Archives ตุลาคม 2020

ประวัติของสะพานหันในสมัยรัชกาลที่2

ซึ่งเกาะพระนครหลังจากที่ได้มีการขุดคูเมืองขึ้นมาและได้ทำการสร้างสะพานขึ้นมาเพื่อที่จะให้คนภายในเมืองและนอกเมืองสามารถที่จะเดินทางเข้าออกได้และสะพานนั้นก็คือ สะพานหันนั่นเอง

โดยในสมัยแรกๆสะพานหันมีสภาพที่เป็นแค่เพียงไม้กระดานเท่านั้นเป็นแค่ไม้กระดานแผ่นเดียวที่พาดเอาไว้ถามว่าทำไมเพราะว่าในสมัยก่อนการรักษาความปลอดภัยมันยังต้องมีอยู่และเช่นเดียวกันที่สะพานพระนครได้มีสะพานก็คือสะพานหันในช่วงกลางวันก็จะเป็นแผ่นไม้พาดเอาไว้ให้คนสามารถเดินทางเข้าออกอะไรต่างๆได้แต่ในเวลากลางคือเขาจะมีการหันสะพานเก็บเข้าไปในพระนครก็คือหันเข้าไปในพระนครทำให้คนไม่สามารถเดินทางเข้าออกในเวลากลางคืนได้ส่วนในเวลาเช้าก็หันสะพานกลับมาใหม่คนก็สามารถที่จะเดินทางไปมาได้

เนื่องจากความปลอดภัยแล้วนั้นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประโยชน์ของการหันได้ของสะพานนั่นก็คือเรื่องการเดินทางทางน้ำนั่นเองแน่นอนแล้วว่าในสมัยก่อนคนไทยเราเดินทางกันทางน้ำรวมถึงพวกขบวนเสด็จต่างๆด้วยก็มีการเสด็จทางชลมารคเหมือนกัน

ดังนั้นการมีสะพานพาดอยู่บางทีมันไม่สะดวกการที่สะพานมันหันเข้าหันออกไปก็ทำให้การเดินทางทางน้ำสะดวกยิ่งขึ้นและนี่ก็คือที่มาของชื่อสะพานหันนั่นเองที่คนก็เลยเรียกสะพานนี้ว่าสะพานหันหมายถึงสะพานที่มันหันไปหันมาพับเข้าพับออกได้ตั้งแต่นั้นมา

เพราะฉะนั้นแล้วอย่างไรก็ตามประวัติที่น่าสนใจของสะพานหันยังไม่จบแค่นี้เพราะว่าในยุคสมัยต่อมาสะพานหันก็พังลงไปหลายรอบก็มีการซ่อมขึ้นมาใหม่อะไรต่างๆและแม้ว่าการซ่อมในยุคสมัยต่อมาในรัชกาลที่2ต่อมาสะพานมันจะหันไม่ได้แล้วกลายมาเป็นแผ่นไม้พาดมาอย่างถาวรแต่ก็ยังมีคนเรียกสะพานนี้ว่าเป็นสะพานหันกันต่อมา

ซึ่งสะพานหันที่ใช้ในรัชกาลที่2ก็ใช้กันต่อมาเรื่อยๆมีการปรับปรุงซ่อมแซมกันมาเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงรัชกาลที่4ปรากฏว่าสะพานก็พังลงไปแล้วทุกคนก็รู้สึกว่ามันไม่ได้แล้วสะพานหันเป็นเพียงแค่แผ่นไม้มันไม่สะพวดเลยประกอบในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีฝรั่งเข้ามาทำการค้าขายอะไรในกรุงเทพค่อนข้างมาก

โดยฝรั่งก็ได้นำเอาอะไรเข้ามาอีกหนึ่งอย่างและสิ่งที่ฝรั่งเอาเข้ามาก็คือรถม้าดังนั้นสะพานที่เป็นแค่แผ่นไม้ต่อให้เพิ่มต่อจากแผ่นเดียวเป็นสองแผ่นแล้วการเดินรถรถม้ามันก็ไม่สะดวกเลย

