Archives 2020

ศิลปะการสร้างสรรค์ผลงานเพลงและดนตรี

การสร้างสรรค์ทางด้านวงการเพลงและดนตรีนั้นก้ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ในด้านศิลปะอย่างหนึ่ง  ดังนั้นแล้วการสร้างสรรค์จึงจำเป็นจะต้องอาสัยความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึก รวมถึงจินตนาการด้วย จึงจะสร้างสรรค์ออกมาให้เป็นผลงานด้านดนตรีและเพลงได้นั่นเอง การสร้างสรรค์เหล่านี้นั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

แต่ในปัจจุบัยด้วยการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเทคโนโลยีและสังคมทำให้การสร้างสรรค์นั้นอาจจะมีการสร้างสรรค์ได้ง่ายและสะดวกมากกว่าในยุคก่อนๆ เพราในยุคก่อนนั้นการจะสามารถทำเพลงหรือจะสร้างสรรคืผลงานทางด้านดนตรีได้นั้นจะต้องอาศัยปัจจุยหลายอย่าง แต่ในปัจจุบันเพียงเรานั้นสามารถช้สื่อโซเชียลต่างๆได้

เราก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพลงและดนตรีได้ด้วยตัวเองและสามารถกระจายออกไปหรือสื่อสารออกไปให้คนมากมายนั้นได้รับฟังและชมได้โดยผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆนั่นเอง แต่ไม่ว่าในยุคสมัยใดการสร้างสรรค์เพลงนั้นก็จะต้องอาศัยในเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกและรวมถึงประสบการณ์ของผู้สร้างสรรค์อยู่เสมอ

ดังนั้นแล้วผู้ที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงและดนตรีได้นั้นจะต้องมีประสบการณ์และหลักการในการสร้างสรรค์ดังนี้ โดยเริ่มจากการเป็นผู้ที่ชื่นชอบและหลงไหลในการฟังเพลงและดนตรี เพราะเพลงและดนตรีนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ หากแยกออกจากกันแล้วสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบนั่นเอง

แต่ถ้าหากไม่เคยเรียนรู้หลักการหรือมีประสบการณ์นั้นในช่วงแรกของการสร้างสรรค์ผลงานเพลงและดนตรีอาจจะเป็นสิ่งที่ยาก ผู้สร้างสรรคืนั้นจึงจำเป็นจะต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดความเข้าใจก่อน ถึงจะสร้างสรรคค์ผลงานเพลงและดนตรีเหล่านี้ได้ โดยสามารถศึกษาหาความรู้ด้วยการหาข้อมูลต่าง จากสื่อออนไลน์ต่างๆหรือจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ได้

เพราะในบางครั้งผู้ที่ต้องการสร้างสรรค์ผลงานเพลงและดนตรีนั้นอาจจะไม่ได้สะดวกในการเรียนแบบจริงจังนั่นเอง ซึ่งสิลปะในการสร้างสรรค์ผลงานเพลงและดนตรีนั้นถือเป็นศิลปะที่จะต้องอาศัยการเรียนรู้จนเกิดความคล่องและความชำนาญ

เมื่อเรียนรู้และเกิดความชพนายแล้ว สิ่งที่ผู้สร้างสรรค์จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอก็คือการฝึกฝนและพัฒนาการสร้างสรรค์ทั้งทางด้านผลงานเพลงและผลงานด้านดนตรีอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะด้วยยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นก็คือแนวเพลงและดนตรีด้วย ดังนั้นแล้วผู้สร้างสรรค์เพลงจะต้องมีความคิดที่สร้างสรรค์และเป็นผุ้ที่มองโลกกว้างๆอยู่เสมอ

เพราะสิ่งเหล่านี้จะนำพาผู้สร้างสรรค์นั้นไปสื่อการจินตนาการและศิลปะในการสร้างสรรค์ผลงานเพลงและดนตรีใหม่ๆได้นั่นเอง อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการสร้างสรรค์ศิลปะด้านผลงานเพลงและดนตรีนั้นจะเปล็นสิ่งที่ยากแต่เมื่อสร้างสรรค์ได้มีความไพเราะและน่าสนใจหรือโดนใจผู้ฟังได้แล้วนั้นก็ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สร้างสรรค์ศิลปะผลงานเพลงและดนตรีนั้นยืนหยัดและตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพลงให้ผู้ฟังได้ฟังต่อไปในอนาคตด้วย

 

สนับสนุนโดย   sa gaming ขั้นต่ำ 5 บาท

ถ้าหากโลกนี้ไม่มีศิลปะ

ศิลปะเป็นสิ่งที่อย่คู่กับมนุษย์เรานั้นมาอย่างยาวนานถ้าหากถามทุกคนว่าถ้าหากโลกนี้ไม่มีศิลปะจะเป็นอย่างไร แน่นอนคำตอบของคนเรานั้นมีความแตกต่างกันไปอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลและความชื่นชอบในศิลปะและความเกี่ยวข้องระหว่างบุคคลและศิลปะด้วยนั่นเอง เคยมีการทำวิจัยว่าถ้าหากโลกนี้ไม่มีศิลปะเรานั้นจะทำอย่างไรอยู่ด้วย

