Archives พฤษภาคม 2020

โมเสส,Moses เมื่อโตขึ้นได้รู้ความจริงว่าตนไม่ใช่ลูกแท้ๆของลูกสาวฟาโรห์

ซึ่งโชคชะตาค่อนข้างที่จะลิขิตอยู่พอสมควร โดยเด็กคนนี้ที่ได้มีการถูกปล่อยให้ได้ลอยนำไปตามแม่น้ำไนล์ไปซึ่งก็ได้ถูกพบเจอในเวลาที่ไม่นาน

และ คนที่ได้พบเจอก็คือลูกสาวของฟาโรห์ในอียิปต์ในยุคนั้นและด้วยความสงสารที่ได้เห็นเด็กแรกเกิดร้องไห้อยู่ ลูกสาวของฟาโรห์จึงได้นำเด็กคนนี้นำเอาขึ้นมาจากแม่น้ำแล้วก็ได้รับเลี้ยงเอาไว้ให้เป็นลูกบุญธรรม

และพร้อมกับได้ตั้งชื่อว่า โมเสส นั่นเอง นอกจากนี้ในระยะเวลาต่อมาที่ โมเสส นั้นได้โตขึ้นมาเขาก็ได้รับรู้กับความเป็นจริงว่าเขานั้นไม่ใช้ลูกแท้ๆของลูกสาวฟาโรห์ในอียิปต์และได้รับรู้ตัวเองว่าเป็นคนชาวฮิบรูตนได้มีความรู้สึกโกรธและก็ได้หนีออกจากพระราชวังและในช่วงที่ได้ออกมาจากพระราชวัง

เขาก็ได้เห็นเพื่อที่เป็นชาวฮิบรูที่ได้เป็นทาสอยู่นั้นที่ได้ถูกกดขี่ข่มเหงใช้งานและถูกทรมานจากคนของฟาโรห์และด้วยความโกรธเขาก็เลยได้มีการต่อสู้กับคนที่ได้ดูแลทาสและได้สังหารคนๆนั้นก่อนที่ตนนั้นจะตัดสินใจหนีออกจากเมืองอียิปต์ไปในตอนนั้น และ หลังจากที่ โมเสส ได้หนีออกจากอียิปต์ไปได้สักพักหนึ่งปรากฎว่า โมเสสก็ได้ไปพบกับพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่ง

โดยในพื้นที่ตรงนั้นตามข้อมูลได้มีชื่อเรียกว่า มิเดียน,Midianและพื้นที่  มิเดียน ตรงนั้น โมเสสเองก็ได้พบกับพระผู้เป็นเจ้าที่ได้แสดงออกมาในรูปลักษณะของไฟที่มันกำลังได้เผาไหม้ต้นไม้อยู่แต่ต้นไม้ต้นนั้นไม่มอดและก็โครนลงมา ซึ่งตรงจุดนี้มันเป็นอะไรที่มันน่าสนใจเป็นอย่างมากตั้งแต่เรื่องต้นไม้ที่ไฟไหม้แต่มันไม่โครนล้มรวม

ไปถึงเรื่องของต้นไม้ที่มันสามารถพูดคุยกับโมเสสได้แต่ในตามหลักวิทยาศาสตร์เขาได้บอกว่าเขาพิสูจน์ได้แล้วเรื่องหนึ่งเรื่องก็คือเรื่องของต้มไม้ไฟไหม้แต่ไม่โครนไม่ล้มนั้นเอง โดยทางวิทยาศาสตร์เขาได้คาดการณ์เอาไว้ว่าตรงพื้นที่ มิเดียนที่ได้พูดถึงตรงจุดนี้มันหน้าจะเป็นพื้นที่บริเวณของภูเขาไฟที่มันยังไม่หยุดประทุและมีการปล่อยก๊าซที่ติดไฟง่าย

ออกมาอยู่เรื่อยๆและเมื่อมีก๊าซที่มันติดไฟง่ายๆอยู่บริเวณโดยรอบบวกกับอากาศที่ร้อนจัดมันเลยทำให้มีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะเกิดประกายไฟหรือว่าติดไฟไหม้ขึ้นมาในบางจุดของพื้นที่ตรงนั้นที่มันมีสิ่งของที่มันสามารถจุดไฟติดได้และบริเวณตรงนั้นมันมีต้นไม้อยู่เขาเลนคาดการณ์ว่าตรงส่วนนี้มันน่าจะเป็นส่วนที่ทำให้ต้นไม้ติดไฟแต่ไม่มอดและไม่ล้มนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน จ่ายจริง

ตำนานอาถรรพ์อิฐเก่า

 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2561 ณสำนักงานใหญ่ของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับพัสดุที่ส่งตรงมาจากต่างประเทศ ซึ่งเมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้มีการแกะห*บห่อพัสดุดังกล่าวก็พบว่าด้านในพัสดุนั้นมีเศษซากอิฐประมาณ 3 ชิ้นด้วยกันอยู่ในนั้น ซึ่งขนาดของอิฐจำนวน 3 ชิ้นนั้นไม่ได้ใหญ่มากนักเท่าไหร่

และนอกจากเจ้าหน้าที่จะพบเศษซากหินในกล่องพัสดุแล้วยังมีจดหมายที่แนบมาด้วยเป็นรายมือภาษาไทย ซึ่งในรายละเอียดของจดหมายนั้นผู้เขียนได้มีการขอความกรุณาให้ทางเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนำก้อนอิฐทั้ง 3 ก้อนนั้นไปไว้ที่วัดใดวัดหนึ่งก็ได้ โดยให้นำก้อนหินทั้ง 3 ก้อนอิฐนี้ไปไว้ที่วัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ซึ่งในจดหมายมีการเล่าว่ามีชาวต่างชาติได้นำก้อนอิฐทั้ง 3 ก้อนนี้ไปจากวัดในพระนครศรีอยุธยาแล้วนำเอาไปที่ต่างประเทศแต่หลังจากที่พวกเขาได้นำก้อนอิฐไปที่ต่างประเทศเรียบร้อยแล้วคนที่เอาไปนั้นก็อยู่ไม่เป็นสุข ทำให้พวกเขานั้นจำเป็นต้องส่งคืนก้อนอิฐทั้ง 3 ก้อนเหล่านี้กลับคืนมาให้กับประเทศไทยโดยคนที่จะส่งมานั้นหวังว่าทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