เมื่อในสมัยรัชกาลที่4ก็เลยมีการปรับปรุงซ่อมแซมให้สะพานหันกลายมาเป็นสะพานที่มีโครงเหล็กแล้วก็เป็นไม้ให้อยู่ด้านบนแทนก็ทำให้รถม้าวิ่งผ่านได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

การเมืองไทย การปฏิวัติสยาม2475

ซึ่งหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยามมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อวันที่10ธันวาคม 2475 เกมการเมืองและอำนาจก็เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่มีการคานอำนาจกันระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าได้แก่ สายนิยมเจ้า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และกลุ่มคณะราษฎรที่แบ่งเป็นสายทหารและพลเรือน

นอกจากนี่ยังได้มีการใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นรัฐสภาและได้ใช้วังปารุสก์เป็นทำเนียบรัฐบาลโดยคณะราษฎรหวังจะเปลี่ยนแปลงการเมืองและนำเอาประเทศเข้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย 

โดยจะใช้อำนาจผ่านผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญัติคณะราษฎรสามารถตกลงกับอำนาจเก่าและคงที่นั่ง สส. ไว้ในสมาชิกสภาชุดชั่วคราวได้เกิดครึ่งนิดหน่อยคือจากทั้งหมด70ที่ก็ได้ สส. ฝ่ายตนไว้40ที่และเพื่อเป็นการประนีประนอมและหาจุดร่วมในสังคมในด้านอำนาจบริหารคณะรัฐมนตรีทั้ง20คนฝ่ายคณะราษฎรยอมให้กลุ่มอำนาจเก่าเป็นแกนนำในคณะบริหาร

ซึ่งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คือ พระยามโนปกรณนิติธาดา และตำแหน่งรับมนตรีประจำกระทรวงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยกระทรวงกลาโหมกระทรวงการคลัง  พระยามโนปกรณนิติธาดา ก็ได้แต่งตั้งข้าราชการจากระบอบเก่าที่เคยมีตำแหน่งใหญ่ระดับเสนาบดีมาเข้าร่วมรัฐบาลทั้งหมด

ส่วนคณะราษฎรในคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีอยู่ครึ่งหนึ่งคือ10คนซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ประจำกระทรวงหรือเรียกอีกชื่อว่า “รัฐมนตรีลอย” เพื่อคานอำนาจในการบริหารคอยยกมือออกเสียงในในการประชุม ครม.เท่านั้นไม่มีรัฐมนตรีประจำกระทรวงไหนมีพื้นเพเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเลย

แต่สิ่งที่จุดระเบิดทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มคณะราษฎรกับกลุ่มอำนาจเก่าจนความขัดแย้งทวีความรุนแรงจนต้องรบกันเป็นเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า “ กบฏบวรเดช “ และคนที่สนใจประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยอยู่แล้วคงเคยได้ยินกันว่าชนวนการที่ฝ่ายคณะราษฎรดื้อดึงจะให้รัฐบาลประกาศใช้ “แผนเค้าโครงเศรษฐกิจ “ ของนายปรีดี พนมยงค์

ซึ่งว่ากันว่าหากได้ทำตามแผนนี้ประเทศสยามจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ข้อกล่าวหานี้เป็นจริงหรือไม่มันมีปัจจัยอื่นอีกไหม เรื่องราวสถานการณ์เมืองในช่วงนั้นหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในฉบับถาวารแล้วโร้ดแม็ปของการสร้างประชาธิปไตยก็คือการกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นมา

โดยมันควรจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ของปี2476และการเลือกตั้งของนี้มันก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ยังไม่ใช่การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเต็มใบคือจะแบ่ง สส. ออก เป็นสองประเภท ประเภทที่หนึ่งจะได้จากการ “เลือกตั้งทางอ้อม” คือเลือกตั้งจากส่วนท้องถิ่นก่อนโดยประชาชนเลือดผู้แทนตำบลแล้วผู้แทนตำบลก็จะเป็นผู้เลือกผู้แทนราษฎรอีกที

