ตำรวจจับผัว-เมียเปิดเพจปล่อยเงินกู้แล้วปิดเพจหนี เหยื่อสูญเสียเกือบล้าน 

    ตำรวจจับผัว-เมียเปิดเพจปล่อยเงินกู้  ในช่วงที่ยุคเศรษฐกิจไม่ดีอย่างนี้การทำงานหาเงินนั้นค่อนข้างยากดังนั้นผู้คนจึงหันมากู้เงินมาใช้จ่ายซึ่งแน่นอนว่าการกู้เงินถ้ากู้จากทางธนาคารนั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยากยิ่งเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำแล้วไม่สามารถที่จะกู้เงินกับทางธนาคารได้ผ่าน

ดังนั้นช่องทางที่พวกเขาเหล่านี้เลือกก็คือการกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ที่ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เอกสารทางการเงินมากมายนักซึ่งก็คือการกู้เงินแบบผิดกฎหมายนั่นเองถึงแม้ว่าการกู้เงินแบบนี้จะส่งผลทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่แสนแพงกว่าปกติก็ตาม

        อย่างไรก็ตามพวกแก๊งมิจฉาชีพได้ใช้ในช่วงที่คนกำลังเจอวิกฤตปัญหาทางการเงินแบบนี้อาศัยจังหวะในเรื่องของการแอบอ้างมาเป็น คนปล่อยเงินกู้และมีเหยื่อเข้าไปหลงเชื่อทำการขอกู้ยืมมากมายซึ่งแน่นอนว่าพวกที่หลงเชื่อก็ไปกู้ยืมนั้นก็จะต้องเสียเงินเสียทองไป

และที่สำคัญเงินที่จะยืมก็ไม่ได้อีกด้วยอย่างเช่นเมื่อช่วงประมาณเดือนเมษายนปีพ.ศ 2564 ได้มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเปิด Facebook ขึ้นมาแล้วระบุว่ามีการปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำซึ่งมีคนหลงเชื่อไปติดต่อขอกู้เงินเป็นจำนวนมาก

      สำหรับสามีภรรยาคู่นี้ใช้เป็นวิธีการว่าถ้าหากใครอยากจะทำการกู้เงินจะต้องมีการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมไปให้กับทางสามีภรรยาคู่นี้ก่อนแล้วถ้าหากใครหลงเชื่อมีการโอนเงินค่าธรรมเนียมไปให้สามีภรรยาคู่นี้ก็จะบล็อกการติดต่อทุกช่องทางทันทีและโกงเงินที่เป็นเงินค่าธรรมเนียมที่คนกู้ได้ส่งไปให้หลังจากนั้นก็ปิด Facebook หนีไป

ซึ่งวิธีการนี้มีผู้ที่หลง เชื่อตกเป็นเหยื่อเป็นจำนวนมากโดยมีผู้ที่ถูกหลอกลวงจากสามีภรรยาคู่นี้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจให้ดำเนินคดีซึ่งจำนวนผู้ที่หลงเชื่อนั้นมีมากกว่า 10 คนด้วยกันโดยมีมูลค่าความเสียหายทั้งหมดรวมกันแล้วอยู่ที่ประมาณ แปดแสนกว่าบาท 

           อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 14 เดือนมกราคมปีพศ. 2565  เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถที่จะติดตามตัวสองสามีภรรยามิจฉาชีพคู่นี้มาได้หลังจากนั้นก็ได้มีการสอบสวน 2 สามีภรรยาคู่นี้อย่างไรก็ตามเบื้องต้นนั้นทั้งคู่ยังคงให้การปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเปิดเพจเพื่อทำการปล่อยเงินกู้และยักยอกเงินค่าธรรมเนียมค่าภาษีต่างๆ

ในการหลบหนียืนยันว่าทั้งคู่นั้นเป็นคนที่บริสุทธิ์ซึ่งเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อทำการเอาผิดสองสามีภรรยาคู่นี้ให้ได้เบื้องต้นนั้นสองสามีภรรยาคู่นี้จะได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งไปยังสภ. บ้านสวนเพื่อทำการควบคุมตัวเอาไว้ก่อน 

 

สนับสนุนโดย.  huaydee

ประวัติของ Three Sisters Rock 

        เชื่อว่าหากใครที่เคยมีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่ประเทศ ออสเตรีเลีย ย่อมเคยได้ยินสถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่อว่า Three Sisters Rock กันมาบ้าง โดยสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่เก่าแก่ มีอายุมาตั้งแต่หลายร้อยล้านปีมาแล้ว ซึ่ง Three Sisters Rock   แปลเป็นชื่อภาษาไทยว่าหินสามพี่น้อง  

        Three Sisters Rock  มีลักษณะเป็นผาหินขนาดใหญ่มีจำนวนทั้งสิ้น 3 ก้อนเรียงต่อกันและหินแต่ละก้อนนั้นก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกัน นอกจากนี้หินแต่ละก้อนจะมีความสูงที่แตกต่างกันอีกด้วย เช่น  Meenhi หินก้อนนี้จะมีความสูงทั้งสิ้น  922 เมตร  ส่วนหินก้อนถัดมามีชื่อเรียกว่า Wimlah  ซึ่งหินก้อนนี้จะมีความสูงทั้งสิ้น  918 เมตรและหินก้อนสุดท้ายมีชื่อเ่รียกว่า Gunnedoo สำหรับหินก้อนนี้จะมีความสูงทั้งสิ้น 906 เมตร  