จะช่วยดำเนินการนำก้อนอิฐไปคืนที่วัดให้ ซึ่งหลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับเอกสารตรงนี้ก็มีการนำข้อมูลเหล่านี้ส่งต่อไปยังการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากสำนักงานการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งนี้ครั้งแรกเท่านั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่

ที่มาจากทางโซนเอเชียหรือแม้แต่โซนยุโรปเองก็ตามมักจะมีการนำก้อนหินภายในบริเวณวัดออกไป ซึ่งชาวต่างชาติเหล่านี้มักจะอยากลองของว่าหากนำสิ่งของที่เป็นของโบราณออกจากวัดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีการนำของที่เป็นของโบราณชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างเช่นก้อนหินก้อนอิฐที่คิดว่าเป็นของโบราณในสมัยเก่านำติดตัวไปด้วย

และใครก็ตามที่ได้นำซากหินโบราณนี้กลับไปด้วยก็มักจะเจอกับเรื่องแปลกประหลาดจนไม่สามารถอยู่ได้ในที่สุดก็จะต้องมีการนำก้อนหินก้อนนั้นกลับมาคืนที่เดิมทุกครั้งไป ซึ่งการส่งวัสดุกลับคืนมานั้นบางครั้งก็มีการนำมาส่งด้วยตนเองก็มีแต่หลายคนที่นำก้อนหินไปแล้วนำกลับมาคืนพวกเขาไม่เคยมาเล่าให้ฟังเลยว่าพวกเขาไป

เจอเหตุการณ์อะไรถึงทำให้เปลี่ยนใจได้นำก็เห็นเหล่านั้นกลับคืนมาไว้ที่เดิม  ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่นำก้อนหินไปแล้วเอามาคืนนั้นต่างก็จะพูดเหมือนกันหมดว่าขอโทษและจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วแต่ไม่เคยบอกว่าสาเหตุที่พวกเขาต้องมาขอโทษและพูดว่าจะไม่ทำอีกนั้นพวกเขาไปเจอเรื่องราวอะไรมา 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันออนไลน์ อันดับ1

พบหลักฐานข้อสรุปการสร้างพีระมิดจาก ปาปีรุส

สำหรับทฤษฎีนี้มันก็ได้มีหลายๆคนรวมถึงตัวเราด้วยก็ได้ตั้งข้อสงสัยบางอย่างขึ้นมาว่ามันเป็นไปได้100%หรอว่าทฤษฎีตรงจุดนี้มันจะใช้ได้ ซึ่งในมุมส่วนตัวขอเรานั้นคือในการที่จะใช้น้ำนั้นลากหินมาหรือในการที่จะใช้น้ำเพื่อนำเอาหินมาซึ่งตรงจุดนี้เราคิดได้ว่ามันก็ยังเป็นไปได้สูงเพราะว่าตามข้อมูลที่เราได้ทำการศึกษามา

ซึ่งเขายังได้บอกอีกว่าพีระมิดคูฟูนั้นมันได้อยู่หางจากแม่น้ำไนล์เพียงแค่2กิโลเมตรจากนั้นก็ได้มีการค้นพบรูปภาพทางน้ำที่มันได้มีการเชื่อมต่อไปยังพีระมิดอีกด้วย ซึ่งตรงจุดนี้ส่วนแรกเลยเราคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ ส่วนเรื่องของที่มีส่วนตรงจุดพักน้ำเพื่อที่จะใช้แรงดันน้ำเพื่อที่จะส่งหินขึ้นไปตรงนี้ได้มุมมองของเรา เราได้มองว่ามันค่อนข้างที่จะเป็นไปได้ยาก ซึ่งถ้าหากเราลองมองในโลกแห่งความเป็นจริงดูบ้าง บนโลกของเรานั้นมันได้มีแรงกดโน้มถ่วงที่มันได้พักทุกอย่างลงมาแน่นอนเลยว่าที่แรงดันน้ำมันจะพุ่งดันน้ำขึ้นไปบนที่สูงๆของพีระมิดได้

และไหนจะเรื่องของการค้นหาหลักฐานที่เกี่ยวๆกับรอบๆพีระมิดมันไม่ได้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ณ ปัจจุบันนี้ที่สามารถบ่งบอกได้เลยว่าได้มีการขุดคูน้ำรอบๆพีระมิดเลยมันมีแต่ภาพทางน้ำที่ได้มีการค้นพบเพียงเท่านั้นเองซึ่งตรงนี้เราได้มองจุดในเรื่องของการใช้น้ำดันหินให้ขึ้นไปอยู่ในชั้นสูงมันน่าจะเป็นไปได้ยากมากๆแต่จะบอกว่าใน ทฤษฎีแรกที่เขาได้บอกว่าในการใช้น้ำหรือขุดร่องน้ำ

