Archives มิถุนายน 2020

ตำนานการทดลองในสมัยนาซี

กาทดลองแช่แข็งมนุษย์เป็นๆ

สำหรับการทดลองแช่แข็งมนุษย์เป็นได้เกิดขึ้น เมื่อเดือนสิงหาคม เมื่อในปี1942 ถึงเดือนพฤษภาคม ปี1943เขาบอกว่าได้มีการทดลองแช่มนุษย์เป็นๆในน้ำแข็งหรือในน้ำที่เย็นจัดในอุณหภูมิสามองศาจากการทดลองในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ของนาซีเขาได้ได้อ้างเอาไว้ว่าจะเป็นประโยชน์แก่การทหารมากเพราะถ้าเกิดสมมุติว่าในวันหนึ่งเครื่องบินตกแล้ว

ก็นักบินจะต้องไปอยู่ในน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำสามารถทำยังไงที่จะให้มีชีวิตรอดหรือจะอยู่ได้กี่วันหรือบางทีทหารบกไปอยู่ในทุ่งหญ้าน้ำแข็งจะมีวิทียังไงที่จะแก้ปัญหานี้และทำให้ร่างกายอบอุ่นและอยู่ในสภาพเหล่านั้นได้ ซึ่งในการทดลองครั้งนี้จะแช่คนเป็นๆอย่างที่ได้กล่าวกันไปและบางคนให้สวมชุดนักบินหรือหนักที่สุดก็คือไม่สวมชุดอะไรเลย

และในการทดลองในครั้งนี้ได้ทำมากถึงสี่ร้อยกว่าครั้งวนไปวนมาในนักโทษจำนวนหนึ่งและนักโทษบางคนที่โดนแช่ไปแล้วเอาขึ้นมาก็มีสิทธิ์ที่จะโดนแช่เป็นครั้งที่สองที่สามต่อไปได้ถ้านักโทษคนนั้นร่างกายผอมถูกแช่เต็มที่80นาทีก็เสียชีวิตและในบางคนเขาอยู่ได้ถึงประมาณสามชั่วโมงแต่สุดท้ายในการทดลองในครั้งนี้เขาก็ไม่ได้สนในนักโทษอะไรก็ปล่อยให้แช่อยู่ในน้ำอุณหภูมิสามองศาจนเสียชีวิตสรุปผลการทดลองในครั้งนี้มันไม่ได้มีผลประโยชน์หรืออะไรเลยก็คือเอามนุษย์มาแช่ในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำเล่นๆแค่นั้นเอง

 

การทดลองยาวัคซีนวัณโรค

คือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้ก็ได้มีโรคระบาดหนึ่งโรคขึ้นมาก็คือวัณโรคนาซีได้พยายามจะหาวัคซีแก้วัณโรคเพราะในช่วงของสงครามนั้นโรคนี้ถือว่าเป็นโรคระบาดที่รุนแรงและยังไม่มีทางแก้รักษาแต่ก็ได้มีแพทย์ท่าหนึ่งได้ยืนยันว่าวัณโรคนี้มันสามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้เขาก็เลยต้องการที่จะพิสูจน์ให้ดูการที่นำเอานักโทษชาวยิวที่เป็นเด็กย้ำว่าเด็กกว่ายี่สิบคน

ได้พาตัวมาที่ห้องทดลองและทำการทดลองด้วยการตัดตอมน้ำเหลืองที่อยู่ใต้รักแร้ออกเพื่อทำการทดลองยาวัคซีนวัณโรคแต่สุดท้ายแล้วในการทดลองในครั้งนี้ได้เกิดความล้มเหลวไม่เป็นถ้าเลย

ซึ่งจากความล้มเหลวในครั้งนี้เด็กชาวยิวที่ถูกตัดตอมน้ำเหลืองไปก็ได้ถูกแขวนคอกันทั้งหมดเลยตามนโยบายของฮิตเลอร์ที่ได้กล่าวเอาไว้ว่า ปากท้องที่ไม่มีประโยชน์ก็สมควรที่จะเสียละ ให้กับคนที่ยังมีโอกาศมากกว่า เพราะจะได้เป็นแรงงานต่อไปได้ แต่อยากจะบอกว่า ฮิตเลอร์เขาก็ค่อนข้างที่จะเลือดเย็นเอามากๆ

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตํานานคําชะโนดที่จังหวัดอุดรธานี

      สำหรับตำนานความเชื่อที่เขาคำชะโนดนั้นเป็นอีกหนึ่งตำนานความเชื่อที่เกี่ยวกับพญานาค ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันมากนี่คือสถานที่ที่เป็นที่สิงสถิตของพญานาค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และยังมีการเชื่อมกันด้วยว่าที่เขาคำชะโนดนี้เป็นปากทางเข้าเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และถ้ำบาดาลของพญานาคนั่นเอง ซึ่งที่นี่อยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี

โดยชาวบ้านมีการเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องของตำนานเขาคำชะโนดไว้ว่า ก่อนหน้านี้มีดินแดนที่เรียกว่าหนองกระแสหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหนองแส ซึ่งที่นี่เป็นดินแดนของพญานาคซึ่งมีการแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วนโดยส่วนหนึ่งนั้นถูกปกครองโดยพญานาคซึ่งเป็นพญานาคเจ้าพ่อศรีสุทโธ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นการปกครองโดยพญานาค

