Archives กุมภาพันธ์ 2020

ที่มาของสระมรกตจังหวัดกระบี่

จังหวัดกระบี่นั้นนอกจากจะเป็นที่รู้จักของเรื่องราวที่เกี่ยวกับทะเลที่สวยสดงดงามแล้ว พวกเรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแนวธรรมชาติที่น่าสนใจมากๆอีกที่หนึ่งให้ด้วย

นั่นก็คือ “สระมรกต” จะเห็นได้ว่าสระมรกตซึ่งอยู่ในอำเภอคลองท่อม

และก็ปัจจุบันนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว Unseen ที่ผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจกันมากมาย ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ที่เป็นสระน้ำสวยใสสีเขียวอมฟ้าที่อยู่กึ่งกลางใจป่า ที่กำเนิดมาจากธารน้ำอุ่นในผืนป่าที่ราบต่ำของภาคใต้

สำหรับในด้านการเดินทาง พวกเราจำเป็นที่จะต้องเดินเท้าเพื่อเป็นการเข้าไปที่สระมรกต ด้วยระยะทางราวๆ 800 เมตร หรือ ถ้าหากบางคนที่ชื่นชอบการเดินดูธรรมชาติที่งดงามแล้วก็สูดอากาสบริสุทธ์ก็สามารถจะเลือกเดินเพื่อศึกษาธรรมชาติที่มีระยะการเดินที่ไกลขึ้น ที่ระยะทางโดยประมาณ 2.7 กิโลเมตรได้ด้วยเหมือนกันครับผม

แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ที่สุดและก็จะมาบรรจบกันที่สระมรกตที่เดียวกัน ตลอดเส้นทางเดินธรรมชาติเป็นป่าร่มรื่นเขียวครึ้ม ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ของนานาพรรณที่มีความน่าสนใจอีกทั้งเป็นแหล่งชมนกหายาก ตัวอย่างเช่น นกแต้วแร้วท้องดำ นกกระเต็นสร้อยคำสีน้ำตาล นกเงือกดำ แล้วก็เป็นสถานที่ที่มีการพบ นกแต้วแร้วท้องดำ ซึ่งเคยสูญพันธ์ไปนานเกือบ 100 ปีเลยนะ รวมทั้งริมทางมีธารน้ำไหลตลอดทาง ซึ่งก่อนที่จะถึงสระมรกตท่านก็จะได้พบกับสระแก้ว น้ำใสสีเขียวเต็มไปด้วยพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำที่ขึ้นกันอย่างหนาแน่น

สระน้ำที่มีสีเขียวมรกตสมชื่อนี้ เหตุก็เป็นเพราะว่าแบคทีเรีย และก็สาหร่ายในน้ำซึ่งจะก่อให้น้ำมีสีต่างๆแตกต่างกัน อุณหภูมิของน้ำจะอยู่ที่โดยประมาณ 30-50 องศาเซลเซียส และก็นอกจากนี้สายน้ำแร่ใต้ดินที่มีอยู่บริเวณนี้ยังส่งผลให้สารแขวนลอยในน้ำเกิดการตกขี้ตะกอน ก็เลยทำให้น้ำมีความใสสะอาดมากเพิ่มขึ้นอีกด้วย ถ้าหากพวกเราเดินขึ้นไปอีกหน่อยก็จะได้มองเห็นต้นน้ำที่ไหลเป็นสายลงมารวมกันจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นสระมรกตแห่งนี้

เมื่อได้มองเห็นความงามที่ธรรมชาติบรรจงสรรค์สร้างมาให้พวกเราขนาดนี้แล้ว ดังนั้นผมจึงเชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวสถานที่เหล่านี้และก็เลยอยากให้เราร่วมกันอนุรักษ์รักษา ถ้าหากคนไหนที่มีโอกาสได้ไปมาแล้วขอให้ช่วยเก็บความประทับในความสวยสดงดงามนี้ไว้ เพื่อด้วยกันถ่ายทอดไปยังเพื่อนๆที่ไม่ได้มา ให้ได้มองเห็นถึงจุดสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แล้วก็ความสวยสดงดงามของสระมรกตที่ถึงแม้พวกเราเองก็ไม่อาจจะบรรยายได้หมดในโอกาสนี้ครับ