เพื่อที่จะใช้น้ำในการพาหินมาซึ่งเราคิดว่ามันยังคงเป็นไปได้และล่าสุดในปัจจุบันเขาได้มีการค้นพบกระดาษปาปีรุสที่ได้มีการบันทึกในเรื่องของการจัดสร้างพีระมิดเอาไว้ด้วย นอกจากนี้สำหรับกระดาษปาปีรุสนั้นถ้าจะให้อธิบายให้เข้าใจมันก็จะคล้ายๆกับศิลาจารึกในประเทศไทยนั่นแหละแต่มันได้เป็นการจารึกทางฝั่งของอียิปต์ในยุคนั้นนั่นเองและที่สำคัญก็คือปัจจุบันได้มีนักโบราณคดีพยายามที่จะแกะรหัสจากปาปีรุสใบนี้และได้สรุปความเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพีระมิดเอาไว้ได้แล้วนั้นและทฤษฎีได้เรื่องของการใช้น้ำจากแม่น้ำไนล์มาช่วยในการขนย้ายหินเป็นจริง

แต่วิธีการไม่นำหินผูกเอาไว้กับเสื่อผูกเอาไว้กับหนังสัตว์และปล่อยให้มันลอยน้ำหรือแม้แต่การขุดร่องน้ำรอบๆฐานพีระมิดตรงจุดนั้นมันไม่มีเลย ถ้าจะเอาตามข้อมูลล่าสุดที่เราได้ไปศึกษามาเข้าได้ขอสรุปจากปาปีรุสเอาไว้ว่าในสมัยก่อนแม่น้ำไนล์มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆปีทั้งเรื่องของเส้นทางของน้ำและน้ำ

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  sagame

เรื่องเล่าใน ตำนานซินเดอเรลล่า 

สาวคนหนึ่งแต่งงานกับเศรษฐีคนนึงทั้งสองมีลูกสาวด้วยกันมีนามว่าซินเดอเรลล่าแต่ไม่นานแม่ของซินเดอเรลล่าก็ป่วยและตายจากเธอไปชายคนนั้นต้องการที่จะแต่งงานใหม่บ่ได้แต่งงานใหม่กับหญิงสาวคนหนึ่งที่ร่ำรวยและมีลูกติดอยู่ 2 คนหลังจากนั้นไม่นานพ่อของเธอเสียชีวิตไป

แม่เลี้ยงของเธอก็ได้สั่งให้เธอเป็นทาสรับใช้ให้เธอทำนู่นทำนี่ให้อาหารม้าอาหารไก่อาหารแมวทุกอย่างสารพัดระหว่างที่พี่ๆแนะนำเลี้ยงใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายโดยแค่เพียงชี้นิ้วสั่งเธอเท่านั้นก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการมีอยู่วันหนึ่งซินเดอเรลล่าเดินทางที่ตลาดเพื่อซื้อของมาทำอาหารให้กับพี่และแม่เลี้ยงเธอก็พบกับมหาดเล็กคนนึงประกาศว่าเจ้าชายจะทำการเลือกหญิงสาวเพื่อที่จะมาแต่งงานกับตัวเองซึ่งงานจะจัดขึ้นในอีก 1 วันต่อมาหลังจากนั้นก็เดินทางกลับบ้านไป 1 ชั่วโมงผ่านมา

มหาดเล็กคนที่ประกาศขายก็แนะนำจดหมายเชิญมาที่บ้านของเธอนั้นจากนั้นเธอรีบวิ่งไปหาพี่ๆและแม่เลี้ยงพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เธอได้เจอและโชว์บัตรเชิญเธอบอกว่าเธอขอไปด้วยได้ไหมแม่เลี้ยงก็ตอบตกลงแต่เธอต้องทำงานบ้านให้เสร็จพร้อมกับหาชุดใส่เองด้วยซึ่งเธอตอบตกลงและรีบทำงานบ้านและเมื่อทำงานบ้านเสร็จพี่ๆและแม่เลี้ยงของเธอก็พยายามหางานมาให้เธอทำตลอด

เวลาจนเธอไม่มีเวลาแม้แต่จะเตรียมชุดเมื่อหนูพี่ซินเดอเรลล่าเลี้ยงไว้เห็นว่าเธอถูกแกล้งและไม่มีเวลาเตรียมชุดพวกมันจึงเตรียมชุดขึ้นมาจากเศษผ้าและสิ่งของที่พี่สาวของซินเดอเรลล่าทิ้งไว้ที่พื้นตกเย็นรถม้าก็มารับพี่ๆทุกคนที่อยู่ในบ้านเพื่อไปงานเธอไม่สามารถที่จะไปได้เนื่องจากไม่มีชุดเจ้าหน้าที่ของเธอกำลังจะลงไป

แต่หลังจากนั้นเธอก็พบกับชุดทีหนูที่เธอเลี้ยงทำให้เธอรีบใส่ชุดและรีบลงบันไดไปเพื่อที่จะไปขึ้นรถมากับครอบครัวของเธอแต่เมื่อครอบครัวของเธอเห็นก็อิจฉาเธอมากเพราะชุดของเธอสวยงามมากพวกเขาจึงนำกรรไกรมาตัดชุดของเธอจนยับเยินเธอเสียใจมากเราวิ่งไปที่หลังบ้านจับนางฟ้าแม่ทูนหัวเธอมีชุดสวยและมีรถม้ากำชับเธอว่าจะต้องใช้เวลาก่อนเที่ยงคืน

ถ้าเที่ยงคืนแล้วมันก็จะหมดเธอดีใจมากและรีบเดินทางไปที่งานเลี้ยงฉันทีและเมื่อไปถึงเธอก็ได้เต้นรำกับเจ้าชายเนื่องจากเจ้าชายหลงรักเธอมากแต่เมื่อเวลาตีบอกเที่ยงคืนเจ้าชายก็กำลังจะถามชื่อเธอแล้วเธอก็วิ่งหนีไปรองเท้าของเธอหลุด