ซึ่งเป็นการหาคำตอบในเชิงการทดสอบความรู้และความเข้าใจในเรื่องของศิลปะและทดสอบความใส่ใจในเรื่องศิลปะของจิตใจมนุษย์ด้วยแน่นอว่าคำตอบนั้นก็แตกต่างกันไปมากมายแต่มีคำตอบที่น่าสนใจและถือว่าเป็นเหตุผลที่น่าคิดถ้าหากโลกเราไม่มีศิลปะโลกเรานั้นจะเป็นอย่างไร

ความคิดเห็นที่มนุษย์เรานั้นตอบกันโดยส่วนใหญ่มีจะตอบว่าถ้าหากโลกเราไม่มีศิลปะโลกเรานั้นก็จะไม่สวยงาม ซึ่งถือว่าเป็นคำตอบที่ดีและค่อนข้างตรงกับความเป้นจริงอย่างมาก อย่างที่ทุกคนเข้าใจว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสรรค์ความสวยงามและผลงานศิลปะส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลงานที่มีความสวยงามที่แตกต่างกันทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วถ้าหกาโลกไม่มีศิลปะโลกนี้ก็จะไม่มีความสวยงามและก็จะทำให้โลกนั้นเกิดความไม่น่าอยู่

คำตอบต่อมาที่ได้ก็คือ จิตใจมนุษย์นั้นจะไม่มีความอ่อนโยนเพราะไม่ได้ถูกขัดเกลาจากศิลปะนั่นเอง คำตอบนี้ถือว่าเป็นคำตอบที่ได้มาจากคนที่ค่อนข้างมีความรู้ในศิลปะในระดับหนึ่ง เพราะศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้มนุษย์นั้นมีจิตใจที่อ่อนไหว ทั้งอ่อนโยนและเข้มแข็งก็ล้วนเกิดจากสิ่งที่เป็นศิลปะทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วถ้าหากโลกเรานั้นไม่มีศิลปะโลกเราก็อาจจะเต็มไปด้วยความโหดร้ายความตรงไปตรงมา สรุปได้ก็คือศิลปะช่วยทำให้จิตใจของมนุษย์มีความอ่อนไหวทำให้โลกเรานั้นน่าอยู่ขึ้นและเป็นสิ่งที่ท้าทายเพราะความอ่อนไหวของมนุษย์

ก็จะไม่ทราบถึงอดีตที่เคยผ่านมา เพราะศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยในการบันทึกเรื่องราวในอดีตไว้ เพราะถ้าหากมนุษย์ไม่รู้จักศิบปะในตอนนั้นก็จะทำให้ไม่เกิดการสร้างสรรค์รูปวาดต่างๆที่บ่งบอกเรื่องราวเหตุการร์ในช่วงขณะนั้นนั่นเอง เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างมากก็ว่าได้ ไม่พัยง้ท่านั้น เมื่อมีการบันทึกเรื่องราวต่างๆด้วยการสร้างสรรคืก็มีการทำเช่นนั้นสืบต่อกันมาและเป็นสิ่งที่นำมาพัฒนาจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ๆในอนาคตนั่นเอง 

ดังนั้นถ้าหากโลกนี้ไม่มีศิลปะก็คงจะไม่ได้เพราะถ้าหากไม่มีศิลปะก็ถือว่ากระทบต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ในหลากลายด้านเลยทีเดียวและในปัจจุบันศิลปะก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆเพราะมีการพัฒนาและต่อยอดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้อย่างมากมายเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์888

ความสำคัญของศิลปะในโลกปัจจุบัน

ศิลปะเป็นสิ่งที่เริ่มมีความสำคัญขึ้นมาเรื่อยๆจากในอดีตจนกระทั่งในปัจจุบัน ศิลปะมีการพัฒนาไปตามยุคตามสมัยและเป้นสิ่งที่ใช้ในการถ่ายทอดความเป็นไปในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี ศิลปะจึงถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญในทุกยุคสมัยแต่ในการให้ความสำคัญกับศิลปะนั้นก็เป็นสิ่งที่แตกต่างกันไป

เพราะในช่วงแรกของการเกิดขึ้นของศิลปะนั้นผู้คนก็ไม่ได้รู้ว่าสิ่งนี้คือศิลปะเป็นเพียงการวาดภาพและเขียนเพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในตอนนั้นหรือช่วงเวลานั้นเพียงเท่านั้น หากเปรียบศิลปะในยุคนั้นก็น่าจะเป็นเหมือนไดอารี่ที่เอาไว้เพื่อบันทึกเรื่องราวประจำวันหรือเรื่องราวที่มีความสำคัญเสียมากกว่า

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ศิลปะมีการพัฒนาขึ้นผู้คนก็เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นเพราะศิลปะไม่ได้เพียงแต่เป็นการบันทึกหรือบอกเล่าเรื่องราวเพียงเท่านั้นอีกต่อไป แต่หากเป็นการสร้างความผ่อนคลายและสบายอารมณ์ได้จากทั้งผู้สร้างสรรค์เองหรือตัวผู้ชมผลงานเหล่านั้นนั่นเอง 