ปราสาทหินเมืองต่ำ

เรื่องราวและภายในของตัวปราสาทหินเมืองต่ำ

สระน้ำได้ถูกก่อขึ้นจากศิลาแลงเรียงเป็นขั้นบนไดขอบบนสุดสลักเป็นรูปลำตัวนาคทอดตัวชูคอแผ่ พังพานอยู่ตรงมุมสระส่วนหางของนาคนั้นยกขึ้นติดกับขอบประตูทาน้ำ ซุ้มประตูที่มีหางของนาคและลวดลายตัวเหงาสลักอยู่ตรงที่หน้าบันได้ทำให้สระน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้แฟงไปด้วยความอ่อนช้อยและความงามทางศิลปะที่ไม่มีสถานที่แห่งใดจะเมือน นาคนั้นถือเป็นลักษณ์แห่งน้ำโดยระยะแล้วสระน้ำทั้ง4เปรียบได้ดังมหาสมุดที่อยู่ล้อมรอบชมพูทวีป

ส่วนระเบียงคดและกลุ่มปราสาทชั้นในคือเขาพระสุเมธซึ่งเป็นแกนกลางของจักรของวาลตามความเชื่อในศาสนาฮินดูถัดจากสระน้ำเข้าไปเป็นกำแพงชั้นในอีกชั้นหนึ่งเรียกว่าระเบียงคดสร้างด้วยหินทรายเป็นห้องยาวเชื่อมต่อกับโคปุระผนังระเบียงคดเจาะช่องหน้าต่างเป็นระยะๆโดยผนังด้านในเป็นหน้าต่างโล่งส่วนด้านนอกมีลูกกรงหรือลูกมาหวดประดับตรงกลางระเบียงคดมีซุ้มประตูหรือโคปุระที่ก่อด้วยหินทรายเช่นเดียวกับที่ก่อกำแพงแก้วเฉพาะที่ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกเพียงด้านเดียวที่ก่อผนังด้วยอฐิส่วนกรอบประตูเสาทับหลังและกรอบหน้าต่างทำจากหินทรายซุ้มประตูหรือโคปุระชั้นในประกอบด้วยฐาน

ตัวอาคารและชั้นหลังคาภายในมีห้องโถงยื่นมุกออกเป็นทางเข้าทั้งด้านหน้าและด้านหลังส่วนด้านข้างสักปีกออกเป็นห้องแคบๆเชื่อต่อกับระเบียงคดทั้ระเบียงคดและโคปุระมีหลังคาที่อาจก่อด้วยอฐิและประดับสันหลังคาด้วยบาลีหินทรายทรงพุมยอดแหลมตามส่วนต่างๆของโคปุระได้แก่ฐานเสาติดผนังเสาประดับกรอบประตูทับหลังและหน้าบันมีลวดลายแกะสลักที่เพิ่มคุณค่าให้แก่สถานปติยกรรมแห่งนี้ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นลวดลายที่ติดบนเสาผนังโดยทั่วไปนิยมใช้สลักลวดลายสองแบบคือลายก้านต่อดอกและลายก้านคด

ซึ่งบางครั้งจะสลักเป็นรูปสิงห์เป็นต้นลายอยู่เบี้ยงล่างเสาติดผนังที่มีลายก้านต่อดอกที่ก้านจะมีขีดสองขีดตามแบบที่นิยมในศฺลปะแบบปาปวนพุทธศตวรรษที่16ส่วนลายก้านคดช่างแกะสลักเป็นลายพันไม้คตโค้งสลับไปมาที่ขอบเสามีลายเม็ดพะคำเรียงแถวในแนวดิ่งทั่งสองข้างแผ่นทับหลังของอาคารแกะสลักรูปพระกิตสนะปราบนาคการียะอันเป็นวีระกรรมตอนหนึ่ง

เมื่อพญานาคคายพิษลงในแม่น้ำทำให้ชาวบ้านในรับความเดือดร้อนพระกิตสนะจึงได้เข้าต่อสู้และได้รับชัยชนะภาพเล่าเรื่องตอนนี้พบอยู่บนทับหลังซุ้มประตูของระเบียงคดที่ทิศตะวันออกด้านในภายในกรอบแผ่นผังในกรอบรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่ระเบียงคดล้อมรอบอยู่นี้มีกลุ่มประสาทอฐิ5องค์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสถานปติยกรรมที่สำคัญที่สุด