        สำหรับหินสามพี่น้อง หรือ Three Sisters Rock นี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติบลูเม้าท์เท่นส์ เมืองทาคุบา  สำหรับปรากฎการณ์ที่ทำให้เกิดขึ้นมาเป็นหินสามพี่น้องนั้นว่ากันว่าหินทั้งสามก้อนนี้ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อน

ซึ่งลักษณะของการเกิดขึ้นมาของหินทั้งสามก้อนนี้นั้น  เชื่อกันว่าน่าจะเกิดขึ้นมาจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกขึ้นอย่างมากทำให้บริเวณทั้งหมดของภูเขา Blue Mountain นั้นปกคลุมไปด้วยน้ำ

         โดยกระแสน้ำจากมหาสมุทร นั้นได้พัดตะกอนขึ้นมาทับถมกันเป็นแนวนอนหลายชั้นอย่างต่อเนื่องและเมื่อประมาณ 200 ล้านปีก่อนในเกิดภูเขาไฟระเบิดขึ้นทำให้เกิดความเสียหายในบางชั้นหิน   ทำให้หินบริเวณที่ระเบิดได้รับความเสียหาย และหนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มหินสามพี่น้องนี้ด้วย ดังนั้น หลังจากสิ้นสุดเหตุการณ์ระเบิดของภูเขาไฟสิ้นสุดลงลักษณธของหินสามพี่น้องจึงมีรูปร่างเหมือนอย่างกับที่เราเห็นในปัจจุบันนี้นั่นเอง 

        นอกจากนี้ยังมีตำนานที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Three Sisters Rock เป็นตำนานของชาวอะบอริจินซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมในออสเตรเลียได้แล้วว่าแต่เดิมทั้ง 3 เป็นพี่น้องกันมีชื่อว่า  Meenhi , Wimlah  และ Gunnedoo  และทั้งสามคนพี่น้องก็มีพ่อเป็นพ่อมดหมอผีชื่อ เทียงวัล เขาได้เสกให้สามพี่น้องเป็นหินเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเธอเป็นอันตรายจากสงครามระหว่างเผ่า

       ส่วนอีกตำนานนั้นล่ะว่าเที่ยววันได้เสกให้สามพี่น้องกลายเป็นหินเพื่อปกป้องพวกเธอจะบันยิปซึ่งเป็นสัตว์ร้ายในตำนานของชาวอะบอริจินมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาที่อุทยานแห่งชาติบลูเม้าท์เท่นส์เพื่อมาเยี่ยมชมเห็นสามพี่น้องและดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัวนอกจากที่จุดชมวิวนี้แล้วยังสามารถมองเห็นหินสามพี่น้องได้อีก 3 ช่องทางได้แก่รถราง  เคเบิ้ลคาร์และกระเช้าลอยฟ้า 

 

สนับสนุนโดย.  3 ตัว บาทละ 1000

ตำนานเมือง เรื่องผีประเทศญี่ปุ่นสุดสยดสยอง ที่หลอนจนกระทั่งไม่กล้าที่จะนอน

เรื่องผีไหนๆในโลก ก็ไม่มีไหนมีอากาศ แล้วก็ความเย็นยะเยือกเสมือนกับว่ามีคนจ้องดูอยู่ด้านหลังได้พอๆกับ เรื่องผีประเทศญี่ปุ่นอีกแล้ว เพราะว่าตำนานเมืองของประเทศญี่ปุ่นนั้นมันช่างมีความแปลกประหลาด และก็มีเงื่อนไขในการที่จะปรากฏออกมาค่อนข้างจะมากยิ่งกว่าที่อื่นๆ

แล้วก็ต่อไปก็คือ เรื่องราวกล่าวขาน ตำนานเมืองสยองขวัญที่เลื่องลือที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ประเภทที่ว่าแม้ว่าจะมาถึงปัจจุบันที่การมาของอินเตอร์เน็ตนั้นเข้าถึงคนมากมายแล้ว แต่ว่าความกลัวลึกๆที่อยู่ภายในจิตใจกลับไม่เคยเลือนหายไปตามเวลา

  1. ตำนานผี ฮานาโกะซัง ในห้องน้ำ

เรื่องผีที่อยู่ในอันดับมาตลอด แล้วก็คนไทยหลายคนก็คงจะรู้จักเช่นเดียวกัน สำหรับผีฮานาโกะที่อาศัยอยู่ตามห้องน้ำ เล่ากันว่า ถ้าเกิดเคาะประตูส้วมที่ชั้นสาม เคาะสามครั้งแล้วถามคำถามว่า “ฮานาโกะซังอยู่ไหม” ถ้าเกิดมีเสียงตอบกลับมาว่า “ไฮ่” ประตูก็จะเปิดออก รวมทั้งมีเด็กสาวสวมกระโปรงสีแดงลากตัวเราไป สถานที่จะพบเห็นได้จะเป็นห้องน้ำเด็กหญิงเวลาข้างหลังเลิกเรียน

ฮานาโกะนั้นเป็นเรื่องผีที่อาจมีเนื้อหาที่แตกต่างในในแต่ละโรงเรียนด้วย คงจะมีการอัพเดทให้มีความน่าขนลุกกับสถานที่นั้นๆด้วยนั่นเอง ส่วนที่มาของฮานาโกะนั้น เข้าใจกันว่าเธอเป็นเด็กที่มีการเสียชีวิตในระหว่างตอนสงครามโลก ตอนที่มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิด เธอได้หนีเข้าไปหลบอยู่ภายในห้องน้ำ ผลก็คือเปลวไฟจากระเบิดนั้นคลอกเธอตายทั้งเป็น นั่นก็เลยทำให้ผีของเธอจะต้องรอตะลอนไปๆมาๆในห้องน้ำ