การสร้างสรรค์ที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากความคิดและจินตนาการ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญกับโลกปัจจุบันมาก เพราะในปัจจุบันนั้นคนเรามีการดำเนินชีวิตและวิถีชีวิตที่แตกต่างไปมากจากเมื่อก่อน เมื่อการสร้างสรรค์ถูกถ่ายทอดออกมาจากจินตนาการของคนๆหนึ่งแน่นอนว่าในโลกปัจจุบันสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะนำไปต่อยอดและพัฒนาให้เป็นศิลปะหรือสิ่งที่ดีได้มากขึ้นในอนาคต

การได้รับการซึมซับในความเป็นศิลปะ เมื่อศิลปะมีการเติบโตมากขึ้นการที่ศิลปะนั้นจะมีบทบาทในชีวิตมากขึ้นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก การได้รับการซึมซับที่มากขึ้นเป็นเรื่องที่เกิดมาจากการเจริญเติบโตของศิลปะนั่นเอง ดังนั้นแล้วการซึมซับถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำใคนในแต่ละยุคสมัยนั้นมีการสร้างสรรค์ในเรื่องของศิลปะให้มีความแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น

การใช้โอกาสจากศิลปะในด้านต่างๆ ศิลปะเป็นสิ่งทีร่เปิดกว้างดังนั้นแล้วในปัจจุบันจึงนำศิลปะไปต่อยอดหรือนำไปประยุกตืใช้ให้เข้ากับสิ่งต่างๆรอบตัวเราได้และก็เกิดการสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหม่ๆนั่นเอง

การเรียนรู้เพื่อความเข้าใจในการผสมผสานและนำศิลปะมาใช้อย่างถูกวิธี เมื่อเรานั้นรู้วิธีรู้จักและเข้าใจศิลปะอย่างถูกต้องแล้วเราก็จะสามารถนำศิลปะนั้นๆไปสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้อีกมากมายอย่างถูกวิธีและเมื่อสิ่งเหล่านั้นถูกใช้ไปในทางที่ถูกที่ควรก็จะเป็นการเพิ่มคุรค่าให้สิ่งเหล่านั้นมากยิ่งขึ้นไปด้วย

การถ่ายทอดไปยังรุ่นสู่รุ่น อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าศิลปะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยดังนั้นแล้วในแต่ละยุคเมื่อเกิดการสร้างสรรค์ศิลปะที่สวยงามก็จะเป็นสิ่งที่ถูกสืบทอดและนำไปพัฒนายังรุ่นต่อๆไป

 

สนับสนุนโดย  ole777

ประวัติของสะพานหันในสมัยรัชกาลที่2

ซึ่งเกาะพระนครหลังจากที่ได้มีการขุดคูเมืองขึ้นมาและได้ทำการสร้างสะพานขึ้นมาเพื่อที่จะให้คนภายในเมืองและนอกเมืองสามารถที่จะเดินทางเข้าออกได้และสะพานนั้นก็คือ สะพานหันนั่นเอง

โดยในสมัยแรกๆสะพานหันมีสภาพที่เป็นแค่เพียงไม้กระดานเท่านั้นเป็นแค่ไม้กระดานแผ่นเดียวที่พาดเอาไว้ถามว่าทำไมเพราะว่าในสมัยก่อนการรักษาความปลอดภัยมันยังต้องมีอยู่และเช่นเดียวกันที่สะพานพระนครได้มีสะพานก็คือสะพานหันในช่วงกลางวันก็จะเป็นแผ่นไม้พาดเอาไว้ให้คนสามารถเดินทางเข้าออกอะไรต่างๆได้แต่ในเวลากลางคือเขาจะมีการหันสะพานเก็บเข้าไปในพระนครก็คือหันเข้าไปในพระนครทำให้คนไม่สามารถเดินทางเข้าออกในเวลากลางคืนได้ส่วนในเวลาเช้าก็หันสะพานกลับมาใหม่คนก็สามารถที่จะเดินทางไปมาได้

เนื่องจากความปลอดภัยแล้วนั้นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประโยชน์ของการหันได้ของสะพานนั่นก็คือเรื่องการเดินทางทางน้ำนั่นเองแน่นอนแล้วว่าในสมัยก่อนคนไทยเราเดินทางกันทางน้ำรวมถึงพวกขบวนเสด็จต่างๆด้วยก็มีการเสด็จทางชลมารคเหมือนกัน

ดังนั้นการมีสะพานพาดอยู่บางทีมันไม่สะดวกการที่สะพานมันหันเข้าหันออกไปก็ทำให้การเดินทางทางน้ำสะดวกยิ่งขึ้นและนี่ก็คือที่มาของชื่อสะพานหันนั่นเองที่คนก็เลยเรียกสะพานนี้ว่าสะพานหันหมายถึงสะพานที่มันหันไปหันมาพับเข้าพับออกได้ตั้งแต่นั้นมา

เพราะฉะนั้นแล้วอย่างไรก็ตามประวัติที่น่าสนใจของสะพานหันยังไม่จบแค่นี้เพราะว่าในยุคสมัยต่อมาสะพานหันก็พังลงไปหลายรอบก็มีการซ่อมขึ้นมาใหม่อะไรต่างๆและแม้ว่าการซ่อมในยุคสมัยต่อมาในรัชกาลที่2ต่อมาสะพานมันจะหันไม่ได้แล้วกลายมาเป็นแผ่นไม้พาดมาอย่างถาวรแต่ก็ยังมีคนเรียกสะพานนี้ว่าเป็นสะพานหันกันต่อมา