ประเพณีผีตาโขน

สำหรับประเพณีผีตาโขนนั้นจะเป็น ประเพณีประจำจังหวัดของจังหวัดเลยซึ่งถึงแม้ว่าชื่อของประเพณีจะค่อนข้างน่ากลัวแต่ประเพณีนี้ถือเป็นการจัดงานบุญโดยมีการนำความเชื่อและความศรัทธาของชาวบ้านมาร่วมประสานงานกันทำให้เกิดประเพณีนี้ขึ้น

สำหรับการจัดงานผีตาโขนนั้นจะมีการแต่งตัวชาวบ้านให้มีลักษณะเหมือนผีโดยจะนำหวดหนึ่งข้าว

และทางมะพร้าวมาประดับตกแต่งเป็นหน้าเป็นตาหรือแม้แต่แต่งเป็นจมูกให้ยืนยาวเพื่อให้ แลดูน่ากลัวและยังมีการนำชุดมาสวมใส่ให้มีลักษณะขาดขาดโดยจะนำเศษผ้ามาเย็บติดกันและเลือกเสื้อผ้าที่มีสีสันฉูดฉาดสวยงามซึ่งบางคนก็จะมีการวาดลวดลายบนหน้ากากผีตาโขนให้ดูว่าสวยงามและมีศิลปะในคราวเดียวกัเทศกาลนี้ถือว่าเป็นเทศกาลที่มีการจัดงานกันมานานแล้วภายในงานจะมีผีตาโขนทั้งตัวเลขและตัวใหญ่จะพากันเดินขบวนไปตามท้องถนนแล้วมีการทำท่าทางให้ดูน่ากลัว       

ในปัจจุบันประเพณีผีตาโขนยังคงมีอยู่แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมากเหมือนกันเพราะปัจจุบันจะทำให้ขบวนผีตาโขนดูน่าสนใจยิ่งขึ้นเพื่อเป็นการเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาร่วมงานเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วงที่มีประเพณีนี้ด้วยการจัดงานนอกจากจะมีขบวนผีตาโขนแล้วจะยังมีขบวนนางรำที่คอยร่ายรำอย่างสวยงามให้ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวได้ชมการรำที่อ่อนช้อยนี้ด้วย

อีกทั้งยังมีขบวนแห่ไม่ว่าจะเป็นการแห่พระเวสสันดรหรือแม้แต่การแสดงหน้ากากผีตาโขนนานาชาติเช่นผีตาโขนของอินโดนีเซียผีตาโขนของญี่ปุ่นหรือผิดแต่คนของบรูไนและภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการตักบาตรพระสงฆ์ในช่วงเช้าก่อนที่จะมีการเดินขบวนผีตาโขนหรือแม้แต่การจัดกิจกรรมงานบุญที่ให้ชาวบ้านได้เข้าไปกราบไหว้บูชาพระรวมถึงยังมีกิจกรรมการแสดงบนเวทีและเปิดเป็นร้านอาหารร้านขายของฝากให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อกินและซื้อกลับบ้านไปเป็นของฝากได้อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมผีตาโขนนั้นจะมีการประชาสัมพันธ์ก่อนที่จะมีงานเริ่มเพื่อแจ้งให้นักท่องเที่ยวได้ทราบว่าสามารถมาร่วมงานได้เมื่อไหร่ซึ่งโดยปกติแล้วประเพณีผีตาโขนชาวจังหวัดเลยมั้งจะจัที่ประมาณเดือนสี่       

เป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของจังหวัดเลยสำหรับการแต่งกายเป็นผีตาโขนนั้นจะเน้นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงในการเข้าไปทำการแต่งเป็นผีตาโขนสำหรับกิจกรรมที่จัทุกๆปีนี้จะมีการอุทิส่วนบุญซุกซนให้กับพระพุทธเจ้าในปัจจุบันประเพณีผีตาโขนไม่ได้มีที่จังหวัดเลยทีเดียวเท่านั้นแต่จังหวัดอื่นอย่างเช่นสกลนครก็มีการจัดด้วยเช่นกัน

ปราสาทหินเมื่องต่ำ เขตบ้านโคกเมือง

 