ซึ่งเป็นเจ้าพ่อสุวรรณนาค โดยพญานาคทั้งสองตนนั้นได้มีการทำข้อตกลงร่วมกันในการอยู่อาศัยพื้นที่นี้ร่วมกันว่าหากว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกไปหาอาหารนั้นอีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่ออกไปหาอาหาร เพื่อที่จะได้ไม่เกิดการทะเลาะกันส่วนใครที่หาอาหารมาได้นั้นก็จะนำมาแบ่งกันกิน แต่เราอยู่มาวันหนึ่งพญานาคทั้งสองตนนั้นก็ได้เกิดการทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องของการแบ่งอาหารกันนั่นเอง

ซึ่งการทะเลาะกันนี้บานปลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนเรื่องราวนั้นรู้ไปถึงหูของพระอินทร์ โดยพระอินทร์นั้นได้มีการตัดสินให้พญานาคทั้งสองตนนั้นแข่งกันสร้างแม่น้ำออกไปจนถึงทะเล และเพื่อป้องกันไม่ให้พญานาคทั้งสองตนนั้นได้ทะเลาะกันอีกพระองค์อินทร์จึงได้สร้างเขา ดงพญาไฟขึ้นมากั้นแม่น้ำทั้งสอง

และมีคำสั่งว่าถ้าหากใครสามารถที่จะสร้างแม่น้ำไปถึงทะเลได้ก่อนกันคนนั้นก็ชนะและคนที่ชนะนั้นจะได้ปลาบึกไปครอบครอง ซึ่งในที่สุดนั้นพญานาคพญาศรีสุทโธก็ได้สร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อนจึงได้ทูลขอว่าจะขอพระอินทร์ว่าขอมีทางขึ้นลงเมืองบาดาลไว้ 3 ที่ ซึ่งทีแรกนั่นก็คือธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ และที่หนองคันแทและที่สุดท้ายก็คือที่คำชะโนดนั่นเอง

และในปัจจุบันนี้เรามักจะเห็นว่าชาวบ้านมักจะพากันเดินทางไปทั่วทุกจังหวัดเพื่อไปกราบไหว้พญานาคเจ้าปู่ศรีสุทโธและเจ้าย่าศรีปทุมมากันอย่างไม่ขาดสายโดยปัจจุบันนี้ผู้คนมักจะเดินทางไปทำการกราบไหว้ขอพรรวมถึงขอเลขเด็ดขอหวยซึ่งแต่ละคนที่ไปทำการขอหวยนั้นอ่านก็จะได้เลขเด็ดกลับมาและมักจะถูกเลขรางวัลที่ 1 กัน

เป็นประจำจึงทำให้ที่นี่นั้นเป็นที่ที่ต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกวันและเป็นจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลคอยควบคุมไม่ให้นักท่องเที่ยวนั้นเข้าไปเยอะมากจนเกินไปแต่อย่างไรก็ตามที่เขาคำชะโนดนี้ก็ยังมีนักท่องเที่ยวต่างพากันเดินทางไปขอเลขเด็ดกับเจ้าปู่ศรีสุทโธกันอย่างไม่ขาดสาย

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay มือถือ

พายุทอรร์นาโด ในรูปแบบซูเปอร์โซนิค

ซึ่งทางนักดาราศาสตร์เขาก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าหลุมนั้นมันได้เกิดขึ้นมาจากอะไรแต่ก็ได้เชื่อว่าสิ่งนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นโดยบางสิ่ง ซึ่งมันอาจจะเป็นถ้ำที่อยู่ใต้ดินขนาดใหญ่หลังจากนั้นเมื่อการเวลามันได้ผ่านพ้นไปมันก็ได้ทำให้พื้นผิวดินที่อยู่ด้านบนได้ถล่มลงมา

พื้นผิวที่ได้ผิดปกติ

สำหรับรูปภาพนี้ก็ได้ถูกถ่ายเอาไว้ในปี2017ด้วยกล้องเธอมิส ซึ่งมันก็ได้เป็นกล้องสำหรับถ่ายภาพความร้อนที่มันได้ถูกติดตั้งเอาไว้อยู่บนยานมาร์ส์ออดอสซีย์มันก็ได้ปรากฎเป็นรูปภาพรอยเลื่อนตามขวางที่ดูผิดปกติ ซึ่งมันได้ปรากฎขึ้น เมื่อหินที่พื้นผิวของดาวอังคารนั้นมันได้เกิดแตกออกและมันก็ได้เคลื่อนตัวสวนผ่านกันและกัน โดยสิ่งนี้มันอาจจะสามารถนำเอามาสนับสนุนข้อมูลล่าสุดของยูซีแอลเอที่เขาได้สันนิษฐานกันว่า พื้นผิวของดาวอังคารนั้นมันอาจจะอยู่ในระหว่างเริ่มต้นของการแยกตัวของแผ่นธรณีภาคและ

ซึ่งมันก็จะได้ความหมายความว่าบนดาวอังคารนั้นมันอาจจะมีการเกิดแผ่นดินไหวและมันอาจจะมีความเป็นไปได้ที่มันจะเกิดขึ้นในทุกๆล้านปีหรือมันอาจจะมากไปกว่านั้นมันก็อาจจะเป็นผลก็ได้ นอกจากนี้สำหรับการที่มันจะแยกตัวออกจากแผ่นธรณีภาคนี้ที่มันได้เป็นลักษณะที่ดูคล้ายกันกับโลก โดยมันอาจจะเชื่อได้แน่นอนเลยว่ามันอาจจะเป็นพื้นที่ที่ชุ่มน้ำ