  1. ฮิโตบาชิระ ตำนานเสาหลักเมืองของญี่ปุ่น

ฮิโตบาชิระ เป็นชื่อที่ทำการเรียกของพิธีบูชายัญที่ใช้มนุษย์ทั้งที่ยังไม่ตาย ฝังไว้ใต้หรือใกล้ตึกใหญ่ สะพาน แล้วก็พระราชวังในสมัยก่อน เพื่อที่จะเป็นคำภาวนาต่อเทพเจ้าเพื่อที่จะทำให้การก่อสร้างสามารถเป็นไปได้ด้วยดี และไม่ให้ตึกโดนทำลายจากธรรมชาติหรือการจู่โจมของศัตรู

ตำนานเสามนุษย์ที่ขึ้นชื่อลือนามที่สุดก็คือที่ ปราสาทมารุโอกะ จังหวัดฟุคุอิ หนึ่งในพระราชวังไม้ที่โบราณ แล้วก็งามที่สุดของประเทศญี่ปุ่น เมื่อก่อนการก่อสร้างนั้นทุกข์ยากลำบากมาก ไม่ว่าจะทำการสร้างจำนวนกี่ครั้งเสาหินก็จะกระหน่ำพังลงมาเสมอ แม่หม้ายนามว่า โอชิซึ ก็เลยถูกนำตัวมาเป็นเครื่องบูชา โดยมีสิ่งแลกเปลี่ยนเป็นให้ลูกชายของเธอจะได้เข้ามาเป็นซามูไรรับใช้ในปราสาท เธอถูกฝังทั้งที่ยังไม่ตายใต้เสาหลัก รวมทั้งต่อไปการก่อสร้างพระราชวังก็เป็นไปอย่างง่ายดาย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    ทดลองเล่นบาคาร่า se

การรบในสงครามโลกครั้งที่สองของ JOHN MALCOLM THORPE

ซึ่งในเวลาต่อมาการรบของอังกฤษในฝรั่งเศสก็เรียกได้ว่าเป็นหายนะมากๆเลยกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้มีการถอยลงไป การรบในสงครามโลก และ JOHN MALCOLM THORPE ก็ได้อยู่ในเหตุการณ์นี้เหมือกันและเขาในขณะที่กำลังถอยลงมาขาก็ถูกปืนกลยิงใส่เข้าที่คอ

เมื่อมีคนเข้าไปถามเขาว่า JOHN MALCOLM THORPE มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเลือดออกเต็มเลยเขาได้พูดอย่างง่ายๆเลยว่าปืนกลเยอรมันแล้วก็เดินไปเฉยๆเลยโดยในสมรภูมิเยอรมันเขาได้รับเหรียญกล้าหารอันนึงเนื่องจากว่าเขาวิ่งผ่าดงกระสุนเพื่อจะไปช่วยทหารอังกฤษคนนึงที่ติดอยู่ในวงล้อม

การโจมตีของพวกเยอรมันก็ช่วยออกมาได้อย่างสำเร็จเขาจึงได้เหรียญกล้าหารและเป็นเหรียญแรกของเขาโดยหลังจากเหตุการณ์ดันเคิร์ก JOHN MALCOLM THORPE ก็ได้เปลี่ยนสักกัดของตัวเองไปอยู่ในหน่วยของคอมมารโดซึ่งหลังจากการฝึกเป็นคอมมารโดเรียบร้อยแล้ว

ในปี1941หน่วยของเขาได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการในการบุกโจมตีโรงเก็บวัตถุดิบที่เอาไว้ทำระเบิดของพวกเยอรมนีในนอร์เวย์และหลังจากที่หน่วยคอมมารโดได้ทำการยกพลขึ้นบกได้สำเร็จเขายังไปนำเอาปี่เขาตัวของเองขึ้นมาเป่าเพลงในการนำทัพของเขาไปเดินไปข้างหน้าคือเรียกได้ว่าทำแบบสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเลย

ซึ่งหลังจากการรบทหารเยอรมันที่ประจำการกได้ทำการวางอาวุธแล้วก็ยอมแพ้ภายใต้การนำของ JOHN MALCOLM THORPE จึงทำให้เขาได้เหรียญเป็นครั้งที่สองแล้วและยังไม่จบเพียงเท่านี้เขายังไปรบที่อิตาลีในปนี1943เขาได้รับภารกิจให้นำหน่วยของเขาไปโจมตีที่ตั้งปืนใหญ่ของเยอรมันในเมืองเล็กๆ

ดังนั้นพอไปถึงหน่วยคอมารโดของเขามีจำนวนที่น้อยกว่ามากเลยเขาเลยเลือกที่จะวางแผนโจมตีพวกเยอรมันในเวลากลางคืนโดยที่จะใช้วิธีแบบซุ่มเงียบไปเขาได้ให้ทหารกระจายตัวออกไปล้อมรอบหมู่บ้านเอาไว้แล้วก็ทำการตระโกนและยิงเข้าไปในหมู่บ้านทำให้พวกเยอรมันตื่นตกใจแล้วคิดว่า

ฝั่งสัมพันธมิตรมีจำนวนทหารมากกว่าเยอรมันในขขณะเดียวกันตัวเขาเองและผู้ช่วยของเขาที่เป็นผู้หมู่คนนึงได้แอบเข้าไปในหมู่บ้านแล้วได้ทำการจับเฉลยมาได้42คนเลยด้วยการกระทำในครั้งนี้เขาได้รับรางวัลเป็นเหรียญกล้าหารอีกอันนึงแต่ไม่ใช่เหรียญแบบเดิม