ปราสาทหินเมืองต่ำเป็นศาสตร์ สถานในศิลปะเขรมที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ในเขตบ้านโคกเมืองตำบลจรเข้มากอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งในถูกบันทึกในเอกสารเป็นครั้งแรกโดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศษ เอเตียน เอมอนิเยร์ ต่อมาก็ได้มีการเข้ามาบันลทึกทำแผนผังและแผนที่เพื่อที่จะได้ตีพิมพ์ออกเผยแพร่พุทธศักราช2450จนกระทั้งพุทธศักราช2472สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย

เสด็จออกตรวจโบราณวัตถุโบราณสถานในเมืองมนธนนครราชสีมารวมทั้งที่โบราณสถานแห่งนี้ด้วยหลังจากนั้นปราสาทเมืองต่ำจึงได้เป็นที่รู้จักและเป็นจุดมุ้งหมายทางศิลปะสถานปติยกรรมเขรมของนักวิชาการและประชาชนทั่วไป ปราสาทเมื่องต่ำถือเป็นงานก่อสร้างที่ได้มีความโด่นเด่นในการวางแผนผังที่ได้สัดส่วนขององค์ประกอบของทางสถานปติยกรรมและสำผัสกันในกรอบผังในรูปสี่เหลี่ยมตั้งแต่องค์ประกอบส่วนนอกสุดได้แก่บาลาย กำแพงแก้ว สระน้ำทั้ง4ทิศ ระเบียงคด และกลุ่ม ปราสาทอฐิ5องค์

ที่อยู่ภายในศาสตร์สถานแบบโบราณเขรมโดยทั่วไปมักจะมีการสร้างบาลายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไว้เป็นประจำศาสตร์สถานนั้นๆเพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาหรือเพื่อการอุปโภค บริโภคของชุมชนที่อยู่โดยรอบ ที่โบราณสถานแห่งนี้ได้มีการสร้างบาลายที่เรียกว่าทะเลเมืองต่ำอยู่ทางทิศเหนือของปราสาทมีขนาดกว้าง510เมตรยาว1,090เมตรทะเลเมืองต่ำนี้มีขนาดกว้างใหญ่พอที่จะกั้นเก็บน้ำจากลลำทานได้มากพอ

สำหรับหล่อเลี้ยงชุมชนขนาดใหญ่ได้ทั้งชุมชนเช่นเดียวกันกับศาสตร์สถานเขรมโบราณที่สำคัญแห่งอื่นๆ กำแพงแก้งเป็นเขตศาสตร์สถานชั้นนอกสุดก่อด้วยศิลาแลงมีความยาวจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตก120เมตรจากทิศเหนือถึงทิศใต้127เมตรสูง270เซนติเมตรที่สันกำแพงเซาะรองยาวสำหรับรองรับแท่งหินสี่เหลี่ยมที่ถูกเจาะรูเป็นระยะๆสันนิษฐานว่าอาจใช้เจาะเพื่อปักบาลี

ซึ่งได้ทำมาจากหินทรายพุ้มยอดแหลมตรงกลางกำแพงทั้ง4ด้านมีโคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้าที่มีทับหลังและหน้าบันสลักภาพเล่าเรื่องในศาสนาฮินดูทับหลังด้านโคปุระทางด้านทิศตะวันออกมีลวดลายสลักรูปพระกิตสนะใช้พระหัสและพระบาทยึดหน้าพระการียะโดยสลักให้ลำตัวนาคทอดออกไปเป็นพุ้มพวงมลัย ภายในโคปุระมีห้องขนาดเล็กมีแผนผังเป็นรูปกากบาทสักปีกออกไปเชื่อมต่อกับกำกแพงแก้วอาคารส่วนนี้ที่ผนังได้เจาะเป็นช่องหน้าต่างประดับด้วยลูกมะหวดหินทรายเป็นระยะๆถัดไปจากซุ้มประตูกำแพงแก้วเป็นลานกว้างที่มุมมีสระน้ำขุดหักมุมตามแนงกำแพงทั้ง4มุม