ซึ่งสะพานหันที่ใช้ในรัชกาลที่2ก็ใช้กันต่อมาเรื่อยๆมีการปรับปรุงซ่อมแซมกันมาเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงรัชกาลที่4ปรากฏว่าสะพานก็พังลงไปแล้วทุกคนก็รู้สึกว่ามันไม่ได้แล้วสะพานหันเป็นเพียงแค่แผ่นไม้มันไม่สะพวดเลยประกอบในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีฝรั่งเข้ามาทำการค้าขายอะไรในกรุงเทพค่อนข้างมาก

โดยฝรั่งก็ได้นำเอาอะไรเข้ามาอีกหนึ่งอย่างและสิ่งที่ฝรั่งเอาเข้ามาก็คือรถม้าดังนั้นสะพานที่เป็นแค่แผ่นไม้ต่อให้เพิ่มต่อจากแผ่นเดียวเป็นสองแผ่นแล้วการเดินรถรถม้ามันก็ไม่สะดวกเลย

เมื่อในสมัยรัชกาลที่4ก็เลยมีการปรับปรุงซ่อมแซมให้สะพานหันกลายมาเป็นสะพานที่มีโครงเหล็กแล้วก็เป็นไม้ให้อยู่ด้านบนแทนก็ทำให้รถม้าวิ่งผ่านได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

การเมืองไทย การปฏิวัติสยาม2475

ซึ่งหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยามมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อวันที่10ธันวาคม 2475 เกมการเมืองและอำนาจก็เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่มีการคานอำนาจกันระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าได้แก่ สายนิยมเจ้า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และกลุ่มคณะราษฎรที่แบ่งเป็นสายทหารและพลเรือน

นอกจากนี่ยังได้มีการใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นรัฐสภาและได้ใช้วังปารุสก์เป็นทำเนียบรัฐบาลโดยคณะราษฎรหวังจะเปลี่ยนแปลงการเมืองและนำเอาประเทศเข้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย 

โดยจะใช้อำนาจผ่านผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญัติคณะราษฎรสามารถตกลงกับอำนาจเก่าและคงที่นั่ง สส. ไว้ในสมาชิกสภาชุดชั่วคราวได้เกิดครึ่งนิดหน่อยคือจากทั้งหมด70ที่ก็ได้ สส. ฝ่ายตนไว้40ที่และเพื่อเป็นการประนีประนอมและหาจุดร่วมในสังคมในด้านอำนาจบริหารคณะรัฐมนตรีทั้ง20คนฝ่ายคณะราษฎรยอมให้กลุ่มอำนาจเก่าเป็นแกนนำในคณะบริหาร

ซึ่งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คือ พระยามโนปกรณนิติธาดา และตำแหน่งรับมนตรีประจำกระทรวงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยกระทรวงกลาโหมกระทรวงการคลัง  พระยามโนปกรณนิติธาดา ก็ได้แต่งตั้งข้าราชการจากระบอบเก่าที่เคยมีตำแหน่งใหญ่ระดับเสนาบดีมาเข้าร่วมรัฐบาลทั้งหมด

ส่วนคณะราษฎรในคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีอยู่ครึ่งหนึ่งคือ10คนซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ประจำกระทรวงหรือเรียกอีกชื่อว่า “รัฐมนตรีลอย” เพื่อคานอำนาจในการบริหารคอยยกมือออกเสียงในในการประชุม ครม.เท่านั้นไม่มีรัฐมนตรีประจำกระทรวงไหนมีพื้นเพเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเลย

แต่สิ่งที่จุดระเบิดทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มคณะราษฎรกับกลุ่มอำนาจเก่าจนความขัดแย้งทวีความรุนแรงจนต้องรบกันเป็นเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า “ กบฏบวรเดช “ และคนที่สนใจประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยอยู่แล้วคงเคยได้ยินกันว่าชนวนการที่ฝ่ายคณะราษฎรดื้อดึงจะให้รัฐบาลประกาศใช้ “แผนเค้าโครงเศรษฐกิจ “ ของนายปรีดี พนมยงค์

ซึ่งว่ากันว่าหากได้ทำตามแผนนี้ประเทศสยามจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ข้อกล่าวหานี้เป็นจริงหรือไม่มันมีปัจจัยอื่นอีกไหม เรื่องราวสถานการณ์เมืองในช่วงนั้นหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในฉบับถาวารแล้วโร้ดแม็ปของการสร้างประชาธิปไตยก็คือการกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นมา

โดยมันควรจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ของปี2476และการเลือกตั้งของนี้มันก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ยังไม่ใช่การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเต็มใบคือจะแบ่ง สส. ออก เป็นสองประเภท ประเภทที่หนึ่งจะได้จากการ “เลือกตั้งทางอ้อม” คือเลือกตั้งจากส่วนท้องถิ่นก่อนโดยประชาชนเลือดผู้แทนตำบลแล้วผู้แทนตำบลก็จะเป็นผู้เลือกผู้แทนราษฎรอีกที

