยนตร์ที่มีการนำมาสร้างด้วยการเริ่มตำนานของตุ๊กตาแอนนาเบลนั้นเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปีคริสต์ศักราช 1970 

ซึ่งในตำนานมีการเล่ากันว่าได้มีผู้หญิงคนหนึ่งเธอมีลูกสาวที่น่ารักที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยโดยลูกสาวของเธอกำลังเรียนเป็นพยาบาลฝึกหัดอยู่ในตอนนั้นโดยเธออยากจะให้ของขวัญลูกสาวผมเธอเนื่องจากว่าลูกสาวของเธอนั้นเป็นคนที่ชื่นชอบตุ๊กตาเป็นอย่างมากเธอจึงได้ซื้อตุ๊กตาตัวหนึ่งจากร้านข้างทางมาโดยลูกสาวของเธอนั้นจะพักกับเพื่อนที่หอพักในขณะที่เรียนในมหาวิทยาลัยซึ่งจะกลับบ้านแค่เพียงเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์เท่านั้นและเมื่อเธอได้รับของขวัญเป็นตุ๊กตา Annabelle

จากแม่ของเธอเธอก็น้ำซุปตาร์ตัวดังกล่าวมาไว้ที่หอพักของเธอด้วยซึ่งความเริ่มต้นของการน่าสยดสยองก็เกิดขึ้นนับตั้งแต่ตุ๊กตา Annabelle ได้มาอยู่ที่หอพักแห่งนี้โดยคนที่พบความผิดปกติของตุ๊กตาแอนนาเบลคนแรกนั่นก็คือเพื่อนของเธอเองเพื่อนของเธอได้สังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มีการวางตุ๊กตาแอนนาเบลไว้บนเตียงนอน

เมื่อกลับมาถึงห้องพักในตอนเย็นจะพบว่าตุ๊กตา Annabelle ย้ายมาอยู่บนโซฟาหรือย้ายไปอยู่ตามที่ต่างๆซึ่งไม่ใช่อยู่บนเตียงนอนเหมือนในตอนเช้าที่เคยวางเอาไว้ด้วยเพื่อนของเจ้าของตุ๊กตาแอนนาเบลได้สังเกตว่าทุกครั้งที่ตุ๊กตามีการเคลื่อนย้ายที่นั้นทั้งตัวเธอและต้องเจ้าของตุ๊กตาไม่มีใครกลับมาย้ายตุ๊กตาแม้แต่คนเดียวและที่สำคัญเธอยังพบกระดาษที่ถูกเขียนจากลายนิ้วมือที่ไม่ใช่ทั้งของตัวเธอและก็ของเพื่อนวางอยู่ในห้องพัก

ซึ่งลายมือที่เขียนนั้นเป็นลักษณะของลายมือของเด็กน้อยและเมื่อทั้งสองสาวพบเจอเรื่องแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆเธอทั้งสองคนจึงได้มีการติดต่อไปยังหมอผีซึ่งหมอผีก็เดินทางมาที่ห้องของเธอและบอกกับเธอว่ามีวิญญาณผีเด็กได้สิงสถิตอยู่ในตุ๊กตาแอนนาเบลนี้ซึ่งวิญญาณดังกล่าวมีอายุประมาณ 7 ขวบและหลังจากที่เธอรู้ว่ามีวิญญาณสิงอยู่ในร่างของตุ๊กตานั้นตุ๊กตา Annabelle ก็พยายามแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆมากขึ้นทุกทีทำให้เธอและเพื่อนของเธอไม่สามารถที่จะทนอยู่กับตุ๊กตาแอนนาเบล

ได้อีกต่อไปเนื่องจากว่ากลัวจึงได้มีการติดต่อไปยังคนที่สามารถมาจัดการกับตุ๊กตาผีสิงแอนนาเบลได้ ซึ่งเมื่อเขาเดินทางมาถึงก็พบว่ามีวิญญาณชั่วร้ายเสียชีวิตแต่ว่าผีร้ายตัวนี้ไม่ได้ต้องการที่จะเสียแค่ตุ๊กตาเพลงเท่านั้นแต่มันยังต้องการที่จะกินร่างของหญิงสาวทั้งสองคนอีกด้วยทำให้นักปีศาจวิทยาตัดสินใจนำตุ๊กตา Annabelle ไปขังไว้พิพิธภัณฑ์โดยตั้งไว้อยู่ในกล่องซึ่งพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวเป็นบ้านของเขาเองและเปิดให้มีคนสามารถเข้าไปชมตุ๊กตาแอนนาเบลได้ซึ่งปัจจุบันนี้ตุ๊กตาแอนนาเบลก็ยังคงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ติดต่อ bk8