ที่มันได้อยู่ลึกลงไปที่ใต้พื้นผิวของดวงดาวอีกทังมันยังได้มีการปรากฎการณ์ที่เคลื่อนตัวนี้มันก็อาจจะเป็นหลักฐานที่เรียกว่ามันจะมีการหลอมละลายของแกนดาว ซึ่งมันก็ยังได้เป็นข้อมูลที่จะสามารถบ่งชี้ว่าครั้งหนึ่งดาวอังคารมันได้เคยมีการจักสร้างในส่วนของสนามแม่เหล็กที่มันอาจจะคอยปกป้องอารยธรรมของสิ่งที่มันได้มีชีวิตมาก่อนที่เราทุกคนนั้นอาจจะยังไม่เคยได้รับรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อนซึ่งมันอาจจะเป็นปรากฎการณ์ของพื้นผิวโลกนั้นมันได้เคลื่อนตัวอย่างผิดปกติ

ซูเปอร์โซนิค ทอร์นาโด

พีเทอร์ โชล์ทส์ ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ก็ได้ทำการศึกษารู้ภาพอินฟราเรด ที่ได้ถ่ายเอาไว้ได้จากยานมาร์ส์ออดิสซีย์ ซึ่งภาพนี้เขาก็ยังได้มองสังเกตเห็นแล้วว่าลักษณะที่มันได้เป็นเส้นสว่างของความร้อนนั้นที่มันได้แผ่ออกมาจากหลุมที่ถูกอุกกาบาตพุ่งชน โดยโชล์ทส์ได้อธิบายว่าจากรูปภาพอินฟราเรดก็จะเห็นได้ถึงความสว่างที่มันดูแตกต่างกัน ซึ่งจะเห็นความร้อนได้ชัดเจนในจุดที่ไม่มีฝุ่นดินหรือทรายปกคลุมจากการวิจัยได้มีการสันนิษฐานว่าในขณะที่อุกกาบาตได้พุ่งเข้าชนที่บริเวณนั้นมันก็ได้ทำให้เกิดพายุทอรร์นาโด ในรูปแบบซูเปอร์โซนิคที่มีความเร็วของลมมากกว่า500ไมล์/ชั่วโมง

 

สนับสนุนโดย  rb88 ดีไหม

อุกกาบาตตกที่ทะเลมันจะเจออะไรขึ้น?

โลกของเราเคยมีอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่เคยมีขนาดเทียบเท่ากับประเทศๆหนึ่งหรือทวีปเล็กๆทวีบหนึ่งเลยเข้ามาชนโลกถึง5ครั้งด้วยกันโดยครั้งแรกและครั้งที่สองได้เกิดขึ้นในแทบแอฟริกาและแคนาดาเมื่อประมาณ2.02พันล้านปีกับ1.85พันล้านปีก่อน โดยจุดบริเวณที่อุกกบาตตกตามบันทึกเขาได้บอกว่าตกบนพื้นดินมันเลยไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับสิ่งมีชีวิตอะไรมากมาย

เพราะถ้าเกิดเราเปิดภาพของสิ่งมีชีวิตมาในยุคประมาณ1.85พันล้านปีก่อนกับ2.02พันล้านปีเราจะเห็นว่าในยุคนั้นมันคือยุคแรกเริ่มของสิ่งมีชีวิตก็คือเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรือแบคทีเรียอยู่เลยและแบคทีเรียในยุคนั้น

เขาได้อาศัยอยู่ในน้ำมันเลยเป็นหนึ่งจุดที่โชคดีว่าสิ่งมีชีวิตยุคแรกเริ่มไม่ได้ถูกล้างไปในยุคนั้นและเหตุการอุกกาบาตพุ่งชนโลกครั้งที่สามเป็นครั้งยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้อุกกาบาตในครั้งที่สามได้มีชื่อว่าChicxulub Craterที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ65ล้านปีก่อนและถ้าเราเปิดภาพไทม์ไลน์ชีวิต65ล้านปีก่อนมันคือยุคครีเทเชียสก็คือยุคไดโนเสาร์นั้นเอง

และที่โชคร้ายกว่านั้นคืออุกกาบาตลูกนี้มีขนาดของหลุมอุกกาบาตใหญ่ถึง240กิโลเมตรและจุดตกของอุกกาบาตได้ไปตกที่ข้ามมหาสมุทรที่เม็กซิโกหรือว่ามันตกลงไปในทะเลนั่นเองและจากเหตุกาณ์ที่อุกกาบาตได้ตกลงไปที่ทะเลครั้งนี้มันเลยทำให้สิ่งมีชีวิตกว่า95%บนโลกได้สูญพันธ์ไปจนหมดเลย ซึ่งพอเราได้ฟังตรงนี้

มาเราก็เลยได้ตั้งคำถามกับอาจารย์ว่าแล้วระหว่างอุกกาบาตตกลงบนพื้นกับอุกกาบาตตกลงทะเลมันต่างกันยังไงอาจารย์เขาก็เลยได้พูดเปรียบเปรยว่าเราลองนึกสภาพถ้าเราลองมีแก้วน้ำหนึ่งใบที่มีน้ำเต็มแก้วแล้วเราลองเอาก้อนหินโยนลงไปในแก้วน้ำมันจะเกิดอะไรขึ้นแน่นอนน้ำมันก็จะล้นออกมาจากแก้วนั่นคือลักษณะเดียวกันกับอุกกาบาตพุ่งชนโลก