โดยในการรบครั้งนั้นเขาดันทำดาบของเขาหายไปในหมู่บ้านที่อิตาลีแต่แทนที่เขาจะไม่สนใจแล้วทิ้งไปเขานั้นก็ได้เดินทางกลับไปยังหมู่บ้านนั้นคนเดียวเพื่อไปตามหาดาบของเขาและเขาก็พบเจอดาบของเขาก็เรียกได้ว่าเป็น JOHN MALCOLM THORPE สมชื่อจริงๆ

 

สนับสนุนโดย.  aesexy

เทพเจ้าของญี่ปุ่นและความหมายของความเชื่อของเทพแต่ละองค์ 

ความเชื่อของเทพแต่ละองค์  หากคุณได้เคยไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นหรือเคยศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นจะเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นคือหนึ่งในประเทศที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และศาลเจ้าเป็นจำนวนมากและศาลเจ้าแต่ละแห่งในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็จะมีรูปปั้นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำอยู่ซึ่งคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรานี้มากไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็มักจะไปขอพร 

เรามาดูกันว่าความหมายและความเชื่อของเทพเจ้าแต่ละองค์ที่คนญี่ปุ่นให้ความเคารพนับถือนั้นมีแบบไหนกันบ้างและมีองค์เทพไหนบ้างที่เป็นศักดิ์สิทธิ์ของประเทศญี่ปุ่น 

         สำหรับใครที่อาจจะไม่ค่อยสนใจเกี่ยวกับข้อมูลของญี่ปุ่นมากนัก แต่ถ้าหากเป็นคนที่อ่านหนังสือการ์ตูน หรือเล่นเกม ก็อาจจะเคยรู้จักองค์เทพเหล่านี้ผ่านตามาบ้าง เนื่องจากว่า  เทพเจ้าของญี่ปุ่นมีอิทธิพลต่อสื่ออย่างหนังสือการ์ตูนต่างๆ

รวมถึงสถานที่หลายแห่งในญี่ปุ่นเราก็จะเห็นว่ามีทั้งรูปปั้นศาลเจ้าหรือรูปภาพเพื่อบูชาเทพที่นำพาความโชคดีหรือปัดเป่าภยันตรายต่างๆเรามาดูกันครับว่าเทพที่ทุกคนเคยได้เห็นจากสื่อหรือสถานที่ต่างๆนั้นมีชื่อว่าอย่างไรกันบ้าง

 เทพเจ้าคันนน หรือเจ้าแม่กวนอิมนั่นเองเป็นเทพแห่งความเมตตากรุณาวัดหลายแห่งในญี่ปุ่นจะบูชาเทพเจ้าคันนนจึงมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมอยู่ในวัดมากมาย อะเกียวและอันเกียว  มักจะมีรูปปั้นของคนที่คอยเฝ้าประตูทางเข้าวัดญี่ปุ่นก็คืออาเกียวและอันเกียวนั่นเองเป็นเทพของความโกรธเกรี้ยวความรุนแรงความแข็งแกร่งและพละกำลังถืออาวุธหอกอยู่เสมอ  

           ไรจินและฟูจิน  ได้ชื่อว่าเป็นเทพอสุนีบาตและเทพวายุเป็นเทพแห่งสายฟ้าฝนและลมมักทำให้เรือล่มและทำความเสียหายแก่ไร่นาชาวญี่ปุ่นซึ่งหวาดกลัวปรากฏในรูปลักษณ์ของปีศาจพี่ชายกับน้องสาวสิหน้าดุร้ายยืนอยู่บนก้อนเมฆถือถุงลมและตีกลองเพื่อทำให้ลมพัดแล้วฟ้าร้องเชื่อกันว่าแต่เดิมเป็นมารที่มุ่งทำลายดินแดนแห่งพระพุทธต่อมาจึงถูกจับและเปลี่ยนมารับใช้พุทธศาสนาแทน

            โฮเท ผู้ที่เป็นเทพแห่งความสุขและความรู้จักพอเชื่อว่าช่วยทำมาค้าขายดีมากตั้งรูปปั้นเทพนี้เอาไว้ที่ทางเข้าร้านค้ามีรูปลักษณ์เป็นชายร่างท้วมถือถุงย่ามใบใหญ่และพัด  ใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตรดูร่าเริงรู้จักกันในชื่อพระหัวเราะ   

        เทพสึคิโยมิ  เป็นเทพแห่งดวงจันทร์เป็นพี่น้องกับเทพ อามะเทราสึ มีรูปลักษณ์เป็นชายสุขุมนุ่มนวลในอดีตอยู่ด้วยกันกับเทพอะมะเทราสึอยู่บนสวรรค์จนเกิดเรื่องมั้งใจกันจึงได้ย้ายไปอยู่อีกฟากฟ้าจนเกิดเป็นกลางวันกลางคืนนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย    WM Casino

ตำนานทูตสวรรค์หลุยซิเฟอร์

ตำนานทูตสวรรค์หลุยซิเฟอร์ เนื่องจากนี้ถ้าหากเราจะมองตามหลักเหตุผลไม่เอาตำนานเรื่องเล่าขานอะไรมาเกี่ยวข้องมันก็มีความคิดหนึ่งที่น่าสนใจเลยได้เป็นความคิดจากครูสอนศาสนาและก็นักจิตเวทยาหลายๆคนเขาก็จะบอกว่าการมีซาตานมันก็เลยตอบโจทย์ในด้านความสมบูรณ์แบบของพระเจ้า