ความลับของมหาสมุทรที่มหัศจรรย์

น้ำทะเลคงที่

มีใครเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมน้ำทะเลมันถึงคงที่หรืออาจจะคิดถึงว่าเค็มขึ้นหรือว่ามันเจีอจางลงหรือเปล่าแต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำทะเลมันมีรสชาติคงเดิมคือเค็มและมันก็ยังเค็มเท่าเดิมอีกด้วยเขาบบอกว่าเหตุผลที่มันเค็มเท่าเดิม

มันอาจจะเป็นเพราะว่าพวกเจ้าสิ่งที่มีชีวิตที่อยู่ใต้ท้องทะเลได้ดูดนำเอาพวกเกลือเข้าไปใช้งานจึงทำให่มันตกตะกอนลงไปอยู่ที่พื้นของบริเวณมหาสมุทรและยังได้รวมไปถึงอาจจะถูกขจัดออกไปด้วยทางชีวะเคมีและยังได้รวมไปถึงเกลือ

ในบางส่วนมันอาจจะเข้าไปที่ใต้เปลือกโลก ซึ่งมันได้ปรับสภาพให้เป็นพวกแร่ธาตุจากนั้นมันก็ได้ออกมาจากทางภูเขาไฟหรือว่าพวกรอยแยกอะไรประมาณนี้ฉะนั้นสรุปได้ว่าน้ำทะเลนั้นทุกวันนี้น้ำทะเลไม่ได้เค็มขึ้นหรือว่ามันเจือจางลงไปแต่อย่างใด

ความเค็มของทะเลและมหาสมุทร

ก็อย่างที่บอกไปว่าทะเลกับมหาสมุทรแล้วมันคือคนละอันกันแต่ว่ามันได้อยู่ด้วยกันเพราะในท้องทะเลบางที่ไม่มีการไหลเวียนของน้ำแต่อย่างใดแต่ทว่าในความเค็มของเกลือไม่สามารถที่จะไหลเวียนออกไปสู่ภายนอกได้อย่างเช่นทะเลเดดซีที่มีความเค็มมากเค็มเท่ากับว่าเรานั้นไปนอนแช่น้ำและเราไม่จมเลยก็ว่าได้ ซึ่งมันก็ได้มีความแตกต่างไปจากมหาสมุทร

ที่กระแสของน้ำนั้นมันสามารถที่จะไหลเวียนได้ตลอดเวลาจึงได้ทำให้ความเค็มของเกลือนั้นมันมีความสมกุลอยู่มากและก็อาจจะสรุปได้ว่าทะเลนั้นบางที่มีความเค็มมากกว่ามหาสมุทรก็ว่าได้

3-4 

หลายๆคนก็จะเข้าใจเหมือนกันว่าโลกของเรานั้นมันหน้าจะมีพื้นแผ่นดินมากกว่าพื้นน้ำใช่หรือไม่แต่ในความเป็นจริงแล้วโลกของเรานั้นมีพื้นน้ำมากกว่าพื้นแผ่นดินประมาณ3เท่าเลยทีเดียวเพราะฉะนั้นเข้าใจตรงกันว่าโลกของเรานั้นมีพื้นแผ่นดินเพียงแค่หนึ่งต่อสี่ก็คือมีเพียงแค่นิดเดียวและก็จะมีน้ำที่อยู่บนโลกของเรานั้นเยอะกว่าพื้นดินอีกเดียวที่นี้เข้าใจกันแล้วใช่หรือไม่เรื่องของน้ำและดินบนโลกของเรา

จำนวนของมหาสมุทร

สำหรับบนโลกของเรานั้นได้มีมหาสมุทรที่กว้างอย่างมากมาย ซึ่งมันจัดได้ว่ามีห้ามหาสมุทรและนั่นก็คือมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรใต้ และ มหาสมุทรอาร์กติก จึงต้องบอกเลยว่าแต่ละอันนั้นมีขนาดที่กว้างอย่างมากเลยก็ว่าได้หากมีใครหลงเข้าไปก็อาจจะเหงาตายกันเลยทีเดียวและทั้งหมดนี้มันคือเกล็ดความรู้ที่เราได้ไปศึกษามาก็เลยนำเอามาบอกต่อกันฟัง

 