นอกจากนี้ สส. ประเภทที่สองคือผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งปัญหาก็คือใครจะมาแต่งตั้งคณะราษฎรจะตั้งทั้งหมดเลยและมีใครภามฝ่ายระบอบเก่าหรือยัง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ ถูกกฎหมาย

คนสยามสมัยก่อน

ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ เรื่องนี้มีที่มาจากนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษโดยชายชาวอังกฤษผู้นี้เป็นคนที่ชอบการท่องเที่ยวแสวงหาความรู้สึกเขาก็จะเดินทางไปที่ต่างๆมากมายในเอเชียอาคเนย์ด้วยความที่ว่าในสมัยนั้นยังไม่มีกล้องไม่มีมือถืออะไรเลย

โดยการที่จะบันทึกอะไรด้วยความประทับใจส่วนใหญ่ก็จะเป็นผ่านปลายปากกาและในเนื้อความบันทึกที่ชายชาวอังกฤษที่ได้เขียนก็จะมีเรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะเป็นจากชาวพม่าชาวมาลายู

ซึ่งก็รวมไปถึงเรื่องราวของสยามแลนด์ด้วยในนี้เขาก็ได้กล่าวถึงน่าตาการใช้ชีวิตและก็บุคลิกนิสัยของคนชนชาติแทบนี้อยู่เราจะพูดแต่เพียงชาวไทยเท่านั้น

กล่าวว่าหน้าตาของชาวสยามจะค่อนข้างเหมือนกับพวกชาวมาลายูคือจะมีโหนกแก้มที่สูงมีจมูกที่แบนแล้วก็จะมีตาค่อนข้างไปทางคนจีนแต่ว่าจะมีรูปร่างที่เหมือนชาวพม่าถึงแม้ว่าหน้าตาส่วนใหญ่จะค่อนข้างไปทางชาวมาลายูแต่ชาวสยามก็ไม่ได้มีนิสัยชอบเจ้าคิดเจ้าแค้นเหมือนชาวมาลายูที่เขาได้พูดแบบนี้ก็เพราะว่าเขาเคยเห็นชาวมาลายูมีการจับผู้คนเคราะห์ร้ายยี่สิบคนมาบูชายัญเพื่อความเจ็บปวดความเสียใจของเขา

เนื่องจากว่าในสมัยนั้นมันมีคำว่าวิ่งไล่คนเถื่อนอยู่และมันจะสื่อถึงการที่มีคนมาลายูออกมาตามท้องถนนเพื่อถึงมีดคมๆแทงคนที่เข้ามาขวางหน้าเพื่อทำการล้างแค้นอะไรก็ตามที่เขาได้โมโหในตอนนั้น

ส่วนชาวสยามนั้นหาได้เป็นเช่นนั้นไม่แต่ถึงแม้ว่าชาวสยามจะเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบแสดงออกในเวลาโกรธก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีความโกรธเพียวแค่พวกเขานั้นได้เก็บความเกียจชังเอาไว้เท่านั้นเองช่วงที่ข้าเจ้าได้เข้ามาอยู่บางกอกข้าเจ้ายังจำได้ว่าไม่เคยเห็นชาวสยามผู้ใดเคยออกมาตบตีกันทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขานั้นได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กให้เป็นคนที่อยู่ในโอวาดเคารพผู้ใหญ่

ซึ่งตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินผู้ที่ได้เป็นที่รักของเขาจนถึงคนที่มีระดับสูงเจ้าเขาถึงแม้เพียงแค่ขั้นเดียวก็ตามสำหรับคนที่ด้อยกว่าชาวสยามก็จะไม่ได้ทำเหมือนกับว่าคนนั้นด้อยกว่าคือเขาจะให้ความเคารพเช่นเดียวกันกับว่ามีฐานะเท่าเทียมกับเขาเลย

ดังนั้นในส่วนเรื่องของสุขภาพนั้นนายิวก็ได้กล่าวถึงชาวสยามในสมัยนั้นเป็นบันทึกที่ได้บอกว่าวันนั้นผมได้กินกับข้าวกับนายฮันเตอร์พ่อค้าชาวอังกฤษที่ภายหลังได้รับพระราชทานยศให้เป็นหลวงอาวุธพิเศษประเทศพาณิชย์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

กฎหมายในรัชสมัยรัชกาลที่5

สำหรับกฎหมายที่ได้ใช้กันในสมัยก่อนในรัชกาลที่5ก็จะเป็นกฎหมายตรา3ดวงยังจำกันได้หรือไม่ในห้องเรียนคือกฎหมายเหล่านี้ได้บัญญัติขึ้นมาก็เพื่อให้โทษของกฎหมายนั้นได้มีความเด็ดขาดรุนแรงไม่ให้อ้ายหรือว่าอีหน้าไหนมาเรียนเอาไปเป็นแบบอย่างคิดที่จะทำร้ายผู้อื่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำร้ายแผ่นดินจนบางครั้งมันก็น่าแปลกใจว่าสังคมที่สงบสุขอย่างอยุธยามันจะต้องมีกฎหมายอะไรโหดๆแบบนี้ขึ้นมาหรือเพราะว่ามันมีกฎหมายโหดๆแบบนี้กฎหมายมันเลยสงบสุข

ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้วคนที่โดนบทลงโทษอย่างหนักก็มักจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับตัวพระมหากษัตริย์เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วมันจะมีเรื่องราวการชิงแผ่นดินอะไรขึ้นมาแน่นอนแล้วว่าพวกกฎหมายร้ายแรงกว่านี้มันก็จะต้องไปกระทบกับพวกขุนนาง

เนื่องจากนี้ในสมัยก่อนสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในการลงโทษก็จะขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์ก็อาจจะถือได้ว่ากฎหมายอาจจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือของกษัตริย์ที่จะใช้กำจัดขุนนางนอกแถว

ซึ่งในการประหารแบบไทยๆมันก็ไม่ใช่ฟันทีเดียวแล้วตายเลยอย่างฝรั่งเลยมันตายง่ายเกินไปมันจะต้องมีการทรมานก่อนเราจะพูดไปทีละขั้นๆถ้าได้อ่านเรื่องนี้จบแล้วเพื่อนอาจจะคิดว่าการประหารด้วยท่อนจันทร์หรือว่าการตัดหัวมันอาจจะเป็นการประหารที่แบบพระกรุณาอย่างยิ่งมากๆเลยก็ว่าได้

ดังนั้นโทษทัณฑ์สมัยก่อนมันก็จะมีตั้งแต่การภาคทัณฑ์ไปจนถึงประหารกันเลยทีนี่เรามาเริ่มกันเบาะๆกับโทษทัณฑ์แบบเบาๆกันก่อนดีกว่าการลงโทษแบบเบาะๆแบบกฎหมายไทยก็จะมีด้วยกัน11อย่าง

ซึ่งในการลงโทษเหล่านี้ส่วนใหญ่ผู้ที่โดนก็จะเป็นพวกชาวบ้านและเราจะมาเข้าสู่ช่วงเรื่องเล่าชาวบ้านถึงแม้ว่าพวกโทษต่างๆเหล่านี้มันเป็นของชาวบ้านเพราะว่ามันจะเป็นพวกประเภทเป็นโจนลักทรัพย์ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมันก็จะมีตั้งแต่การตีด้วยหวายการตัดนิ้วการตัดเทาทั้งสองการตักหูทั้งสองการตัดมือตัดจมูกแหวะปากจับเข้าคุกประหารหรือว่าจับเสียบทั้งเป็น

นอกจากนี้จากจดหมายของพวกฝรั่งที่เข้ามาเยือนในเมืองไทยเขาก็ยังบอกอีกว่ามันยังมีการลงโทษโดยให้เดินลุยน้ำลุยไฟอีกด้วยและในวิธีการนี้มันก็จะเป็นพิธีการจับพิรุธเสียมากกว่าคือให้ขุดรางแล้วให้ใส่ถ่านร้อนๆเข้าไปยาวๆเสร็จแล้วก็จะให้จำเลยเดินเข้าไปเยียบคือเท้าให้พองก่อนคนนั้นแพ้ความเรียกได้ว่ามันไม่ต่างอะไรกันเลยจากแม่มดที่ทำการสืบสวนของพวกฝรั่งกันเลยทีเดียว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

การเล่นผีของชาวมอญที่จังหวัดราชบุรี

สำหรับการเล่นผีของชาวมอญนี้จะเล่นกันเฉพาะในวันสำคัญคือวันสงการต์การเล่นผีของชาวมอญในจังหวัดราชบุรียังคงมีการอนุรักษ์เอาไว้เพราะเนื่องจากว่ายุคสมัยที่มีวัฒนาการต่างๆก้าวหน้าไปการเล่นผีของชาวมอญก็จะค่อยๆหายไปแล้วทำให้ผู้คนอื่นๆเขาจะไม่ค่อยรู้กันว่าชาวมอญได้มีการละเล่นผีแบบนี้กันจริงๆหรือไม่วันนี้เราได้รวบรวมการเล่นผีของชาวมอญมาให้ทุกคนได้รับฟังกันว่าการเล่นผีของชาวมอญนั้นได้มีการเล่นกันยังไง

เราจะพูดถึงความรู้กันก่อนว่าการเล่นผีของชาวมอญจำเป็นที่จะต้องมีเจ้าพิธีเพราะเนื่องจากว่าเจ้าพิธีจะมีหน้าที่สำคัญในการเชิญผีเข้ามาในร่างแล้วก็เชิญผีออกจากร่างรวมไปถึงการรวบคุมการกำกับการดูแลร่างเพื่อไม่ให้ร่างเกิดอัตรายจากการเล่น

เนื่องจากว่าเวลาที่ผีได้เข้าสิงร่างผู้เล่นจะไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองได้จำเป็นที่จะต้องมีเจ้าพิธีอัญเชิญผีเข้าโดยการจุดธูปเทียนมีดอกไม้เป็นเครื่องบูชาแล้วถ้าหากว่าจะเชิญผีออกจากร่างก็จะต้องส่งเวียงดังๆเข้าไปที่หูโดยทำผ่านเจ้าพิธี

โดยการเล่นผีของชาวมอญไม่ใช่เป็นการเข้าร่างขอหวยขออะไรแต่นี่มันเป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานชาวบ้านว่ากันว่านี่คือสีสันประจำประเพณีสงการต์ของชาวมอญกันเลยหากประเพณีสงการต์ไม่มีการเล่นผีจะถือว่ามันไม่สมบูรณ์แบบเราก็เลยไปหาข้อมูลในการเล่นผีต่างๆของชาวมอญว่าเขามีการเล่นผีอะไรกันบ้าง