ซึ่งในความเชื่อหลักๆจะบอกว่าพระเจ้าคือผู้สร้างที่สมบูรณ์แบบแต่ว่าไม่เคยทำอะไรผิดเลยแต่ว่าบนโลกมนุษย์ทำไมที่พระเจ้าได้สร้างขึ้นมากลับมาความยากลำบากอยู่ทุกย่อมหญ้าเลยความโหดร้ายที่มนุษย์ได้ฆ่ากันเองมันมีอยู่ในทุกยุคทุกสมัยมันเกิดขึ้นจากอะไรถ้าพระเจ้าดีจริงๆทำไมถึงได้สร้างสิ่งที่มีความคิดชั่วร้ายแบบนี้ขึ้นมาล่ะ

ดังนั้นเองเราจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างตัวร้ายขึ้นมาเพื่อที่จะได้อธิบายเรื่องร้ายๆทั้งหมดที่เกิดขึ้นพอได้มีอะไรร้ายๆขึ้นมาก็โยนทิ้งให้ซาตานหมดเลยตัวอย่างหนึ่งจากเรื่องราวดังกล่าวก็คือช่วงที่มีภัยพิบัติสิบประการของอียิปต์ที่พระเจ้าไปทำนายเอาไว้ว่าบุตรหัวปีทั้งหลายของชาวอียิปต์จะต้องตาย

นอกจากนี้ถ้าใครมีความคิดแล้วว่าทำไมพระเจ้าถึงได้โหดถึงขนาดนี้จะลงมาฆ่าลูกเล็กเด็กแดงแบบนี้ทั้งหมดเลยหรอก็เลยมีบางคนได้บอกว่าการตายของผู้คนในครั้งนี้ไม่ใช่น้ำมือของพระเจ้าแต่ว่าเป็นฝีมือของอสูรร้ายที่มีชื่อว่ามักเทม่าตัวนี้ก็จะเป็นทูตแห่งภัยพิบัติที่ได้ปรากฏตัวอยู่ในพระคัมภีร์มรณะแห่งเดดซีต้องขอบอกก่อนว่าตรงนี้มันไม่ใช่พระคัมภีร์ที่ชาวคริสต์เขาไม่ถือว่าเป็นพระคัมภีร์แต่หากเราได้อ่านมันก็จะมีอสูรตัวนี้ปนอยู่ด้วย

เพราะฉะนั้นแล้วมัดเทม่ามันได้เป็นทูตสวรรค์ตัวหนึ่งที่มันได้ควบคุมอสูรร้ายมันจะสามารถควบคุมทำให้อสูรพวกนี้ไปทำร้ายหรือมอบความซวยให้กับมนุษย์ได้คุณเคยสงสัยกันไหมว่าคำว่าซาตานมันแปลว่าอะไรและทำไมบางทีฝรั่งเขาถึงได้ใช้คำว่าซาตานเดวิดที่แปลกว่าปีศาจล่ะ

ซึ่งคำว่าซาตานได้มาจากภาษาฮิบรูที่แปลว่าฝ่ายตรงข้ามคู่อริหรือว่าศัตรูอะไรแบบนี้และศัตรูที่ว่านั้นก็คือศัตรูของฝ่ายดีนั่นเองและคำว่าซาตานที่คนสมัยก่อนเขาได้ใช้กันก็จะไม่ได้หมายถึงปีศาจกันอย่างเดียวแต่จะเหมาะรวมถึงความชั่วร้ายทุกสิ่งที่เป็นด้านมือของมนุษย์เรา

โดยคำว่าวาตานต่อมาก็เลยกลายมาเป็นชื่อของเจ้าชายแห่งความมืดหรือว่าหัวหน้าของปีศาจตามความเชื่อของอับราฮัมอย่างเช่นศาสนายิวศาสนาคริสต์แล้วก็ศาสนาอิสลามและหนึ่งในเรื่องราวที่แสดงให้เห็นแนวคิดว่าซาตานว่าเป็นคั่วตรงข้ามกับพระเจ้าและทุกอย่างที่ชั่วร้ายขึ้นมาได้เกิดขึ้นมาจากซาตานนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    wm เครดิตฟรี 100

ประวัติเมืองเชียงใหม่ สมัยราชวงศ์มังราย 

          เมื่อประมาณ 700 ร้อยปีมาแล้ว ประวัติเมืองเชียงใหม่ ในสมัยนั้นเป็นช่วงสมัยที่พระยามังรายเป็นผู้ครองนคร และมีการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่นี้เป็นราชธานี  ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงประมาณปี พ.ศ. 1839  ซึ่งในตอนนั้นเราเรียกที่นี่ว่า อาณาจักรล้านนา  และมีชื่อว่า นพบุรีศรีนาครพิงค์ เชียงใหม่ 

          สำหรับในอดีตนั้นเมืองเชียงใหม่นับได้ว่ามีการปกครองตนเองไม่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ของไทยเพราะมีกษัตริย์ของราชวงศ์มังรายคอยให้การปกครองนับได้ว่าเป็นมหานครที่ปกครองตนเองโดยอิสระและมีประวัติมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีซึ่งนับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันก็มีวิวัฒนาการและมีการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนามาอย่างต่อเนื่องสำหรับการปกครองโดยกษัตริย์ของราชวงศ์มังรายนั้นมีการปกครองมาช่วงประมาณ 200 ปี