นอกจากนี้ สส. ประเภทที่สองคือผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งปัญหาก็คือใครจะมาแต่งตั้งคณะราษฎรจะตั้งทั้งหมดเลยและมีใครภามฝ่ายระบอบเก่าหรือยัง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ ถูกกฎหมาย

คนสยามสมัยก่อน

ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ เรื่องนี้มีที่มาจากนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษโดยชายชาวอังกฤษผู้นี้เป็นคนที่ชอบการท่องเที่ยวแสวงหาความรู้สึกเขาก็จะเดินทางไปที่ต่างๆมากมายในเอเชียอาคเนย์ด้วยความที่ว่าในสมัยนั้นยังไม่มีกล้องไม่มีมือถืออะไรเลย

โดยการที่จะบันทึกอะไรด้วยความประทับใจส่วนใหญ่ก็จะเป็นผ่านปลายปากกาและในเนื้อความบันทึกที่ชายชาวอังกฤษที่ได้เขียนก็จะมีเรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะเป็นจากชาวพม่าชาวมาลายู

ซึ่งก็รวมไปถึงเรื่องราวของสยามแลนด์ด้วยในนี้เขาก็ได้กล่าวถึงน่าตาการใช้ชีวิตและก็บุคลิกนิสัยของคนชนชาติแทบนี้อยู่เราจะพูดแต่เพียงชาวไทยเท่านั้น

กล่าวว่าหน้าตาของชาวสยามจะค่อนข้างเหมือนกับพวกชาวมาลายูคือจะมีโหนกแก้มที่สูงมีจมูกที่แบนแล้วก็จะมีตาค่อนข้างไปทางคนจีนแต่ว่าจะมีรูปร่างที่เหมือนชาวพม่าถึงแม้ว่าหน้าตาส่วนใหญ่จะค่อนข้างไปทางชาวมาลายูแต่ชาวสยามก็ไม่ได้มีนิสัยชอบเจ้าคิดเจ้าแค้นเหมือนชาวมาลายูที่เขาได้พูดแบบนี้ก็เพราะว่าเขาเคยเห็นชาวมาลายูมีการจับผู้คนเคราะห์ร้ายยี่สิบคนมาบูชายัญเพื่อความเจ็บปวดความเสียใจของเขา

เนื่องจากว่าในสมัยนั้นมันมีคำว่าวิ่งไล่คนเถื่อนอยู่และมันจะสื่อถึงการที่มีคนมาลายูออกมาตามท้องถนนเพื่อถึงมีดคมๆแทงคนที่เข้ามาขวางหน้าเพื่อทำการล้างแค้นอะไรก็ตามที่เขาได้โมโหในตอนนั้น

ส่วนชาวสยามนั้นหาได้เป็นเช่นนั้นไม่แต่ถึงแม้ว่าชาวสยามจะเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบแสดงออกในเวลาโกรธก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีความโกรธเพียวแค่พวกเขานั้นได้เก็บความเกียจชังเอาไว้เท่านั้นเองช่วงที่ข้าเจ้าได้เข้ามาอยู่บางกอกข้าเจ้ายังจำได้ว่าไม่เคยเห็นชาวสยามผู้ใดเคยออกมาตบตีกันทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขานั้นได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กให้เป็นคนที่อยู่ในโอวาดเคารพผู้ใหญ่

ซึ่งตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินผู้ที่ได้เป็นที่รักของเขาจนถึงคนที่มีระดับสูงเจ้าเขาถึงแม้เพียงแค่ขั้นเดียวก็ตามสำหรับคนที่ด้อยกว่าชาวสยามก็จะไม่ได้ทำเหมือนกับว่าคนนั้นด้อยกว่าคือเขาจะให้ความเคารพเช่นเดียวกันกับว่ามีฐานะเท่าเทียมกับเขาเลย

ดังนั้นในส่วนเรื่องของสุขภาพนั้นนายิวก็ได้กล่าวถึงชาวสยามในสมัยนั้นเป็นบันทึกที่ได้บอกว่าวันนั้นผมได้กินกับข้าวกับนายฮันเตอร์พ่อค้าชาวอังกฤษที่ภายหลังได้รับพระราชทานยศให้เป็นหลวงอาวุธพิเศษประเทศพาณิชย์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