สำหรับเรื่องแรกที่ชาวมอญชอบเล่นกันก็คือผีกะลาการเล่นผีกะลานั้นคนดูก็จะมีการนั่งล้อมวงกันแล้วจะมีผู้เล่นนั่งอยู่ตรงกลางและเจ้าพิธีหรือคนที่เขาคอยดูแลร่างทรงจะทำการปิดตาผู้เล่นจุกธูปเทียนเชิญผีเข้าสิงในร่างกลุ่มผู้เล่นคนดูจะเริ่มเรียกร้องผีเข้ามาสิงโดยการปรบมือกันเป็นจังหวะแล้วทุกคนจะร้องพร้อมกันว่ากุกุกะมาเยอ เร็วเข้าๆจะเป็นการร้องซ้ำๆแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีสิงเข้ามาสิงในร่าง

นอกจากนี้เมื่อได้มองเห็นผู้เล่นเริ่มจะมีอาการตัวสั่นก็จะเร่งจังหวะที่เร็วขึ้นๆเพื่อให้รู้ว่าผีได้เข้ามาสิงร่างแล้วเมื่อผีได้เข้ามาสิงร่างแล้วเจ้าพิธีจะทำการเปิดผ้าที่ปดตาออกผู้เล่นจะเริ่มเคราะกะลาตามจังหวะเพลงที่ชาวบ้านที่กำลังร้องกันแล้วก็มีการรำกันบางทีคนดูก็อินไปจนถึงรำเป็นเพื่อนของร่างทรงคนนี้ด้วยเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

อาถรรพ์เมืองลับแลกลางป่าเปลี่ยว

สุขใดเล่าเท่ากับกินเหล้าเปิดเพลงหลังจากที่รุ่นน้องสองคนได้ออกไปซื้อเหล้าผมก็เบาเสียงเพลงคนเมาเต็มที่มักจะไม่ค่อยได้ยินเสียงเพลงมันไม่ต่างอะไรกับบาร์ที่ชอบเปิดเพลงเสียงดังๆให้รู้ค้าฟังสักพักผมก็เปิดเพลงเพื่อชาร์จแบตเอาไว้รอเปิดตอนที่ซื้อเหล้ากลับมา

นอกจากนั้นลมที่เยือกเย็นมันก็พัดมาบรรยากาศชวนให้ขนลุกพิกลสักพักก็ได้มีเสียงดนตรีได้ลายตามลมมาถ้าผมจำไม่ผิดว่ามันเป็นเสียงแห่กลองยาวฉาบ แต ฆ้องจังหวะนั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

ซึ่งผมก็ได้คิดไปว่าใครมาแห่อะไรดึกที่วัดมีงานอะไรหรือเปล่าและผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากสักพักเอกกับป๊อบก็กลับมาเท่าที่ฟังเสียงบิดเร่งเครื่องมามันทั้งสองขี่รถไวจริงผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเพราะพวกนี้เมาแล้วชอบขับรถไวทุกทีจากนั้นทั้งสองก็ได้ลงรถมาอย่างรีบๆและไม่มีท่าทีที่จะอยากดื่มเหล้าต่อผมก็เลยบอกมันว่าเมื่อไรจะเปิดเหล้ากูอยากกินเต็มทีแล้ว

นอกจากนี้หลังจากที่นั่งกินเหล้าอยู่ผมก็ได้ถามหาบุหรี่จากนั้นทั้งสองมันบอกว่ารถล้มแล้วหายและบอกว่าผมได้เจอของดีตอนที่ผมได้ไปซื้อเหล้าตอนไปไม่มีอะไรแต่ตอนกลับเท่านั้นแหละเจอของดียังไงผมได้ให้เอกขับเพราะว่าผมเมากว่ามันป๊อบบอกขากลับช่วงภูเขาบ้านตาหนองมีใครไม่รู้ได้ใส่ชัดขาวอยู่เต็มถนนเลยมีแตรวงด้วยเอกได้เห็นก่อนมันเลยชี้ให้ผมดูด้วยความเมาผมจึงตะโกนออกไปด้วยเสียงที่ดังเฮ้ยทำอะไรกันขวางถนนเต็มไปหมดเลยจะไปไหนกัน

ซึ่งคนแถวนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกันเลยเห็นหน้าพวกมันไหมไม่เห็นเลยเห็นแต่พวกมันใส่ชุดขาวบางคนถืออุ้มมอะไรก็ไม่รู้คล้ายกับพานบางคนก็ถือธงบางคนก็ไม่ถืออะไรเลยมีคล้ายแตรวงนำหน้าสักพักผมได้มองว่าจะไปไหนกันพี่เชื่อไหมคนทั้งกลุ่ม20-30คนเดินเข้าไปในป่าทางเข้าบ้าน ตาหนอง 

หลังจากที่พวกเขาได้เห็นแบบนั้นเอกก็ได้ปล่อยรถล้มของที่ซื้อมาได้หล่นหมดพวกผมไม่ได้เก็บเลยรีบเอารถขึ้นแล้วบิดมาเลยหายเมาไปทันทีเหลือแต่เหล้าขวดเดียว สงสัยพวกมึงเจอดีเข้าให้แล้วแหละไม่ต้องกินกันต่อแล้วขนผมลุกขึ้นมาทันที