          หลังจากนั้นก็ได้เสียเอกราชให้กับกษัตริย์พม่าซึ่งในขณะนั้นอยู่ในช่วงปีพุทธศักราช 2101 ประวัติเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่กษัตริย์พม่าปกครองภายใต้ชื่อในนามของบุเรงนองและหลังจากที่ กษัตริย์บุเรงนอง สามารถเข้าควบคุมนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ได้ก็มีการดูแลและปกครองภายใต้การปกครองของกษัตริย์บุเรงนองมาโดยตลอดรวมถึงยังมีเหล่ากษัตริย์ของประเทศพม่าอีกหลายคนรวมแล้วถึง 200 ปีกว่าที่ประเทศไทยจะสามารถเข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่และยึดกลายมาเป็นของประเทศไทยได้

           ซึ่งในขณะนั้นผู้ที่เท่าทำการยึดครองเมืองเชียงใหม่ได้นั้นก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโดยในขณะนั้นได้ทำการร่วมมือกันทำศึกสงครามเพื่อขับไล่ชาวพม่าให้ออกไปจากเมืองเชียงใหม่ได้เป็นผลสำเร็จซึ่งในขณะนั้นเมืองเชียงใหม่มีผู้นำภายใต้การปกครองของล้านนาไทยโดยพระยากาวิละและพระยาจำบ้านภายหลังจากที่ได้มีการยึดครองเมืองเชียงใหม่มาได้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงได้มีการสถาปนาเจ้าเมืองเชียงใหม่ขึ้นมา

           ซึ่งในขณะนั้นเป็นพระเจ้ากาวิละที่ได้กลายเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงใหม่ก็กลายเป็นเมืองของประเทศราชของกรุงเทพฯนับจากนั้นเป็นต้นมาภายหลังในช่วงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้มีการประกาศให้มีการยกเลิกเมืองประเทศราชเกิดขึ้นและนับแต่นั้นเป็นต้นมาเมืองเชียงใหม่จึงได้ถือว่าไม่ใช่เมืองประเทศราชของกรุงเทพฯอีกต่อไปภายหลังจึงมีการจัดตั้งเป็นจังหวัดเกิดขึ้นและมีการเรียกชื่อจังหวัดนี้ว่าจังหวัดเชียงใหม่จบจนมาถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง

          สำหรับเมืองเชียงใหม่นั้นแต่เดิมเคยแบ่งออกเป็นยุคสมัยถึง 4 ยุคสมัยด้วยกันนับได้ว่าประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่นั้นมีความเก่าแก่และยาวนานมากโดยยุคสมัยของเมืองเชียงใหม่นั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนที่จะมีการก่อสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมานั่นคือยุคสมัยแรกต่อมาก็มีราชวงศ์มังรายมาเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองจึงเป็นยุคสมัยที่ 2 หลังจากนั้นถูกพม่ายึดครองและกลายเป็นเมืองขึ้นของพม่าและนี่คือยุคสมัยที่ 3 สุดท้ายในยุคสมัยที่ 4 นั้นก็คือการที่ประเทศไทยสามารถไปยึดเมืองเชียงใหม่กลับมาได้และกลายเป็นเมืองประเทศราชของไทยอยู่ภายใต้การดูแลของประเทศไทยมาปัจจุบันนี้นั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  hiallbet

ตำนาน ปามุคคาเล่ 

        ตำนาน ปามุคคาเล่  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของประเทศตุรกีอีกแห่งหนึ่ง   โดยที่นี่นั้นปัจจุบันเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในเมืองเดนิซลี  โดยที่นี่เรียกว่าปราสาทปุยฝ้ายซึ่งสถานที่แห่งนี้นั้นมีอายุเก่าแก่มานับเป็นหมื่นๆปีแล้วโดยที่นี่มีน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ ซึ่งว่ากันว่าถ้าหากได้มีโอกาสมาแช่ที่น้ำพุร้อนแห่งนี้แล้วจะช่วยทำให้ผิวพรรณดีเปล่งปลั่งสวยงามมีน้ำมีนวล  

     โดยน้ำพุแห่งนี้ มีตำนานเล่าขานกันตั้งแต่สมัยชาวโรมันมาว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งเธอเป็นคนที่ขี้เหร่ใครๆเห็นต่างก็พากันรังเกียจและหวาดกลัวหน้าตาของเธอทำให้ไม่มีคนในหมู่บ้านคนไหนอยากจะแต่งงานกับเธอเลยไม่ว่าเธอจะเดินผ่านไปไหนถ้าเห็นหน้าเธอต่างก็จะพากันหลบหนีทำให้เธอนั้นเสียใจเป็นอย่างมากและสุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย

     และสถานที่ที่เธอมาฆ่าตัวตายนั่นก็คือบริเวณหน้าผาของ ตำนาน ปามุคคาเล่  แห่งนี้นั่นเองเธอได้กระโดดหน้าผาลงมาแล้วก็มาเจอกับแอ่งน้ำพุร้อนซึ่งตอนที่เธอกระโดดนั้นแทนที่เธอนั้นจะตายแต่ปรากฏว่าเธอกลับมีชีวิตรอดและที่สำคัญเมื่อเธอโผล่ขึ้นมาจากน้ำปรากฏว่าหน้าตาที่ขี้ริ้วขี้เหร่ของเธอนั้นกลับกลายเป็นหน้าตาที่มีความสวยงามผิวพรรณของเธอนั้นก็เป็นเปล่งปลั่งซึ่งตรงข้ามกับเธอคนเก่าจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