สนับสนุนโดย  rb88 ล็อกอิน

สัตว์ที่มีความสามารถเก่งกาจและเอาตัวรอดได้ดี

ถ้าเรามองไปที่สัตว์ต่างๆบนโลกของเราที่แม้มันอาจจะไม่สร้างที่พักพิงแบบมนุษย์ได้แต่ร่างกายของมันก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สามารถทดทานต่อสภาพอากาศต่างๆได้แทนในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับสัตว์ที่มีความทนต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายได้อย่างสบายจนมนุษย์อย่างเราจะต้องอิจฉากันเลยทีเดียวกับสัตว์ที่สามารถเอาตัวรอดได้เก่งที่สุดในอาณาจักรสัตว์

Rat

สำหรับสัตว์ที่จอมทรหดที่ได้เป็นศัตรูอันดับหนึ่งของมหารชนสำหรับหนูได้ใช้ชีวิตดำรงอยู่ในโลกใบนี้มานานกว่าหลายล้านปีแล้วและซึ้งโดยพวกมันนั้นก็ได้มีประติสัมพันธ์กับมนุษย์เรานั้นอยู่ตลอดซึ่งมันก็คือพวกมันนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนวิถีของชีวิตได้แถมยังพวกมันนั้นยังได้มีการขยายพันธ์ได้อย่างมากมายและพวกมันได้ใช้ระยะเวลาในการตั้งท้องไปนานเลย

และหลังจากที่พวกมันนั้นได้คลอดออกมาแล้วใน30หรือ45วันต่อมาพวกเจ้าหนูนั้นก็เติบโตพอที่พวกหนูนั้นจะสามารถหาอาหารกินเองได้และในปัจจุบันหนูเพียงแค่คู่เดียวก็สามารถที่จะแพร่ลูกหลานของพวกมันได้มากถึง15,000ตัวต่อปีและยังต้องใช้ในความพยายามเป็นอย่างมากในการที่จะจำจัดมันไหนจะบวกกับโรคที่พวกมันนั้นคอยที่จะแพร่เชื้อถึงแม้ว่าเรานั้นจะจำจัดมันออกหมดไปแล้วแต่เมื่อไม่นานเจ้าหนูฝูงใหม่ก็จะย้อนกลับคืนมาอีกเหมือนเดิม

Gannet Bird

สำหรับทะเลนั้นมันคือสถานที่ที่มีความอันตรายสุดขั่วโดยเฉพาะถ้าคุณคือนกGannet Birdนกแกนเน็ตอ๊อด เมเรเชียได้เป็นนกนักล่าปลาตัวฉกาจและไม่มีสัตว์ตัวไหนในโลกที่จะมีการรอดชีวิตจากการดิ่งพสุธาลงทะเลด้วยความเร็วประมาณ90ไมล์ต่อชั่วโมงได้และได้ในการจะพุ่งชนด้วยความเร็วระดับนั้นซึ่งมันอาจจะส่งผลทำให้ถึงตายได้

และถ้าคุณดิ่งลงทะเลด้วยระดับนี้ร่างกายของคุณนั้นก็อาจจะเละเป็นแน่นอนแต่สำหรับเจ้านกแกนเน็ตได้เป็นหนึ่งในสุดยอดสัตว์จอมทรหดได้ด้วยรูปลักษณ์ของมันที่แสนจะพิสดารที่ะรับประกันได้ว่ามันจะไม่จมน้ำประสำหรับเจ้านกแกนเน็ตแล้วนั้นมันไม่มีรูจมูกซึ่งจะช่วยป้องกันจะงอยปากของพวกมันจากแรงดันการกระแทกได้เป็นอย่างดี

และส่วนร่างกายของมันนั้นก็จะเต็มไปด้วยของถุงลมที่เต็มไปด้วยอยู่ใต้ของผิวหนังและก่อนที่พวกมันนั้นจะพุ่งลงน้ำนั้นเจ้านกแกนเน็ตก็จะขยายถุงลมเหล่านั้นให้พองเพื่อที่จะได้ดูดซับเจ็บจากแรงกระแทกนั่นเอง

ตำนานหมีแพนด้า    

ตำนานหมีแพนด้านั้นเป็นตำนานเก่าแก่ตั้งแต่โบราณของคนจีนโดยในสมัยโบราณมีความเชื่อกันว่าหมีแพนด้านั้นมีลักษณะเป็นตัวสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวเรามาดูตำนานของหมีแพนด้ากันว่าเหตุใดจากหมีแพนด้าสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวถึงกลายมาเป็นหมีแพนด้าสีขาวสลับดำอยู่จนถึง ณ ปัจจุบัน