และได้ตกลงสู่ทะเลอย่างแรกเลยมันจะทำให้เกิดสินามิครั้งใหญ่ที่ไม่สามารถตีได้เลยว่าความเสียหายมันจะมากน้อยเพียงใดเพราะอุกกาบาตที่มันได้ตกลงมามันได้มีความใหญ่ของหลุมกว่า240กิโลเมตรและถ้าเกิดมันตกลงไปที่ทะเลมันก็จะสร้างคลื่นสูงมากๆที่มันอาจจะทำให้น้ำท่วมโลกในครั้งนั้นเลยก็ว่าได้และอย่างที่สองที่มันได้ตามมาก็คืออุณหภูมิของน้ำมัน

จะสูงขึ้นอย่างเฉียบพลันเพราะอุกกาบาตที่มันได้ตกมายังโลกมันจะต้องผ่านชั้นบรรยากาศลงมาและมันจะต้องเกิดการเผาไหม้อุณหภูมิที่มันได้ผ่านชั้นบรรยากาศมาเป็นพันเป็นหมื่นองศาพอมันตกลงมาที่น้ำทะเลมันจะทำให้น้ำทะเลบริเวณกว้างได้เปลี่ยนอุณหภูมิอย่างฉับพลันและทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถที่จะอยู่ได้

 

สนับสนุนโดย  rb88

ตำนานแม่นาคพระโขนง

        สำหรับเรื่องราวตำนานแม่นาคพระโขนงนั้นเชื่อว่าหลายคนคงรู้เรื่องราวนี้กันเป็นอย่างดีเพราะนอกจากจะมีปู่ย่าตายายเล่าให้ฟังแล้วยังมีการนำมาเป็นภาพยนตร์หลายภาคด้วยกันทั้งภาพยนตร์รวมถึงละครก็มีการนำแม่นาคพระโขนงมาออกฉายให้เห็นกันอยู่เป็นประจำซึ่งในเรื่องก็เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องของความรักที่ชายหญิงคู่หนึ่งมีให้แก่กันแต่ถูกความตายมาพรากให้จากกันนั่นเองโดยเรื่องของแม่นาคพระโขนงนั้นชาวบ้านเล่าขานกันว่านี่คือเรื่องจริงของชายหญิงคู่หนึ่ง

ซึ่งอยู่ตรงเขตพระโขนงด้วยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เรื่องราวมีอยู่ว่าหญิงสาวที่ชื่อนาถพบรักกับนาคหลังจากที่แต่งงานอยู่ด้วยกันนางก็ตั้งท้องแต่ระหว่างที่หน้ากำลังตั้งท้องอยู่นั้นปรากฏว่านางต้องไปเป็นทหารซึ่งหน้าสัญญาว่าจะรอมากลับมาแต่จนแล้วจนรอดผ่านไปหลายเดือนมากก็ยังไม่กลับมาทำให้หน้าต้องมารอมากที่ท่าน้ำเป็นประจำทุกวันแล้วเมื่อเข้าเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์ซึ่งอยู่บ้านคนเดียวก็เจ็บท้องและคลอดลูกแต่เนื่องจากเสียเลือดมากทำให้นาคนั้นเสียชีวิตในระหว่างการคลอดลูกแต่ตั้งแต่หน้าเสียชีวิตวิญญาณของหน้า

ก็ยังคงวนเวียนมารอคอยนาคอยู่ตรงท่าน้ำอยู่เป็นประจำซึ่งชาวบ้านที่มีการผ่านไปผ่านมาแถวบริเวณหน้าบ้านของนาคก็มักจะเห็นวิญญาณของนาคมายืนรอสามีรวมถึงได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้โหยหวนน่ากลัวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อถึงเวลาช่วง 18:00 นชาวบ้านทุกคนก็จะเข้าบ้านนอนเพราะกลัวผีแม่นาคด้วยกันทั้งนั้นหลังจากนั้นไม่นานสามีก็คือพี่มากก็ได้กลับมาอยู่ที่บ้านพระโขนง

ซึ่งระหว่างที่สามีกลับมาอยู่ที่บ้านนั้นเขาไม่รู้เลยว่าภรรยาที่เขาอยู่ด้วยนั้นได้เสียชีวิตลงไปแล้วจนในที่สุดวันหนึ่งชาวบ้านจะได้พากันมาบอกเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแม่นาคซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความโมโหให้กับแม่นาคเป็นอย่างมากที่ชาวบ้านมายุ่งวุ่นวายเกี่ยวกับความรักของเธอกับสามีของเธอเธอจึงได้ออกอาละวาดหลอกหลอนผู้คนส่วนพี่มากนั้นก็ได้หนีไปอยู่วัดเพื่อให้พระคอยช่วยเหลือ

และคุ้มครองและหลังจากที่แม่นากนั้นหลอกลวงทุกคนหรือทุกวันก็ได้มีพระองค์หนึ่งซึ่งมาธุดงค์และมีการสวดมนต์ให้พรรวมถึงสั่งสอนแม่นาคเจอแม่นาคนั้นยอมรับว่าตัวเองนั้นเสียชีวิตแล้วและได้มีการติดตามพระองค์ดังกล่าวนั้นไปแสวงบุญซึ่งเรื่องราวในครั้งนี้ยังมีหลักฐานจากการที่พระดังกล่าวได้มีการเจาะไว้ที่โกรกหน้าผากของแม่นาคแล้วนำกระจกหน้าผากนั้นมาลงยันต์ปัจจุบันตรงหน้าผากนั้นยังคงมีอยู่โดยลูกหลานตระกูลของแม่นาคนั้นเป็นผู้เก็บรักษาเอาไว้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