    หลังจากที่เธอนั้นกลายมาเป็นคนใหม่ที่มีความงดงามทำให้ผู้ชายในหมู่บ้านต่างก็พากันใฝ่ฝันอยากจะได้แต่งงานกับเธอในขณะเดียวกันก็มีท่านลอร์ดคนหนึ่งซึ่งปกครองเมืองเดนิซลีแห่งนี้ได้มาเย็นกิตติศักดิ์ความงดงามของหญิงสาวคนดังกล่าวเข้าจึงได้มาดูให้เห็นกับตาว่างามจริงสมคำร่ำลือหรือไม่และเมื่อเดินทางมาถึงและได้เจอกับหญิงสาวก็ทำให้ท่านหลอดนั้นตกหลุมรักหญิงสาวในครั้งแรกทันทีและท่านหลอดก็ได้ตัดสินใจขอหญิงสาวแต่งงานในที่สุด

           ดังนั้นที่ปามุคคาเล่ แห่งนี้จึงกลายเป็นน้ำพุร้อนที่มีการร่ำลือกันว่าหากได้มีการลงไปแช่ตัวก็จะช่วยบำรุงผิวให้มีความงดงามส่วนสาเหตุที่ทำให้การแช่ตัวในน้ำพุร้อนแห่งนี้ทำให้ผิวดีนั้นก็เพราะว่าที่นี่นั้นมีแร่ธาตุเกิดขึ้นมาเองจากธรรมชาติเป็นจำนวนมากเวลาที่เราไปแช่น้ำร้อนนั้นก็จะทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายของเรานั้นไปกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดทำให้ ผิวพรรณของเรานั้นสวยงามเปล่งปลั่งขึ้นมานั่นเอง

           ปัจจุบันที่ปามุคคาเล่ แห่งนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนมักจะมาแช่น้ำพุร้อนแล้วที่นี่ยังมีการเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและมีการทำเป็นรีสอร์ทสปาเพื่อให้นักท่องเที่ยวนั้นได้มาแช่น้ำพุร้อนพื้นที่ผิวพรรณจะได้สวยงามเหมือนอย่างในตำนานนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  lovebet999

หน้าที่ของยมทูตและความเชื่อของไทย

หน้าที่ของยมทูต สำหรับยมทูตว่ากันว่าเป็นผู้ที่มีหน้าที่นำพาดวงวิญญาณของผู้ที่พึ่งเสียชีวิตให้เดินทางไปยังดินแดนหลังความตายโดยหน้าที่ของยมทูตนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินผู้ตายแต่อย่างใดจะเป็นเพียงแค่คนที่ได้นำทางให้วิญญาณของคนตายได้เดินทางไปยังดินแดนหลังความตายด้วยความปลอดภัยเท่านั้นเพื่อจะไปรับคำตัดสินของผลกรรมต่างๆที่เคยได้ทำเอาไว้ก่อนตายนั่นเอง

โดยผู้นำพาดวงวิญญาณหรือว่ายมทูตนั้นจะมีปรากฏอยู่ในแทบทั่วโลกเลยและจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละความเชื่อตัวอย่างเช่นยมทูตตามความเชื่อของคนไทยว่ากันว่าเป็นกุมพันที่มีบุญน้อยจะมีหน้าตาที่ดุดดันตาโตมีสีแดงผิวดำแล้วก็นุ่งผ้าสีแดง

โดยจะมีภาระกิจหลัก หน้าที่ของยมทูต โดยการที่ไปรับตัวผู้หมดอายุขัยในโลกมนุษย์มาสู่ยมโลกในเวลาที่มทูตเขาได้ปฏิบัติงานจะประกอบไปด้วยหัวหน้าชุดก็จะเป็นคนที่มีบุญมากกว่าทหารยมทูตแล้วก็จะมีทหารยมทูตติดตามอย่างน้อยสองตนโดยหัวหน้าชุดยมทูตจะมีความแตกต่างจากทั่วไปคือเครื่องประดับเป็นสร้อยทองคำในมือจะถือโซตวนส่วนทหารยมทูตนั้นจะไม่มีเครื่องประดับใดๆในมือก็จะถืออาวุธทำหน้าที่ในการไปรับดวงวิญญาณของคนตายและนำพาไปพบพยายมราชเพื่อรับคำตัดสินของผลกรรมที่ได้ทำเอาไว้ก่อนที่จะตายนั่นเอง

นอกจากนี้เวลาที่ตายที่ได้ไปรับดวงวิญญาณของผู้ตายนั้นก็เขาก็จะไปเป็นชุดโดยจะไปครั้งละสามตนบ้างห้าตนบ้างหรือว่าเจ็ดตนบ้างแล้วแต่ว่าผู้ตายนั้นจะมียศมีตำแหน่งมีอำนาจในเมืองมนุษย์มากเพียงใดเพราะว่าบางทีคนเหล่านี้เมื่อตายไปแล้วอาจจะยังไม่รู้ตัวเลยคิดว่าตนเองนั้นยังคงยิ่งใหญ่เหนือกว่าผู้ใดอยู่เพื่อที่จะเป็นการข่มขวัญให้ยมโลกให้ยอมสยบแต่โดยดียมทูตจึงได้ทำงานกันเป็นทีมนั่นเอง

โดยที่เรื่องราวทั้งหมดนี้มันก็เป้นเพียงแค่ความเชื่อตัวเราเองก็ไม่สามารถยืนยันได้ในสิ่งที่ได้พูดออกไปว่ามันได้เป็นจริงหรือเปล่าและก็เป็นลักษณะของยมทูตที่มีความเชื่อในลักษณะของไทย