แต่มันก็ไม่ทำการเธอจะหนีกลับบ้านไปเช้าวันต่อมาเจ้าชายหรือประกาศตามหาเจ้าของ มาถึงบ้านของคุณโดเรล่าทุกคนในบ้านของซินเดอเรลล่ารองเท้ากันหมดไม่มีใครใส่รองเท้าได้เลยดังนั้นใครก็มองไปที่ซินเดอเรลล่าและสั่งให้เธอลองใส่รองเท้าซึ่งเธอก็สามารถที่จะใส่ได้อย่างพอดิบพอดีเจ้าชายจึงแต่งงานกับเธอแล้วเธอก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 mobile

ตํานานแวมไพร์

แวมไพร์คือสารชนิดหนึ่งซึ่งจะเป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะมีผิวที่ขาวซีดกว่าคนธรรมดานอกจากนั้นยังมีความเชื่อกันอีกว่าพวกเขานั้นจะมีรูปร่างคล้ายๆมนุษย์มากที่แตกต่างก็มีเพียงแค่ความขาวที่ของร่างกายและเที่ยวที่งอกออกมาจากฟันและนอกจากนั้นยังมีความเชื่ออีกว่าหากใครนำกระเทียมสามารถให้แวมไพร์กินเข้าไปได้ก็จะทำให้แวมไพร์สลายหายไปตลอดกาล

และวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานของแวมไพร์ตั้งแต่ต้นเรื่องๆว่าเป็นยังไงบ้างซึ่งหลายคนนั้นคิดว่ามันเกิดมาจากประเทศอังกฤษเป็นอย่างแรกซึ่งมันก็คือประเทศอังกฤษจริงๆค่ะมีความเชื่อว่าตำนานที่กล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและไม่ได้ถูกแต่งขึ้นมาเท่านั้นแต่ก็ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่ามีหลักฐานที่แน่ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ถูกแต่งแต่วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเรื่องราวตำนานแวมไพร์ตั้งแต่นมนานมาแล้วนั้นเป็นอย่างไร 

 มีความเชื่อ ว่าชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเขานั้นเป็นทหารเขานั้นมีชื่อว่าอาโนเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่อาโนได้เดินทางฉันไปที่หลุมศพซึ่งมีความเชื่อว่าหลุมศพแถวนั้นคือหลุมศพของแวมไพร์ต่างๆซึ่งว่าเขาขับเกวียนผ่านไปเขาก็ถูกแวมไพร์ตัวหนึ่งกัดเข้าที่คอซึ่งเข้านั้นมีความโกรธแค้นเจ้ารำไพตัวนั้นเป็นอย่างมากก็เลยพยายามคิดที่จะทำร้ายเจ้าผีตัวนั้นและกำจัดมันให้สิ้นซากไป

โดยตลอดกาลซึ่งหลังจากนั้นเมื่อเช้ามาจากที่เขารักษาแผลเป็นหายดีเขาก็ได้ทำการเดินทางในการขับเกวียนมาที่สุดสารที่มีความเชื่อว่าศัพท์ของผีดูดเลือดเอาไว้นั่นเองซึ่งเขานั้นได้ขุดหลุมศพออกมาทั้งหมดหรือว่าจบไหนเป็นแวมไพร์ที่กัดเขาซึ่งเขาก็พบศพที่เป็นแวมไพร์ที่กัดเขาเช่นเดียวกันหลังจากนั้นเท่านั้นก็ได้ทำการหาอุปกรณ์มาเจาะที่ร่างกายของมันจนได้เลือดของมันออกมาแล้ว

หลังจากนั้นเขาก็นำมันมาล้างตัวซึ่งร่างกายของเขานั้นก็เต็มไปด้วยเลือดนอกจากนั้นเขายังได้ทำการนำช้อนมาจากดินลงหลุมศพของแวมไพร์ตัวนั้นกินเข้าไปซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ได้ทำการจะเดินทางกลับกับร่างที่โชคเลือกเช่นนั้นแต่อยู่ๆไม่รู้เกิดอะไรขึ้นต้นไม้ที่กำลังเดินทางไปเรื่อยๆอยู่เหมือนกับว่ามันคืออะไรบางอย่างที่น่ากลัวมากจนมันสลบไปซึ่งเขาก็จบจากเวียนหัวกระแทกก้อนหินจนเสียชีวิตที่สุสานแห่งนั้นซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าเขานั้นได้ทำการทำร้ายคนในหมู่บ้านจนตายไป 16 คนใน 1 สัปดาห์

หลังจากนั้นทุกคนจึงพากันไปที่สุสานที่ถูกฝังไว้นั้นกลายเป็นแวมไพร์ไปแล้วทุกคนพากันกำจัดแวมไพร์ที่เหลือจึงลืมไปว่ามีแวมไพร์ตัวหนึ่งที่อยู่ตรงท้ายป่าสุดซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดแต่ทุกคนกลับลืมมันไปหลังจากนั้นผ่านไป 1 อาทิตย์

ก็วันนั้นก็ออกมาฆ่าสัตว์ต่างๆและก็ทิ้งซากศพเอาไว้และมีชาวบ้านมาเห็นต่างก็ไม่รู้ว่ามันตายได้ยังไงแกก็เอาซากศพไปทำอาหารและนำไปกินจนสุดท้ายพวกเขาก็ติดเชื้อกลายเป็นผีดูดเลือดหลังจากนั้นก็ฆ่าคนอื่นไปเรื่อยๆนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

ตำนานลานทรงพลของมหาวิทยาลัยศิลปากร

     นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรทุกคนย่อมรู้จักตำนานของมหาวิทยาลัยกันเป็นอย่างดีเนื่องจากรุ่นพี่จะมีการบอกเล่าเรื่องราวต่อๆกันมาโดยเฉพาะเรื่องราวของร้านทรงพลซึ่งเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่ากลัวและน่าขนลุกถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เรื่องราวเหล่านั้นอาจจะมีการลืมเลือนไปบ้างแล้วแต่ว่าเรื่องราวความหล่อนั้นก็ยังคงมีอยู่

ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงลานทรงพลที่อยู่บริเวณคณะอักษรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ที่มีความเฮี้ยนมากที่สุดและเป็นสถานที่ที่ผีดุมากที่สุดที่ 1 ในจำนวนมหาวิทยาลัยทั้งหมด  สำหรับลานทรงพลแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานโดยมีการเล่ากันว่าที่ร้านแห่งนี้นั้นเคยเป็นลานที่ เพชฌฆาตใช้เป็นลานประหารนักโทษ

โดยอย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในสมัยโบราณนั้นการฆ่าคนของเพชฌฆาตไม่ได้ฆ่าด้วยการยิงปืนหรือยิงเป้าเท่านั้นแต่ในสมัยโบราณเพชฌฆาตจะฆ่านักโทษด้วยการประหารโดยใช้มีดดาบฟันไปที่คอให้ขาดกระเด็นในครั้งเดียวซึ่งที่ลานทรงพลนี่เองคือรางสำหรับประหารนักโทษด้วยการฟันคอแล้วตั้งแต่มหาวิทยาลัยได้มาสร้างอยู่ที่นี่

โดยมีพื้นที่ของร้านทรงพลอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยด้วยนั้นนักศึกษาหลายคนต่างก็เคยประสบพบเจอกับเหตุการณ์สยองขวัญโดยมีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่าหากนักศึกษาคนไหนกลับบ้านดึกแล้วเดินผ่านมาที่ลานทรงพลแห่งนี้จะเห็นเหตุการณ์ที่ทำให้ขนหัวลุกจนไม่กล้าอยากจะเดินผ่านมาซ้ำอีกครั้งหนึ่งเลยบางคนเล่าว่าเคยเห็นเงาของคนร่างกายสูงใหญ่กำลังทำท่าใช้มีดดาบฟันคอคน

ซึ่งอีกคนนั้นนั่งอยู่กับพื้นหลังจากนั้นก็ยังมีเงาที่เป็นลักษณะเหมือนกับหัวของคนขาดกระเด็นแล้วกลิ้งมาจนถึงเท้าของนักศึกษาคนนั้นหรือแม้แต่บางคนก็บอกว่าเคยเห็นผู้หญิงแต่งชุดไทยมายืนอยู่ตรงที่บริเวณลานทรงพลและยังมีความเชื่อกันอีกว่าหากนักศึกษาคนไหนก็ตามมาสวดคาถาชินบัญชรที่นี่จะต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้น

ซึ่งความเชื่อต่างๆเหล่านั้นเป็นความเชื่อที่มีการเล่าสืบทอดต่อๆกันมาโดยหลายคนก็คงไม่อยากที่จะลองของก็ต่างก็รู้ดีอยู่แล้วถึงประวัติความเป็นมาถึงแม้ว่าจะไม่เคยเห็นผีกับตัวแต่จะประวัติที่เป็นลานที่มีคนตายเป็นจำนวนมากอยู่ที่นี่และบางคนอาจจะตายด้วยความอาฆาตแค้นก็คงไม่อยากมีใครที่จะลองของหรือลองดีอย่างแน่นอน

ในปัจจุบันนั้นร้านทรงพลแห่งนี้ถูกปรับปรุงให้มีความสวยงามร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่และสวนดอกไม้ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรต่างก็มานั่งอ่านหนังสือและพูดคุยกันโดยไม่ได้นึกถึงเรื่องเล่าในตำนานที่น่ากลัวเหมือนในสมัยอดีตอีกต่อไปแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8 ฝากเงิน

ตำนานผีไทยมีอะไรบ้าง

สำหรับเรื่องแรกนี้เลยเราจะมาพูดถึงเรื่องของผีไทยกันค่ะ ทุกๆมุมโลกจะต้องมีผีกันอยู่แล้วเพราะไม่ว่าใครก็ตามเมื่อตายไปหากยังมีห่วงก็จะกลายเป็นผีเร่ร่อนและวันนี้เรามาดูกันว่าที่ประเทศไทยนั้นมีผีอะไรบ้างจากทั่วสารทิศของประเทศไทยไปดูกันเลยค่ะ

1.อย่างแรกเลยก็คือ นางตะเคียนค่ะ นางตะเคียนเปรียบเป็นเสมือนนางฟ้าที่คอยปกปักดูแลที่อยู่อาศัยของตัวเอง ซึ้งเมื่อมีใครที่มาตัดต้นไม้หรือที่อยู่อาศัยของนางตะเคียนโดยที่ไม่จัดพิธีเพื่อขอนางตะเคียนก่อนคนคนนั้นก็อาจจะถูกนางตะเคียนลงโทษให้ตายอย่างเจ็บปวดค่ะ ซึ้งนางตะเคียนนั้นจะแต่งชุดโบราณค่ะและนอกจากนั้นนางตะเคียนก็หน้าตางดงามด้วยค่ะต่อให้หน้าตางดงามแต่เมื่อมีใครคิดที่จะตัดต้นไม้ก่อนได้รับการตกลงให้ตัดต้นไม้ได้จากนางตะเคียนแล้วล่ะก็จะน่ากลัวมากเลยค่ะ