เหตุการณ์ประหลาดที่ถูกจับภาพเอาไว้ได้

เหตุการณ์ประหลาดที่ถูกจับภาพเอาไว้ได้ในระหว่างภารกิจเอสทีเอส-115

เหตุการณ์เทเธอร์

ภารกิจของกระสวยอวกาศของนาซาครั้งที่75ที่ได้เป็นการร่วมมือกันในระหว่างของโครงการอวกาศของสหรัฐอเมริกาและอิตาลีและด้วยการขนส่งในระบบของดาวเทียมของเทเธอร์ โดยมันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นการตรวจสอบแหล่งของพลังงานใหม่ของยานอวกาศและเข้าทำการศึกษาชั้นบรรยากาศชั้นสูงของโลก ซึ่งในวันที่25 กุมภาพันธ์ ปี1996

หลังจากที่ลูกเรือของยานอวกาศโคลัมเบียก็ได้ เริ่มทำการปล่อยดาวเทียมเทเธอร์ที่โยงกับสายเคเบิล โดยมีความยาวประมาณ20กิโลเมตร ซึ่งเทอเธอร์ สามารถจับภาพวีดีโอนี้ไว้ได้ในขณะที่ดาวเทียมที่กำลังจะเคลื่อนตัวออกจากกระสวยอวกาศ รูปภาพฟุตเทจนี้ แสดงถึงบางสิ่งที่มีลักษณะเป็นแท่งอีกทั้งยังมีแสงที่ไม่สามารถอธิบายได้ รายล้อมอยู่รอบมันทางนาซา

ก็ได้มีการสรุปลายละเอียดเกี่ยวกับภารกิจหลังจากนั้นแต่มันก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงวัตถุประหลาดที่ปรากฎอยู่ในวีดีโอแต่อย่างใดและทางด้านลูกเรือนามว่า แฟรงคลิน ชาง-ดิแอซ ได้อธิบายถึงที่ลอยไปมาอยู่โดยรอบแท่งดังกล่าวว่า “มันได้เป็นเศษบางอย่างที่มันได้มีขนาดเล็กที่มันได้ล่องลอยไปพร้อมกับพวกเราแต่จนได้มาถึงในปัจจุบันมันก็ยังไม่ได้มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่าวัตถุที่เขาได้พบเห็นในเหตุการณ์นี้มันคืออะไรกันแน่

ภารกิจเอสทีเอส-115

กระสวยอวกาศแอตแลนทิสของ นาซา กับภารกิจSTS-115ที่เกิดขึ้นในปี2006ก็ได้ทำให้ได้พบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดและสามารถบันทึกภาพเอาไว้ได้หลายเหตุการณ์เช่นภาพของฟ้าผ่าที่รุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ซึ่งได้ผ่าลงมาบนยอดของฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดาหลังจากที่ภารกิจถูกเลื่อน

เนื่องจากว่าได้เกิดเหตุพายุเฮอร์ริเคนเออร์เนสโตสุดท้ายจรวดก็สามารถถูกส่งออกไปสู่อวกาศได้สำเร็จและเมื่อได้ไปถึงสถานีอวกาศนานาชาติก็ได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอร์รี่ใหม่ก่อนจะเตรียมตัวกลับสู่โลกแต่ในขณะตรวจสอบภาพที่ถ่ายได้ด้วยกล้องที่ติดอยู่กับยานลูกเรือสังเกตเห็นวัตถุบินปริศนาที่โคจรอยู่ในระหว่างยานแอตแลนทิสและโลกแต่ด้วยภาพที่มีคุณภาพต่ำจึงไม่สามารถระบุได้ว่า สิ่งนั้นคืออะไรและยังได้พบเจอวัตถุปริศนาอีกมากมายดังเช่นภาพนี้

ซึ่งถูกพบโดยลูกเรือทาวิศวกรของนาซา เชื่อว่าวัตถุปริศนาในภาพนั้นมันอาจจะไม่ใช่อันเดียวกันกับสิ่งที่เคยถ่ายเอาไว้ได้ก่อนหน้าหลังจากที่ภารกิจที่ได้มีการตรวจสอบจึงได้พบกับสิ่งที่ประหลาดเพิ่มเติมมันคือการที่กระสวยอวกาศชนเช้ากับอะไรบางอย่างในขณะที่จรวดกำลังทะยานขึ้นสู่อวกาศและต่อมาจึงได้พบรูขนาดเล็กที่ปรากฎอยู่ด้านข้างของแอตแลนทิส ซึ่งได้เชื่อว่ามันเกิดมาจากเศษของสะเก็ดดาวที่มาชนกับยาน

 

สนับสนุนโดย  สูตร sagame

เสียงปริศนาที่เหล่านักบินอวกาศหาข้อสรุปไม่ได้

หยาง ลีเว

ในปี2003 นายพลและเหล่านักบินของทางการทหารมีนามว่า หยาง ลีเว ที่ได้กลายมาเป็นบุคคลแรกของประเทศจีนที่ได้เข้าปฏิบัติหน้าในอวกาศซึ่งเขาก็ได้ใช้ระยะเวลาอยู่บนอวกาศ  เสินโจว-5 เป็นเวลา21ชั่วโมง โดยที่บนยานนั้นมีเขาเพียงลำพัง ซึ่งในขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเขาก็ได้พบเข้ากับบางสิ่งที่มันแปลกประหลาดเขาได้ยินเสียงปริศนา โดยได้อธิบายว่าเสียงนั้นมันเหมือนกับว่ามันได้มีตัวอะไรบางอย่างที่มันได้เข้ามาเคาะที่ตัวยาน

ซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเสียงนั้นมันได้ดังมาจากตัวในยานหรือว่าด้านนอกของตัวยานจากนั้น เขาก็ได้เข้าไปตรงที่หน้าต่างของยาน เพื่อที่เขานั้นจะหาที่มาของเสียงนั้นแต่เขากับไม่พบเห็นอะไรที่มันดูผิดปกติเลยและเมื่อ หยาง ลีเว เขาได้กลับเข้ามายังโลกเขาก็ได้พยายามที่จะสร้างเสียง

โดยจะใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อที่จะให้ผู้ที่เชี่ยวชาญนั้นได้ช่วยระบุ ว่าเสียงเหล่านี้มันน่าจะเกิดมาจากอะไรแต่พวกเขาก็ไม่อาจที่จะเลียนเสียงทำให้มันเหมือนได้ดังนั้นด้านทฤษฎีที่มีเหตุผล และมันน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดที่ได้ชี้ได้ในการขยายและการหดตัวของโลหะ เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแต่มันก็ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดและนักบินอวกาศที่เขาได้ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ที่หลังจาก ลีเว  ในช่วงปี2005และ2008 ก็ยังได้มีรายงานมาว่า ได้ยินเสียงปริศนาดังกล่าวอยู่เช่นกัน

อพอลโล10

ดูเหมือนว่าบันทึกการสนทนาของภารกิจอพอลโล10ที่ถูกเผยแพร่โดยนาซา ได้เผยปริศนาบางอย่างโดยในการสนทนาได้มีช่วงหนึ่ง ที่นักบินอวกาศนามว่า จีนน์ เซอร์นัน ก็ได้ถามเพื่อร่วมงานของเขา จอห์น ยัง ว่าเขานั้นได้ยินเสียงหวูดแปลกๆหรือไม่ ซึ่งอพอลโล10ถือได้ว่าเป็นโครงการในครั้งที่สี่ของนาซาที่ได้พามนุษย์ขึ้นไปสู่อวกาศ

โดยได้มีเป้าหมาย เพื่อการซ้อมสำหรับการลงจอดและเพื่อเป็นการศึกษาในสนามของแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เสียงปริศนา ที่ดังผ่านมาจากหูฟังของพวกเขา ในขณะที่ยานกำลังโคจรอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “ด้านมืดของดวงจันทร์”  โดย ยัง และ เซอร์นัน ได้กล่าวว่าเสียงนั้นมันได้เป็นเสียงที่แปลกมากๆ

และทั้งคู่กำลังจะหาที่มาของมันไม่เช่นนั้นมันก็จะไม่มีใครที่จะเชื่อพวกเขาอย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานในการยืนยันที่แน่ชัดแต่ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าเสียงที่นักบินอวกาศได้ยินนั้นจะเป็นการสื่อสารของเอเลี่ยน โดยได้มีการอธิบายว่าอาจจะเกิดจากความถี่ของแม่เหล็กไฟฟ้าในอวกาศที่ไปรบกวนกับสัญญาณวิทยุ ซึ่งทางนักบินอวกาศอพอลโล10ยังได้เตือนเหล่านักบินอพอลโล11ว่าไม่ต้องตกใจหากได้ยยินเสียงประหลาดในขณะขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่

 

 

สนับสนุนโดย  betbb

ทฤษฎีที่บอกว่าวันสิ้นโลกใกล้เข้ามาถึงแล้วในไม่นานนี้

สำหรับทฤษฎีที่เกี่ยวกับโลกแตกจริงๆแล้วมันได้มีมาตั้งแต่ช่วงประมาณ8-10ปีที่แล้วได้ถ้าหากว่าใครจำได้ลองย้อนกลับไป เมื่อในปี2010 ก็ได้มีทฤษฎีเกิดขึ้นมาว่าในปี2012โลกจะแตกจะเกิดอุบัติภัยจะเกิดความวิบัติต่างๆบนโลกไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟระเบิดแผ่นดินไหวน้ำท่วมเกิดสินามิทั่วโลกจนทำให้พื้นดินกว่าครึ่งหนึ่งของโลกได้จมไปอยู่ใต้ท้องทะเลและพื้นที่บางส่วนของโลก

ใหม่ก็เกิดขึ้นมาที่เขาเคยบอกว่าตรงพื้นที่แทบแอฟริกาจะโพล่ขึ้นมาแต่ตรงพื้นที่ตรงแทบเอเซียจะยุบลงไปในส่วนหนึ่งอันนี้มันก็ได้เป็นทฤษฎีเมื่อประมาณ10ปีที่แล้ว ซึ่งถามว่าปี2012โลกแตกจริงมั้ยมัน ซึ่งมันไม่แตกหรอกแต่ว่ามันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างและเราจะย้อนกลับไปดูก่อนแล้วกันว่าทฤษฎีเมื่อในปี2010ว่ามันเป็นยังไง