ของโบราณสุดลี้ลับ

หากพูดถึงโบราณคดีสุกลึกลับของโลกคุณจะนึกถึงที่ไหนกันบ้างหลังจากอาณาจักรที่ล่มสลายไปสถานที่และข้าวของเครื่องใช้จึงดู้กทิ้งเอาไว้เป็นจำนวนมากแม้บางอย่างจะถูกค้นพบแล้วแต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังคงเป็นความลับและรอยค่อยมนุษย์ในยุคใหม่มาจนถึงทุกวันนี้และคุรพร้อมที่จะไขปริศนาไปพร้อมกับเราหรือยัง

นอร์ซันเทเป ตุรกี

ที่เราเห็นอยู่นี้มันไม่ใช่ถานทัพของมนุษย์ต่างดาวแต่มันเป็นแหล่งโบราณเก่าแก่ของอารยธรรมอานาโตเลียมีอายุระหว่าง3,000 4,000ปีก่อนคริสต์ศักราชและเก่าแก่กว่าโกบเทกีเสียอีกนอร์ซันเทเปอยู่ทางด้านตะวันออกของตุรกีได้ถูกค้นพบครั้งแรกโดยชาวโบราณคดีชาวเยรมันในปี1968คาดว่าที่นี่มันเคยเป็นถิ่นถานของมนุษย์ในช่วงปลายยุคทองแดงจนถึงในยุคเหล็ก

เนื่องจากเครื่องมือเครื่องใช้ส่วนใหญ่ได้ทำมาจากทองแดงโดยมีสารหนูและแร่พวงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญต่อมาในบริเวณดังกว่าในมีการสร้างเขื่อนคลีบันทำให้น้ำท่วมแหล่งโบราณคดีทั้งหมดหลังจากที่ระดับน้ำลดลงทางทีมงานก็ได้เข้าไปสำรวจอีกครั้งก่อนที่จะพบข้าวของเครื่องใช้เพิ่มขึ้นอีกเช่นเศษถ้วยชามซากอาคารบ้านเรือนรวมถึงรูปเคราพเทพีบริเวณใต้น้ำในเขื่อนสันนิษฐานได้เลยว่าที่นี่มีผู้คนอาศัยอยู่แต่เป็นเพราะได้ถูกไฟไม้ครั้งใหญ่จึงได้พากันย้ายออกไปในที่สุดแต่สิ่งที่น่าสงสัยก็คืออะไรที่เป็นสาเหตุของไฟไม้ครั้งนั้นกันแน่

คัภภีร์ไบเบิ้ลปีศาจ

แค่ชื่อก็ฟังขนลุกกันแล้วใช้ไหมล่ะคัภภีร์ไบเบิ้ลเล่มนี้เชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับปีศาจในนรกและที่มันน่าแปลกใจไปกว่านั้นก็คือทั้งเล่มหนังสือนั้นได้เขียนถึงบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้นไบเบิ้ลปีศาจเล่มใหญ่และหนักมากถึง75กิโลกรัมมีทั้งหมด320หน้าจะถูกออกไป10หน้าโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าหน้าที่มันหายไปนั้นมันจะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไรกันแน่

คัภภีร์สุดลี้ลับเล่มนี้ได้ถูกเขียนขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่13ในโบคลีเมียหรือสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบันด้วยฝีมือนักบวชคนหนึ่งที่ได้ถูกจองจำอยู่ในคุกได้ถูกยื่นเงื่อนไขเอาไว้ว่าหากอยากลอดออกไปก็ต้องเขียนคัภภีร์สรรเสริญพระเจ้าให้เสร็จภายในวันเดียวแต่แทนที่คำวินวอนนั้นมันจะไปถึงพระเจ้าแต่มันดันไปถึงซาตานสะงั้น

โดยซาตานก็ได้ช่วยให้เขานั้นได้เขียนคัภภีร์ทั้งหมดโดยจนเสร็จแต่กลับกลายเป็นว่าเนื้อหาทั้งหมดเกี่ยวกับคาถาพิธีกรรมและการบูชาซาตานไปสะได้หากใครที่อยากจะเห็นหรืออยากรู้กับตาตัวเองก็สามารถไปรับชมได้ที่หอสมุดแห่งชาติประเทศสวีเดน