      ตามตำนานของหมีแพนด้าเล่าสู่กันมาว่าที่ตีนเขาแห่งหนึ่งในประเทศจีนมีหญิงสาว 4 คนเป็นพี่น้องกันซึ่งทั้ง 4 คนรักใคร่กลมเกลียวสามัคคีกันดีแต่ละคนก็จะมีการแบ่งหน้าที่กันทำโดยน้องคนสุดท้องแต่มีหน้าที่นำแกะไปกินอาหารตรงชายป่าในทุกๆวันทุกคนก็จะแบ่งงานกันทำและเมื่อตอนเย็นก็จะกลับมาทานข้าวพร้อมกันเป็นแบบนี้ประจำ

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่น้องคนเล็กแกะไปกินหญ้าที่ชายป่าเธอก็สังเกตเห็นว่ามีรูปหมีตัวสีขาวบริสุทธิ์ 1 ตัวมันกำลังได้รับบาดเจ็บเธอจึงเข้าไปช่วยเหลือลูกหมีตัวดังกล่าวด้วยการพาลูกหมีตัวนั้นมาทำแผลที่บ้านโดยมีพี่ๆทั้ง 3 คนคอยช่วยเหลือและเมื่อลูกหมีหายดีเธอจึงพาลูกหนีกลับไปคืนสู่ป่าอีกครั้งหนึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมารูปหมีตัวดังกล่าวก็มักจะออกจากชายป่ามาเล่นกับเธอเป็นประจำรวมทั้งเพื่อนๆหมีของพวกมันมาด้วยน้องสาวคนสุดท้องเล่นกับลูกหมีแบบนี้ทุกวัน

จนเธอและลูกหมีมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดีอยู่มาวันหนึ่งขณะที่เธอและลูกหมีกำลังเล่นกันอยู่ตรงชายป่านั้นมีเสือโคร่งตัวหนึ่งผ่านมาเห็นเข้ามันจึงต้องการกินลูกหมีเป็นอาหารเมื่อหญิงสาวเห็นดังนั้นจึงได้ขัดขวางและต่อสู้กับเสือโคร่งจึงเป็นสาเหตุให้เสือโคร่งกัดหญิงสาวจนเสียชีวิตทำให้หมีทุกตัวที่อยู่ในบริเวณใช้ปลารู้สึกเศร้าเสียใจจากการจากไปของหญิงสาวเป็นอย่างมากพวกมันจึงได้ขุดหลุมฝังศพหญิงสาวเอาไว้โดยในขณะที่พวกมันกำลังทำพิธีฝังศพให้หญิงสาวนั้น

พวกมันแสดงความเสียใจด้วยการนำที่เท่ามาป้ายที่มือให้เป็นสีดำและพวกมันก็พากันร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังเสียใจที่หญิงสาวจากไปซึ่งรูปหมีได้ใช้มือของมันไปป้ายที่ตาเพื่อซับน้ำตาให้ตัวเอง จึงเป็นสาเหตุให้ขอบตาของหมีเป็นสีดำ และด้วยพวกหมีมีจำนวนหลายตัวต่างก็พากันร้องไห้เสียงดังลั่นป่าทำให้พวกหมีรำคาญเสียงร้องไห้ของตนเอง

จึงได้เอามือปิดหูดังนั้นจึงจะเห็นว่ามีแพนด้ามีหูสีดำและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหมีแพนด้าจึงกลายเป็นหมีที่มีลักษณะขอบตาดำและหูดำรวมถึงลำตัวช่วงบริเวณแขนขามีสีดำสวนสามพี่น้องเมื่อเห็นน้องสาวของตนเองเสียชีวิตลงก็พากันเสียใจเป็นอย่างมากจึงได้ชวนกันมากระโดดถ้าตัวตายที่หลุมฝังศพของน้องสาวคนสุดท้องหลังจากนั้น

ตรงบริเวณที่เสียชีวิตของทั้ง 4 คนก็เกิดเป็นภูเขา 4 ลูกชื่อว่าภูเขาซื่อกูเหนียงซัน หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า สี่ดรุณี และวิญญาณของ 4 สาวก็ไม่ได้หายไปไหนยังคงสิงสถิตอยู่ที่ภูเขาทั้ง 4 ลูกแห่งนั้นเพื่อคอยปกปักรักษาบรรดาหมีแพนด้าทั้งหลายตั้งแต่นั้นสืบมา 