และอันนี้มันได้เป็นทฤษฎีที่เราค้นหามาหากผิดประการใดขอโทษด้วยแล้วกัน คือเราย้อนกลับไปเมื่อในปี2010 ก็ได้มีทฤษฎีที่เรียกกันว่าปฏิทินเผ่ามายาหมด ก็คือจะเป็นวันสิ้นโลก ถ้าพูดถึงเผ่ามายา  เผ่ามายานั้นได้เป็นชนเผ่าโบราณเผ่าหนึ่งที่มีการคาดคเณมีการพยากรของโลกได้แม่นย้ำมากที่สุดในขณะสมัยก่อนมันก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีใดๆที่ทันสมัยมีแต่การคาดเดาและการพยากรล้วนๆ

แต่ทำไมชนเผ่ามายาถึงได้คาดเดาวันที่โลกหมุนรอบตัวเองหรือโลกของเราในระยะเวลาหนึ่งปีได้มีจำนวนวันเท่าไหร่เป็นหน่วยถึงสี่ตำแหน่ง ซึ่งมันแปลกมากแค่ได้เทียบกันกับในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีที่ได้มีการค้นคว้าว่าในหนึ่งปีโลกของเรามันจะมีการหมุนรอบดวงอาทิตย์ก็คือมันจะมีอยู่กี่วันและได้คำนวณออกมาและได้มีความตรงร้อยเปอร์เซน

ซึ่งปฏิทินเผ่ามายาได้หมดลง เมื่อปี2012 คนก็เลยแตกต่างกันคิดว่ามันจะเป็นวันสิ้นโลกหรือเปล่าเพราะว่าในช่วงนั้นได้มีอุถกภัยมีภัยธรรมชาตเข้ามาหนักมากและมีอยู่หนึ่งบุคคลที่ได้อ้างตัวว่าตายแล้วฟื้นใหม่ได้มีพลังวิเศษที่สามารถเห็นโลกในอนาคต ซึ่งตนก็ได้บอกว่าเขาสามารถเห็นภาพในสิ่งที่เขาคิดจากการที่เขาได้หลับแล้วเขาก็จะได้เห็นสิ่งๆนั้น

หรือเขาได้ยืนอยู่ที่สูงๆแล้วเขามองลงมาและเขาก็จะเห็นพื้นที่อนาคตตรงนั้นว่ามันเป็นยังไง ซึ่งเขาได้ขึ้นไปอยู่บนยอดจุดสูงสุดไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรืออะไรก็แล้วแต่หลายที่จนเขาได้มองลงมาแล้วได้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้ได้มีการเปลี่ยนไปจนหน้าตกใจเพราะสิ่งที่เขาได้เห็นก็คือหลายๆพื้นที่ได้จมลงสู่ใต้ท้องทะเล

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

รถไฟผีเซนต์ลูอิสและแสงปริศนาเซนต์ลูอิส

 เซนต์ลูอิส

เซนต์ลูอิส เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ได้มีประชากรน้อยกว่า500คนได้อาศัยอยู่ที่ได้ตั้งอยู่รัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดา โดยหมู่บ้านแห่งนี้มันได้มีอยู่เรื่องราวที่ลึกลับที่มันอยู่มาอย่างยาวนานนั่นมันก็คือ “รถไฟผีเซนต์ลูอิส หรือ แสงปริศนาแห่งเซนต์ลูอิส”  ที่ได้มีการสังเกตการณ์แสงประหลาดนี้อยู่หลายครั้ง โดยมันได้มัลักษณะการเคลื่อนที่ขึ้นลงไปมาในบริเวณรางรถไฟร้างในยามค่ำคืนอีกทั้งสีของมันยังเปลี่ยนไปมา และมีความสว่างที่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่ารางของรถไฟที่มันได้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเซนต์อิสมันก็ได้ถูกนำออกไปแล้ว

ก็ตามแต่แสงไฟประหลาด มันก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่มาเป็นประจำ หนึ่งในตำนานก็ได้ล่าว่ามันได้เคยเกิดเหตุการณ์ที่มีคนรายงานหนึ่งที่มีคนได้ถูกรถไฟชนจนหัวขาดในขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่และก็ได้มีการกล่าวถึงแสงที่มันได้มีความต่างกันออกไป โดยที่ได้เชื่อกันว่ามันได้มีแสงสีเหลืองก็คือหัวของรถจักรไอน้ำเก่าในขณะที่แสงสีแดงขนาดเล็กมันได้เป็นแสงของตะเกียงที่คนงานผู้ที่ได้เสียชีวิตที่ได้นำเอาเข้าไปใช้ในการค้นหาศีรษะของเขาหลายคนหวังว่าแสงไฟจะหายไปหลังจากที่ได้มีการย้ายรางของรถไฟแต่พวกชาวบ้านเองก็ยังคงเห็นแสงไฟปริศนานั้นอยู่เกือบทุกคืนและผู้ที่ได้พบเห็นมันมักจะบอกว่าแสงนั้นสว่างมากและนักวิทยาศาสตร์เขาก็ยังไม่สามารถที่จะอธิบายมันได้ถึงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้

ซาเน็ทติ

ในวันที่14มิถุนายน 1911 บริษัทรถไฟซาเน็ทติ ของอิตาลีก็ได้จัดแคมเปญ เพื่อสาธิตรถไฟท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ความลึกลับของรถไฟลำนี้มันได้เกิดขึ้น เมื่อผู้โดยสาร100คนและลูกเรืออีก6คนที่ได้ออกจากสถานีรถไฟในกรุงโรม ในวันนั้น ผู้โดยสารก็จะได้เห็นสถานที่ในท้องถิ่นทั้งหมดแต่สิ่งน่าสนใจเป็นพิเศษ ก็คืออุโมงค์แห่งใหม่ที่มันได้ตรงอยู่แคว้นลอมบาร์เดียทางตอนเหนือของกรุงโรมเมื่อได้เข้าสู่อุโมงค์ของรถไฟซาเน็ทติและผู้โดยสารกลับไปหายกันไปอย่างไร้ร่องรอย