การสำรวจเมืองเกาะแกร์

ทำไมกษัตริย์แต่ละองค์จะต้องสร้างศาสตร์สถานเป็นของตนเองขึ้นมาหากเราลองพิจารณาของหินที่มีจำนวนมากมายของหินและอิฐที่ใช้สร้างปราสาทใหญ่หลังโตแห่งนี้ก็ต้องประหลาดใจเมื่อคิดว่ากษัตริย์แต่ละองค์สั่งให้สร้างศาสตร์สถานขึ้นมาใหม่

ทำไมต้องสร้างปราสาทขึ้นมาใหม่ทุกรัฐราชสถานมากมายเช่นนี้มีเอาไว้ใช้ทำอะไร

นักโบราณคดีคนหนึ่งกำลังจะหาคำตอบในเมืองโบราณของเกาะแกKOH KER  ANGKOR ที่อยู่ห่างจากเมืองพระนครไปประมาณ100กิโลเมตร เมืองเกาะแกและกลุ่มปราสาทในนั้นเป็นเหมือนข้อความแซกในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรขอม เมื่อกษัตริย์ที่สร้างเมืองหลวงใหม่แห่งนี้ได้สวรรคตเมืองแห่งนี้ก็ได้ถูกท้องร้างและเวลาที่นี้ก็หยุดนิ่งไปตลาดกาลต่อมาได้มีนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศษได้ศึกษาซากเหล่านี้มาเป็นเวลา4ปีแล้วเขาได้บูรณะศาสตร์สถานและเทวาลัยทรงพีระมิด

ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองพระนครก่อนถึงเทวาลัยจะต้องผ่านวิหารหรือปราสาทของแต่ละชั้นก่อนภายในของปราสาทแต่ละหลังนั้นมันมีอะไรและได้สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใดเป็น2คำถามแรกที่นักโบราณคดีเราจะต้องหาคำตอบพีระมิดนี้สูงถึง30เมตรบนยอดมีสัญลักษณ์ของเทวาลัยเกาะแกอยู่และที่วางตรงกลางนั้นกษัตริย์นั้นเอาไว้ใช้ตั้งศิวลึงค์ซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์เครื่องเพศชายแทนพระศิวะนึกภาพถึงทรงกระบอกใหญ่ที่เป็นตัวแทนพระองค์ในรูปที่บริสุทธิ์และสมบูรณ์ที่สุดแท่งนี้สูงกว่า4เมตรและได้มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า1เมตร

หรืออาจจะถึง2เมตรฉะนั้นมันจึงเป็นของพิเศษที่ไม่มีสร้างขึ้นที่ไหนอีกในขอมโบราณพีระมิดและสัญลักษณ์ของพระศิวะบนยอดนี้เป็นที่พระทับของเทพภายในศาสตร์สถานตอนเริ่มโครงการจะมีการสร้างปราสาทครอบศิวลึงค์เอาไว้และการก่อสร้างนั้นยังไม่แล้วเสร็จและเมืองกะแกก้ได้ถูกพื้นป่านั้นกลือหายไปหลังจากที่สร้างได้มาประมาณพียงแค่20ปีในศตวรรษที่1990ปราสาทที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่ได้ถูกพวกค้าของผิดกฏหมายปล้นอย่างเป็นระบบรูปสลักที่มีอยู่ก็ได้หายไปหมด

เพื่อทำความเข้าใจถึงศาสตร์สถานเราจึงจะต้องหาว่ารูปสลักแต่ละรูปเป็นใครกันบ้างเป่าหมายในการศึกษาของชาวฝรั่งเศษก็เพื่อระบุตัวตนอย่างถูกต้องโดยที่เริ่มจากปราสาทแห่งนี้ที่ได้มีการค้นพบรูปสลักถึง5รูปหนึ่งในนั้นมันมีขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษเขาได้พบรูปสลักแห่งนี้ซึ่งมันมีความสูงกว่าประมาณ3เมตรเกือบถึง4เมตรซึ่งมันก็ได้แตกเป็นชิ้นๆนับพันชิ้นกระจายอยู่ตามบริเวณรอบๆฐานจะเห็นมีทั้งแขนพระศิวะและอกและรอบๆฐานก็ยังพบชาของพระศิวะอีกด้วย