2.ต่อมาเราจะมาพูดถึงผีโพงค่ะ ผีโพงเป็นผีจากภาคเหนือซึ้งการที่เราจะสังเกตว่าใครเป็นผีโพงนั้นยากมากเนื่องจากว่าในตอนกลางวันนั้นผีโพงจะเป็นเพียงเหมือนคนธรรมดาแต่เมื่อตะวันลับฟ้าไปคนภาคเหนือหลายๆคนจะรีบเข้าบ้านเพราะตอนกลางคืนนั้นผีโพงจะออกมาหาอาหารกินซึ้งในตอนกลางคืนนั้นจะแยกออกได้ง่ายๆเลยเพราะผีโพงจะมีจุดเด่นนั้นก็คือที่จมูกของพี่โพงจะมีสีเหลืองสว่างมากซึ้งมันมักจะมาหาปลาที่ริมแม่น้ำแต่ถ้าเกิดว่ามีคนเดินผ่านมาและเมื่อผีโพงเห็นสีทอง

ก็จะกินคนที่เดินผ่านมาซึ่งถ้าเกิดว่าใครวิ่งเร็วนั้นมันก็มีวิธีที่จะช่วยตัวเองได้ให้กินคนได้เร็วขึ้นซึ่งก็จะมีก้านกล้วยที่มันเสกมาซึ่งเรานั้นจะต้องหลบก้านกล้วยอันนั้นไม่ให้มันข้ามหัวเราโดยเด็ดขาดเพราะว่าถ้าเกิดว่ามันข้ามหัวเรานั้นก็จะทำให้เราตายฉันก็เป็นอย่างนั้นผีโพงก็จะสามารถกินเราได้ ดังนั้นหากใครไปภาคเหนือจึงจะสังเกตได้ว่าคนหลายคนเลือกที่จะเข้าบ้านตั้งแต่ตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินเนื่องจากกลัวว่าจะเจอผีโพงค่ะ 

3.ต่อมาผีที่เราจะพูดถึงในครั้งนี้นั่นก็คือผีปอบผีปอบนั้นเป็นผีที่คนไทยหลายคนจะรู้จักกันมาอย่างดีซึ่งอย่างที่รู้ว่าผีปอบนั้นจะถอดหัวออกมาจากร่างกายของตัวเองตอนกลางคืนหลังจากนั้นก็จะไปกินของอย่างเช่นวัวที่กำลังตกมันหรือไม่ก็กลับไปไส้พุงของสัตว์ต่างๆซึ่งนอกจากนั้นยังมีความเชื่ออีกว่าหากเรานั้นไปเจอกับใครที่กินของดิบบ่อยๆนั่น

แสดงว่าคนนั้นอาจจะเป็นปอบซึ่งวิธีสังเกตสังเกตยากมากเนื่องจากในตอนเช้าตอบนั้นจะดูเหมือนกับคนจริงมากๆแต่เมื่อตอนกลางคืนก็จะถอดหัวออกมาจากร่างกายและกินของดิบและของสดซึ่งถ้าหากว่าใครเผลอไปโดนน้ำลายของปลอมก็จะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นปอบด้วยเช่นเดียวกันค่ะ

 

สนับสนุนโดย  bk8 โบนัส 100

ตำนานตุ๊กตาผีสิงแอนนาเบล

       สำหรับตำนานตุ๊กตาแอนนาเบลนั้นเป็นตำนานเก่าแก่ที่มีมาอย่างยาวนานซึ่งคนรุ่นหลังๆนั้นจะได้พบเห็นตำนานอนาเบลนั้นจากภาพยนตร์ที่มีการนำมาสร้างด้วยการเริ่มตำนานของตุ๊กตาแอนนาเบลนั้นเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปีคริสต์ศักราช 1970 

ซึ่งในตำนานมีการเล่ากันว่าได้มีผู้หญิงคนหนึ่งเธอมีลูกสาวที่น่ารักที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยโดยลูกสาวของเธอกำลังเรียนเป็นพยาบาลฝึกหัดอยู่ในตอนนั้นโดยเธออยากจะให้ของขวัญลูกสาวผมเธอเนื่องจากว่าลูกสาวของเธอนั้นเป็นคนที่ชื่นชอบตุ๊กตาเป็นอย่างมากเธอจึงได้ซื้อตุ๊กตาตัวหนึ่งจากร้านข้างทางมาโดยลูกสาวของเธอนั้นจะพักกับเพื่อนที่หอพักในขณะที่เรียนในมหาวิทยาลัยซึ่งจะกลับบ้านแค่เพียงเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์เท่านั้นและเมื่อเธอได้รับของขวัญเป็นตุ๊กตา Annabelle

จากแม่ของเธอเธอก็น้ำซุปตาร์ตัวดังกล่าวมาไว้ที่หอพักของเธอด้วยซึ่งความเริ่มต้นของการน่าสยดสยองก็เกิดขึ้นนับตั้งแต่ตุ๊กตา Annabelle ได้มาอยู่ที่หอพักแห่งนี้โดยคนที่พบความผิดปกติของตุ๊กตาแอนนาเบลคนแรกนั่นก็คือเพื่อนของเธอเองเพื่อนของเธอได้สังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มีการวางตุ๊กตาแอนนาเบลไว้บนเตียงนอน

เมื่อกลับมาถึงห้องพักในตอนเย็นจะพบว่าตุ๊กตา Annabelle ย้ายมาอยู่บนโซฟาหรือย้ายไปอยู่ตามที่ต่างๆซึ่งไม่ใช่อยู่บนเตียงนอนเหมือนในตอนเช้าที่เคยวางเอาไว้ด้วยเพื่อนของเจ้าของตุ๊กตาแอนนาเบลได้สังเกตว่าทุกครั้งที่ตุ๊กตามีการเคลื่อนย้ายที่นั้นทั้งตัวเธอและต้องเจ้าของตุ๊กตาไม่มีใครกลับมาย้ายตุ๊กตาแม้แต่คนเดียวและที่สำคัญเธอยังพบกระดาษที่ถูกเขียนจากลายนิ้วมือที่ไม่ใช่ทั้งของตัวเธอและก็ของเพื่อนวางอยู่ในห้องพัก