ส่วนทางความเชื่อของอารยธรรมชองอียิปต์นั้นก็จะมีผู้นำพาดวงวิญญาณที่ได้ทำหน้าที่เหมือนกับยมทูตอยู่นั้นโดยผู้นำพาดวงวิญญาณของอียิปต์นั้นจะมีชื่อว่า Anubis โดยอนูบิส ว่ากันว่าเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งของอียิปต์ที่ได้มีบทบาทอย่างสำคัญเป็นอย่างมกเพราะว่าอนูบิสเป็นเทพเจ้าแห่งความตาย

ดังนั้นในการประกอบพิธีกรรมการทำศพต่างๆแบบอียิปต์โบราณและเรื่องราวในโลกของหลักความตายของมนุษย์ เทพอนูบิสก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องราวเหล่านี้ด้วย

 

สนับสนุนโดย.  หวยดี

โคลอสเซียม มีที่มาอย่างไร

โคลอสเซียม คือสนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ เมื่อในสมัยยุคโรมันหรือเมื่อ2000ปีที่แล้ว เป็นสนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและรอบๆนอกของโคลอสเซียมถูกสร้างโดยใช้ประตูทั้งหมดเลย ซึ่งสร้ามกีฬาที่ถูกสร้างโดยที่ใช้ประตูทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่หน้าทึ่งของคนในยุคนี้มากซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่การนำประตูมาใช้สร้างอย่างเดียวเพียงเท่านั้น

แต่มีมากมาย เช่นเป็นการใช้กลไกลต่างๆในการสร้างของโคลอสเซียม ที่มีทั้งระบบของลิปในการใช้ขนส่งคนหรือสัตว์ขึ้นไปในนั้น หรือ แม้แต่องศาต่างๆ การวางการจัดเรียงและอุปกรณ์ ที่ใช้ในการสร้างต่างๆที่ใช้มีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก และมีใช้จูคนได้มากสูงสุด50,000-55,000 คน

ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันก็จะมีความกว้างหรือ ใหญ่พอๆกับสนามฟุตบอลสถามกลางไปถึงใหญ่เลยทีเดียว แต่เพราะในสมัยนั้นไม่ได้มีเทคโนโลยีเหมือนสมัยนี้ดังนั้นก็เลยทำให้ได้รับความสนใจและเป็นสิ่งที่หน้าสนใจเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ซึ่งคนที่เริ่มคิดสร้างสนามกีฬา โคลอสเซียม ขึ้นมานั้นมีเหตุผลนั้นก็คือ ต้องการที่จะหยุดการใช้ความรุนแรงและการโกลหนในกรุงโรมันสมัยนั้น

เนื่องจากว่าจักวรรดิ สมัยนั้นได้เกิดวิกิเศรษฐ์กิจรุมแรงเป็นอย่างมากเพราะว่า จักรพรรดิเนโร จักรพรรดิองค์ที่5ของโรมัน ได้ทำการขึ้นภาษีจากประชาชนเป็นอย่างมากเพราะว่าจะทำการสร้างปราศาจขนาดใหญ่ใจกบางกรุงโรมและสร้างรูปปั่นทองคำ100% เพื่อที่จะได้ทราบ ศักยภาพของเขาให้ทั้งโลกได้เห็นว่ากรุงโรมนั้นไม่ได้เป็นที่2แต่อย่างได้

และเนื่องจากนี้เป็นเหตุที่ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านการเก็บภาษีที่ไม่ได้เป็นธรรมสักเท่าไหร่จึงเกิดการก่อประติวัตกันอยู่อย่างหลายปีซึ่งทางจักรวรรดิ เนโร ซึ่งต้องการที่จะหยุดการประติวัต ก็ได้ทำการติดต่อกับแม่ทัพคนหนึ่งที่มีผลงานจากการสู้รบชนะประเทศอังกฤษนั้นตอนนั้น ซึ่งมีชื่อว่า เวสเปเซียน (VESPASIAN) ซึ่งคนๆนี้ได้เป็นคนที่คิดที่จะทำการสร้าง โคลอสเซียม แห่งนี้ขึ้นมา และจะได้เป็นจักพรรดิคนต่ออีกด้วย และหลังจากที่ เวสเปเซียน(VESPASIAN) ได้รับคำสั่งนี้ก็สามารถทำให้กรุงโรมกลับมาสงบอีกครั้งได้

และจากความสงบนั้นได้ไม่นานเพราะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเก็บภาษีแต่อย่างใด ซึ่งก็ได้มีการก่อประติวัตกันเกิดขึ้นอีกครั้งแต่มีความรุนแรงกว่าครั้งแรกหลายเท่าตัว จึงทำให้จักพรรดิเนโร จึงต้องยอมสระตำแหน่งลง และตัวเนโร รู้ว่าการที่จะสระตำแหน่งลงนั้นจะต้องโทษประหารอยู่แน่เขาจึงทำการอัตวินิบาตกรรมเพื่อหนีโทษการประหารนั้นเอง

และหลังจากการที่เนโร ทำการอัตวินิบาตกรรม นั้นก็ยังเกิดเศรษฐกิจวิบัดอยู่นั้นซึ่งมีลักษณะยาวนานกว่า 3จักรพรรดิเลย ซึ่งก็ได้มีการประชุมกันว่าจะทำการแก้ปัญหาตรงนี้กันอย่างไรดี และก็ได้มีมัสติกันว่าให้ทำการติดต่อไปหา เวสเปเซียน(VESPASIAN) เพื่อมารับตำแหน่งจักรพรรดิ และกลับมาแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ และ เวสเปเซียน(VESPASIAN) ก็ได้คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้ผู้คนกลับมาศรัทธาและเขาก็ได้คิดสร้างสนาม แห่งนี้ขึ้นมานั้นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    heng868