วัฒนะธรรมไทยที่เราควรรู้ 

วัฒนธรรมของไทยบอกได้ถึงประวัติที่เก่าแก่ซึ่งสิ่งเรานั้นเรียกได้ว่าวัฒนธรรมที่เกิดจากภูมิปัญญาการคิดสร้างสรรค์ของบรรพบุรุษของเรา โดยการพัฒนาสิ่งเหล่านี้เป็นการรอล้อมสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันทำให้เกิดวัฒนธรรมขึ้นการมีเอกลักษณ์ที่เป็นของตนเองยกตัวอย่างเช่นภาษาที่เป็นของเราเอง วรรณคดี การแต่งกายเป็นต้น 

เนื่องจากคนไทยในสมัยก่อนได้มีการยอมรับและเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมของตนเองเข้ากับวัฒนธรรมของประเทศอื่นการดัดแปลงเหล่านี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวโดยมีเอกลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเป็นของเมืองไทยแล้วนั้นเอง 

ที่มาของวัฒนธรรมของไทยมีดังนี้ 

  • สิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ 

ต้องยอมรับว่าพื้นที่หรือแผ่นดินของประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่จะมีสภาพเป็นภูมิศาสตร์ที่ออกไปทางราบลุ่มแม่น้ำซะส่วนใหญ่ จึงทำให้เป็นเหตุให้คนไทยมีความผูกพันที่เกี่ยวกับแม่น้ำลำคลองกันมากนอกจากนั้นวิถีชีวิตส่วนใหญ่ยังเป็นการใช้ชีวิตที่เกี่ยวกับแม่น้ำลำคลองกินก่อให้เกิดประเพณีต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกับแม่น้ำได้อีกด้วย เช่นประเพณีลอยกระทงหรือประเพณีสงกรานต์ นั่นเอง 

  • เกี่ยวกับพระพุทธศาสนามีอะไรบ้าง 

สำหรับพระพุทธศาสนาได้เข้ามาอยู่ในไทยเป็นเวลานานเรียกว่าคู่บ้านคู่เมืองของคนไทยเลยก็ว่าได้ซึ่งหลักในการสอนทำให้คนไทยนำมาประกอบกับการดำรงค์ชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีและรวมไปถึงพิธีกรรมต่างๆที่ข้องเกี่ยวกับศาสนาโดยตรงเช่นกันโดยจะมีตัวอย่างดังต่อไปนี้ การทอดกฐิน การทอดผ้าป่าเป็นต้น 

  • สำหรับค่านิยมมีดังนี้ 

ค่านิยมเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมที่บ่งบอกการอยู่ในสังคมที่มีความแตกต่างของแต่ละพื้นที่แต่ละคนซึ่งสำหรับค่านิยมบางอย่างส่งผลถึงการเป็นแกนหลัก ของวัฒนธรรมเหล่านั้นโดยคนไทยมักจะนิยมและเชิดชูและเอาเป็นเยี่ยงอย่าง 

  • การเผยแพร่วัฒนธรรมต่างๆ 

เราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นอดีตของประเทศไทยก็ตามแต่แต่ก็จะมีความรับวัฒนธรรมมาจากชาวต่างชาติเช่นจีนและอินเดียซึ่งมีการผสมผสานที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมให้ลงตัว  

  • ความหมายของประเพณีมีดังนี้ 

ประเพณีนั้นก็คือการทำอะไรที่เหมือนเหมือนกันในกลุ่มคนที่ค่อนข้างเยอะเลยทำแบบเดียวกันอยู่อย่างนั้นสืบทอดยาวนานซึ่งเราอาจจะกล่าวได้ว่าประเพณีที่มีแบบแผนถือได้ว่าเป็นขนบธรรมเนียม ที่เรานั้นต้องประพฤติและปฏิบัติสืบทอดให้ยาวนานจากรุ่นศูนย์รุ่นสำหรับความเป็นมาของประเพณีเกิดจากสังคมเอกลักษณ์และค่านิยม โดยส่วนใหญ่อยู่ทั้งหมดนั้นก็คือความเชื่อของคนไทยที่มีในสังคมนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามการที่เราอยู่ในประเทศไทยถือว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งและเราควรปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณีของไทยด้วยเช่นกันเพราะสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นธรรมเนียมของประเทศไทยที่มีมาอย่างยาวนานจากสมัยโบราณจนถึงณปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเราไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขหรือทำไม่ดีผิดต่อประเพณีที่มีมาอย่างยาวนานแบบนั้น