ซึ่งลายมือที่เขียนนั้นเป็นลักษณะของลายมือของเด็กน้อยและเมื่อทั้งสองสาวพบเจอเรื่องแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆเธอทั้งสองคนจึงได้มีการติดต่อไปยังหมอผีซึ่งหมอผีก็เดินทางมาที่ห้องของเธอและบอกกับเธอว่ามีวิญญาณผีเด็กได้สิงสถิตอยู่ในตุ๊กตาแอนนาเบลนี้ซึ่งวิญญาณดังกล่าวมีอายุประมาณ 7 ขวบและหลังจากที่เธอรู้ว่ามีวิญญาณสิงอยู่ในร่างของตุ๊กตานั้นตุ๊กตา Annabelle ก็พยายามแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆมากขึ้นทุกทีทำให้เธอและเพื่อนของเธอไม่สามารถที่จะทนอยู่กับตุ๊กตาแอนนาเบล

ได้อีกต่อไปเนื่องจากว่ากลัวจึงได้มีการติดต่อไปยังคนที่สามารถมาจัดการกับตุ๊กตาผีสิงแอนนาเบลได้ ซึ่งเมื่อเขาเดินทางมาถึงก็พบว่ามีวิญญาณชั่วร้ายเสียชีวิตแต่ว่าผีร้ายตัวนี้ไม่ได้ต้องการที่จะเสียแค่ตุ๊กตาเพลงเท่านั้นแต่มันยังต้องการที่จะกินร่างของหญิงสาวทั้งสองคนอีกด้วยทำให้นักปีศาจวิทยาตัดสินใจนำตุ๊กตา Annabelle ไปขังไว้พิพิธภัณฑ์โดยตั้งไว้อยู่ในกล่องซึ่งพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวเป็นบ้านของเขาเองและเปิดให้มีคนสามารถเข้าไปชมตุ๊กตาแอนนาเบลได้ซึ่งปัจจุบันนี้ตุ๊กตาแอนนาเบลก็ยังคงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ติดต่อ bk8

ความลับของมหาสมุทรที่มหัศจรรย์

น้ำทะเลคงที่

มีใครเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมน้ำทะเลมันถึงคงที่หรืออาจจะคิดถึงว่าเค็มขึ้นหรือว่ามันเจีอจางลงหรือเปล่าแต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำทะเลมันมีรสชาติคงเดิมคือเค็มและมันก็ยังเค็มเท่าเดิมอีกด้วยเขาบบอกว่าเหตุผลที่มันเค็มเท่าเดิม

มันอาจจะเป็นเพราะว่าพวกเจ้าสิ่งที่มีชีวิตที่อยู่ใต้ท้องทะเลได้ดูดนำเอาพวกเกลือเข้าไปใช้งานจึงทำให่มันตกตะกอนลงไปอยู่ที่พื้นของบริเวณมหาสมุทรและยังได้รวมไปถึงอาจจะถูกขจัดออกไปด้วยทางชีวะเคมีและยังได้รวมไปถึงเกลือ

ในบางส่วนมันอาจจะเข้าไปที่ใต้เปลือกโลก ซึ่งมันได้ปรับสภาพให้เป็นพวกแร่ธาตุจากนั้นมันก็ได้ออกมาจากทางภูเขาไฟหรือว่าพวกรอยแยกอะไรประมาณนี้ฉะนั้นสรุปได้ว่าน้ำทะเลนั้นทุกวันนี้น้ำทะเลไม่ได้เค็มขึ้นหรือว่ามันเจือจางลงไปแต่อย่างใด

ความเค็มของทะเลและมหาสมุทร

ก็อย่างที่บอกไปว่าทะเลกับมหาสมุทรแล้วมันคือคนละอันกันแต่ว่ามันได้อยู่ด้วยกันเพราะในท้องทะเลบางที่ไม่มีการไหลเวียนของน้ำแต่อย่างใดแต่ทว่าในความเค็มของเกลือไม่สามารถที่จะไหลเวียนออกไปสู่ภายนอกได้อย่างเช่นทะเลเดดซีที่มีความเค็มมากเค็มเท่ากับว่าเรานั้นไปนอนแช่น้ำและเราไม่จมเลยก็ว่าได้ ซึ่งมันก็ได้มีความแตกต่างไปจากมหาสมุทร

ที่กระแสของน้ำนั้นมันสามารถที่จะไหลเวียนได้ตลอดเวลาจึงได้ทำให้ความเค็มของเกลือนั้นมันมีความสมกุลอยู่มากและก็อาจจะสรุปได้ว่าทะเลนั้นบางที่มีความเค็มมากกว่ามหาสมุทรก็ว่าได้

3-4 

หลายๆคนก็จะเข้าใจเหมือนกันว่าโลกของเรานั้นมันหน้าจะมีพื้นแผ่นดินมากกว่าพื้นน้ำใช่หรือไม่แต่ในความเป็นจริงแล้วโลกของเรานั้นมีพื้นน้ำมากกว่าพื้นแผ่นดินประมาณ3เท่าเลยทีเดียวเพราะฉะนั้นเข้าใจตรงกันว่าโลกของเรานั้นมีพื้นแผ่นดินเพียงแค่หนึ่งต่อสี่ก็คือมีเพียงแค่นิดเดียวและก็จะมีน้ำที่อยู่บนโลกของเรานั้นเยอะกว่าพื้นดินอีกเดียวที่นี้เข้าใจกันแล้วใช่หรือไม่เรื่องของน้ำและดินบนโลกของเรา