ตำนานหญิงงามเกิดเป็นหนอน

 มีเจ้าผู้ครองนครปาฏลีบุตรคนหนึ่ง ชื่อว่าพระเจ้าอัสสกะ เป็นเจ้าผู้ครองแคว้นกาสี  พระองค์มีพระมเหสีซึ่งมีความงดงามมากที่สุดในแคว้นกาสีชื่อว่า พระนางอุพพรี  ทั้งสองพระองค์ความรักกันอย่างไรชื่อและดูแลปกครองบ้านเมืองของตนเองให้ร่มเย็นมีความสุขเรื่อยมาอยู่มาวันหนึ่ง พระนางอุพพรี  ได้เสียชีวิตลงทำให้  พระเจ้าอัสสกะเสียใจเป็นอย่างมาก

พระองค์ไม่ยอมกินไม่ยอมนอนและมีอาการเหม่อลอยคิดถึง พระนางอุพพรี อยู่ตลอดเวลาอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าอัสสกะ สั่งให้ทหารนำศพของพระนางมาตั้งไว้บนเตียงนอนในห้องบรรทมของพระองค์ซึ่งในตอนนั้นเองมีพระฤๅษีซึ่งมีบุญบารมีแก่กล้าสามารถมองเห็นความทุกข์ของพระองค์ได้จึงได้เดินทางมาช่วยเหลือ

เนื่องจากว่าฤาษีได้เล็งเห็นแล้วว่า  พระเจ้าอัสสกะเป็นกษัตริย์ที่ดีมีคุณธรรมสามารถปกครองเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขได้เรื่อยมาจึงอยากจะช่วยเหลือให้พระเจ้าอัสสกะหายจากความเศร้าโศกจึงได้สั่งให้อำมาตย์ ไปเชิญพระเจ้าอัสสกะมาหาฤาษี ซึ่งมาสำนักอยู่ที่อุทยานในเขตพระราชฐาน

เมื่อพระเจ้าอัสสกะเดินทางมาถึงพระฤาษีก็ได้บอกกล่าวกับพระเจ้าอัสสกะว่าพระองค์อยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพระนางอุพพรี หรือไม่ซึ่ง พระเจ้าอัสสกะ  ได้บอกกับฤาษีว่าพระองค์อยากรู้ว่าในตอนนี้นั้นพระมเหสีของพระองค์นั้นไปเกิดเป็นอะไรดังนั้นฤาษีจึงได้บอกกับพระองค์ว่าในตอนนี้นั้นพระนางอุพพรี ได้ไปเกิดเป็นหนอนขี้วัว โดยบอกเหตุผลที่พระนางอุพพรี ต้องไปเกิดเป็นหนอนขี้วัว  นั่นก็เพราะว่า ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ พระนางอุพพรี ไม่เคยทำบุญทำทานเลย

เอาแต่ห่วงเรื่องความสวยงามของตัวเอง  แต่ พระเจ้าอัสสกะ  ไปส่งเชื่อท่าฤาษีจึงได้เรียกหนอนขี้วัวมา 2 ตัวโดย นอนขี้วัวตัวเมียชื่อว่าอุพพรี   ซึ่งพระฤาษีได้เรียกหนอนขี้วัวตัวเมียมาถามว่าเราชื่อว่าอะไร  หนอนขี้วัวตัวเมียก็ตอบว่าข้าชื่ออุพพรี  ฤาษีถามหนอนขี้วัวตัวเมียว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นอะไร หนอนก็ตอบว่า  ชาติที่แล้วเกิดเป็นพระมเหสีของพระเจ้าอัสสกะ  ชื่อว่า พระนางอุพพรี   พระฤาษีถามกลับไปอีกว่าแล้ว

ในตอนนี้เจ้ายังรัก พระเจ้าอัสสกะอยู่อีกหรือไม่ หนอนอุพพรี ก็ตอบกลับว่าไม่แล้วเจ้าค่ะตอนนี้ข้ามีสามีใหม่แล้วเป็นหนอนขี้วัวเหมือนกันถ้ารักสามีของข้าตัวเดียว   เมื่อพระเจ้าอัสสกะได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธมากจึงได้สั่งให้ทหารไปนำร่างของพระนางอุพพรี ไปเผาและหลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าอัสสกะ ก็ได้ทรงอภิเษกสมรสกับหญิงคนใหม่และครองราชบัลลังก์สืบเนื่องต่อมาอีกยาวนาน

     ซึ่งตำนานหญิงงามเกิดเป็นหนอนนี้เป็นตำนานที่เราจะได้รู้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้ว่ารักจริงนั้นไม่มีอยู่ในโลกเป็นตำนานที่สร้างขึ้นมาเพื่อสอนในเชิงพระพุทธศาสนาโดยเป็นลักษณะสอนว่าหากมีรักที่ไหนที่นั่นย่อมมีความทุกข์ 

 

ให้การสนับสนุนโดย  nowbet