และจากเรื่องเล่าของผู้โดยสารทั้งสองคนที่ได้กล่าวถึงความประหลาด ซึ่งพวกเขาก็ได้เหวี่ยงตัวเองออกมาจากรถไฟก่อนที่มันจะเข้าไปในอุโมงค์พวกเขาก็ยังได้เล่าอีกว่าเหล่าผู้โดยสารคนอื่นๆก็ได้เกิดความกลัวและได้ตื่นตระหนก เมื่อจู่ๆ รถไฟก็ได้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกที่หนาจากนั้นก็ได้มีความพยายามในการค้นหารถไฟไปทั่วพื้นที่แต่กลับไม่พบอะไรเลยและต่อมาอุโมงค์ได้ถูกปิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่2

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน เกม

ตำนานเรือไททานิค  

หากใครเป็นคนที่เกิดในช่วงในยุค 90 เชื่อว่าหลายคนคงจะจำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งได้ซึ่งเป็นตำนานที่โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อมีการออกฉายทั่วโลกแล้วสร้างรายได้ถล่มทลายเป็นอย่างมากเนื่องจากเนื้อเรื่องที่เป็นเรื่องของความรักและยังนำตำนานเรื่องจริงของเรือไททานิคมาตีแผ่ให้คนได้รู้เป็นครั้งแรกซึ่งในครั้งนั้นเราได้รู้ถึงความรักความเสียสละของชายหนุ่ม

คนหนึ่งที่ชื่อว่าแท็กที่เขายอมเสียสละชีวิตของตนเองเพื่อให้หญิงสาวที่เขารักที่ชื่อว่าโรสรอดชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุเรือไททานิคล่มกลางมหาสมุทรในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของตํานานเรือไททานิคซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้สำหรับเรือไททานิคนั้นเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศอังกฤษ

และถูกปล่อยให้เดินทางครั้งแรกโดยจะเดินทางจากประเทศอังกฤษลองตามทะเลไปสิ้นสุดการเดินทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยจะไปที่เมืองนิวยอร์กซึ่งในการเดินทางครั้งนั้นเป็นการเดินทางในวันที่ 10 เดือนเมษายนปีคริสตศักราช 1992 และผู้ที่ควบคุมเรือเป็นกัปตันคอยดูแลเรือในการเดินทางครั้งนั้นก็คือเอ็ดเวิร์ดเจสมิธ  และแน่นอนว่าเนื่องจากเรือไททานิคนั้นเป็นเรือขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อนถูกปล่อยให้ลงลอยไปในทะเลครั้งแรกผู้คนต่างมั่นใจ

ในความยิ่งใหญ่ของเรือไททานิคว่ามันจะไม่มีทางตรงกลางทะเลอย่างแน่นอนในการเดินทางครั้งนั้นมีผู้โดยสารเดินทางไปทั้งสิ้นรวมทั้งหมด 2208 คนโดยมีทั้งลูกเรือและทางผู้โดยสารที่มีระดับทั้งมหาเศรษฐีและประชาชนทั่วไปโดยการเดินทางในเรือไททานิคในครั้งนั้นได้มีการรวบรวมคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกไปอยู่บนเรือลำนั้น

เป็นจำนวนมากเพราะต่างคนต่างก็ต้องการที่จะทดลองใช้ชีวิตความหรูหราบนเรือสำราญดังกล่าวแต่อย่างไรก็ตามเมื่อเรือแล่นมาได้ระยะหนึ่งพวกเขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาเมื่อเรือนั้นไปชนกับก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ทำให้เรือนั้นมีรอยรั่วและเกิดน้ำเข้าบริเวณใต้ท้องเรือส่งผลให้ทางเรือไททานิคนั้นจมลงกลางทะเล

ซึ่งในขณะนั้นจำนวนคนที่อยู่บนเรือกับจำนวนเรือยังชีพนั้นมีไม่เท่ากันทำให้เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้ที่เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 1514 คนโดยเหตุการณ์ไททานิคล่มนั้นเกิดขึ้นวันที่ 15 เดือนเมษายนปีคริสตศักราช 1962 เหตุการณ์ที่เกิดความสูญเสียชีวิตผู้โดยสารเป็นจำนวนมากในครั้งนั้นเป็นเพราะว่ากัปตันเรือนั้นมั่นใจในความใหญ่ของเรือไททานิคมากเกินไป

จึงขาดความระมัดระวังในการควบคุมดูแลเรือรวมถึงได้มีการนำเอาเรือยังชีพออกเพราะเห็นว่าเป็นตัวถ่วงที่จะทำให้เรือนั้นวิ่งได้ช้าลงเพราะเขาต้องการสร้างสถิติว่าเรือไททานิคนั้นวิ่งจากอังกฤษไปนิวยอร์กใช้เวลาเพียงไม่นานทำให้ในท้ายที่สุดแล้วความประมาทก็ทำให้เรือไททานิคนั้นร่มกลางทะเลหลังจากนั้นเป็นต้นมาตำนานของเรือไททานิคจึงได้มีการเล่าขานต่อกันมาจนถึงปัจจุบันและทุกวันนี้เรายังคงสามารถเห็นซากเรือไททานิคได้ในมหาสมุทร

 

สนับสนุนโดย  sagame888