จำนวนของมหาสมุทร

สำหรับบนโลกของเรานั้นได้มีมหาสมุทรที่กว้างอย่างมากมาย ซึ่งมันจัดได้ว่ามีห้ามหาสมุทรและนั่นก็คือมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรใต้ และ มหาสมุทรอาร์กติก จึงต้องบอกเลยว่าแต่ละอันนั้นมีขนาดที่กว้างอย่างมากเลยก็ว่าได้หากมีใครหลงเข้าไปก็อาจจะเหงาตายกันเลยทีเดียวและทั้งหมดนี้มันคือเกล็ดความรู้ที่เราได้ไปศึกษามาก็เลยนำเอามาบอกต่อกันฟัง

 

สนับสนุนโดย  rb88 ล็อกอิน

กำแพงเมืองจีนสามารถมองเห็นจากอวกาศได้หรือไม่

ทุกคนเคยสงสัยกันบางหรือป่าวว่าประวัติศาสตร์หรือสิ่งที่ได้ถูกบันทึกไว้ให้เรานั้นได้เรียนกันมันเป็นเรื่องจริงโดยทั้งหมดหรือป่าว ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ได้ผ่านกาลเวลามานานแล้วแต่มันก็ได้มีหลักฐานบางอย่าง

ซึ่งที่ได้บอกเอาไว้ว่าที่เรานั้นได้เรียนรู้กันมานั้นและกับความจริงนั้นมันคนละส่วนมันจึงได้กลายมาเป็นเรื่องที่โกหกครั้งใหญ่แบบที่ช่วยไม่ได้และมันอาจจะสะเทือนใจมากขนาดไหนมาชมกัน

ไมเคิล แจ็คสันไม่ได้คิดท่าเต้นมูนวอร์ค

แฟนเพลงราชาเพลงป๊อปอย่างไมเคิล แจ็คสัน คงจะรู้จัดท่ามูนวอร์คที่ได้เป็รเอกลักษณ์ของเขากันอย่างมากจึงได้ทำให้หลายๆคนนั้นต่างก็ได้คิดว่า ท่าเหล่านั้นไมเคิลแจ็คสันต้องคิดเองทำเองอย่างแน่นอน หากคุณได้รู้ความจริงแล้วมันก็อาจจะทำให้คุณนั้นตกใจเพราะในท่าเต้นของไมเคิลนั้น ซึ่งเขาไม่ได้เป็นคนคิดท่าเต้นเหล่านี้ขึ้นมาเอง หากลอยย้อนกลับไปเมื่อปี1983 ตัว

ไมเคิลแจ็คสันนั้นก็ได้เข้าร่วมรายการจากนั้นมาก็ได้ทำให้ตัวของเขานั้นได้กลายมาเป็นซุปเปอร์สตาร์เพียงแค่เวลาข้ามคืน นอกจากนี้ในท่ามูนวอร์คนั้นได้เรียนแบบมาจากนักแสดงคนหนึ่งที่ได้ทำการแสดงในโรละครเมื่อในปี1955 หรือเมื่อประมาณเมื่อ70ปีที่แล้ว นอกจากนี้ด้านไมเคิลเองก็ได้เฉลยไว้ในสมุดจดบันทึกส่วนตัวเมื่อในปี1988อีกว่าตัวไมเคิลนั้นเขาได้ไปฝึกท่าเต้นได้

สักพักหนึ่งภายในห้องครัวซึ่งก็ได้มีรุ่นเดียวสามคนที่ได้เป็นคนมาสอนท่าเต้นที่บนถนนแห่งหนึ่งจากนั้นเขาก้ได้นำเอามาแสดงในรายการและมัมนก้ได้กลายมาเป็นสิ่งที่ทำให้ต้องจดจำมาโดยตลอดถึงจะไม่ได้คิดสร้างขึ้นมาเองแต่มันก็เป็นที่โดนใจเพลงกันอยู่ดี

กำแพงเมืองจีนนั้นไม่สามารถที่จะมองเห็นจากนอกอวกาศได้

หากจะให้พูดถึงสิ่งที่ได้ก่อสร้างขึ้นมาที่ได้มีความใหญ่มากที่สุดในโลกหลายๆคนก็อาจจะคิดถึงกำแพงเมืองจีน ซึ่งกำแพงเมืองจีนนั้นมันได้มีความยาวประมาณ21,996เมตร ซึ่งได้ครอบคลุมไปถึง15มณฑลที่อยู่ตอนเหนือของประเทศจีนหากมันได้มีความใหญ่และมีความยาวขนาดนี้ หลายคนก็อาจจะเชื่อว่าเหล่านักบินอวกาศก็อาจจะมองเห็นจากนอกโลกกันได้อย่างชัดเจน

แต่ถ้าหากว่าในความจริงแล้วเหล่านักบินอวกาศไม่สามารถที่จะมองเห็นแม้แต่โครงสร้างเลยแม้แต่น้อยสาเหตุมันก็เป็นเพราะว่าด้านกำแพงเมืองจีนนั้นมันมีขนาดที่เล็กเกินไปและมันยังได้มีสีที่ดูเหมือนกับภูมิประเทศอีกด้วย แต่ทว่าลองใช้อุปกรณ์ก็อาจจะไม่แน่เท่าไรทั้งนี้ก็ยังได้มีนักบินอวกาศเขาได้ลอยถ่ายเศษเซี้ยวของกำแพงเมืองจีน

จากหน้าต่างของสถานีอวกาศนานาชาติได้เมื่อในปี2004ด้วยเลนส์ขนาด180มม. ให้เป็นตัวช่วยและอีกรูปภาพหนึ่งเมื่อในปี2005ก็ได้ถ่ายภาพด้วยเรด้าที่ได้อยู่บนกระสวยอวกาศหากไม่มีเทคโนโลยีที่ดีก็คงไม่มีทางรู้เลยว่ากับสิ่งที่เรานั้นเคยได้ยินกันมานั้นมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 thai