จากนั้นผมก็ได้สั่งให้พวกน้องๆเก็บของไม่ต้องกินแล้วป๊อบมึงจะกลับบ้านเลยไหมจะกลับบ้านยังไงเส้นทางบ้านผมต้องกลับไปทางเดียวกันที่พึ่งเจอดีมาผมไม่กล้าไปหลอกพี่ผมกลัวผีงั้นก็นอนที่นี่ก็ได้รุ่งเช้าค่อยกลับ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  v9bet

เรื่องราวที่สหรัฐทิ้งนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

ระเบิดที่ได้นำเอาไปทิ้งที่ฮิโรชิมากับนางาซากิมันมีอะไรที่มากกว่าที่เรารู้ๆกันสหรัฐได้ปกปิดอะไรพวกเราเอาไว้แล้วรู้หรือไม่ว่าโตเกียวก็เคยตกเป็นเป้าปรมาณูแต่มันได้ถูกยกเลิกไปด้วยเหตุผลโง่ๆถ้าหากว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังไม่เคยผ่านหูผ่าตาของเพื่อนๆบอกเลยว่ามันแน่ๆ 

ประเทศสหรัฐได้ให้ยาพิษแก้นักบินของตัวเองก่อนที่จะออกบินไปทิ้งระเบิดสหรัฐก็ได้ให้คำสั่งกับนักบินของตัวเองว่าพวกเขาจะต้องไปทำภารกิจอะไรสักอย่างหนึ่งแต่จะมีเพียงแค่สามนายเท่านั้นจาก12นายที่รู้ว่าแท้จริงแล้วภาระกิจของเขานั้นมันคืออะไรและที่ขนขึ้นมาบนเครื่องบินมันไม่ใช่แค่ระเบิดธรรมดา

นอกจากนั้นนักบินแล้วก็ลูกเรือก็ยังได้รับยาชนิดหนึ่งมันคือไซยาไนด์เป็นยาพิษที่ร้ายแรงโดยลูกเรือทุกคนได้รับคำสั่งว่าถ้าหากทำภารกิจผิดพลาดเครื่องบินถูกยิงตกเพราะว่าพวกเขาจะต้องตกลงตายเพราะว่าเครื่องบินแต่ถ้าหากว่าดวงแข็งรอดมาได้ก็อย่ากลับมาให้กินยาพิษนี้ซะเพราะว่าพวกนายทำภารกิจไม่สำเร็จ

ซึ่งสหรัฐจริงๆแล้วเขาก็ปิดบังอะไรเราไม่เยอะมากเลยและเรามาดูข้อต่อไปกันต่อเลยสหรัฐได้ปิดบังเรื่องอื่นอีกในตอนแรกสหรัฐอเมริกาได้ปฏิเสธในข้อเท็จจริงที่ว่าระเบิดนิวเคลียร์มันมีกัมมันตรังสีที่มันจะส่งผลกับมนุษย์ไปอีกยาวไกลเป็นอย่างมาก

ทั้งนั้นสหรัฐก็ยังบอกว่าการโจมตีโดยการทิ้งระเบิดนี้มันเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่ามันจะมียอดของผู้เสียชีวิตน้อยกว่าการบุกเข้าไปโจมตีด้วยกำลังพลแล้วมันก็จะทำให้ญี่ปุ่นยอมอย่างง่ายดายแต่สิ่งที่เรารู้ๆกันอยู่ว่ามันน้อยหรือไม่และยังเก็บเอากำลังพลไปด้วยไม่รู้กี่คน

นอกจากนี้ก่อนหน้าที่จะมาทิ้งนิวเคลียร์จริงๆสหรัฐก็ได้วางแผนทิ้งนิวเคลียร์ที่แผ่นดินญี่ปุ่นอยู่หลายรอบหลักฐานอีกอย่างหนึ่งว่าสหรัฐเขาก็ตั้งใจที่จะมาทำการทดลองนิวเคลียร์ก็คือมีการซ้อมแบบหลอกๆ

โดยการทิ้งระเบิดน้อยๆที่มีลักษณะเหมือนกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ทิ้งในฮิโรชิมาและที่นางาซากิแต่ว่าระเบิดพวกนี้มันจะไม่มีสารกัมมันตภาพรังสีอยู่

ซึ่งมันจะมีชื่อว่าระเบิดฝักทองชื่อเหมือนจะน่ารักแต่ความเสียหายไม่น่ารักเท่าไหร่ว่ากันว่าสหรัฐได้ทิ้งระเบิดพวกนี้ลงในแผ่นดินญี่ปุ่นราวๆประมาณ40กว่าลูกมันจะเป็นการทิ้งระเบิดเพื่อทำการทดสอบดูแรงของลมน้ำหนักหรือว่าอะไรทำนองนี้ก็ตามที่จะทำให้นิวเคลียร์ได้ลงมาและส่งผลได้อย่างแท้จริงเพื่อในการทำการทดลองแบบหลอกๆจากนั้นก็ได้ทิ้งระเบิดของจริงลงไป

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  betbb