การเล่นผีของชาวมอญที่จังหวัดราชบุรี

สำหรับการเล่นผีของชาวมอญนี้จะเล่นกันเฉพาะในวันสำคัญคือวันสงการต์การเล่นผีของชาวมอญในจังหวัดราชบุรียังคงมีการอนุรักษ์เอาไว้เพราะเนื่องจากว่ายุคสมัยที่มีวัฒนาการต่างๆก้าวหน้าไปการเล่นผีของชาวมอญก็จะค่อยๆหายไปแล้วทำให้ผู้คนอื่นๆเขาจะไม่ค่อยรู้กันว่าชาวมอญได้มีการละเล่นผีแบบนี้กันจริงๆหรือไม่วันนี้เราได้รวบรวมการเล่นผีของชาวมอญมาให้ทุกคนได้รับฟังกันว่าการเล่นผีของชาวมอญนั้นได้มีการเล่นกันยังไง

เราจะพูดถึงความรู้กันก่อนว่าการเล่นผีของชาวมอญจำเป็นที่จะต้องมีเจ้าพิธีเพราะเนื่องจากว่าเจ้าพิธีจะมีหน้าที่สำคัญในการเชิญผีเข้ามาในร่างแล้วก็เชิญผีออกจากร่างรวมไปถึงการรวบคุมการกำกับการดูแลร่างเพื่อไม่ให้ร่างเกิดอัตรายจากการเล่น

เนื่องจากว่าเวลาที่ผีได้เข้าสิงร่างผู้เล่นจะไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองได้จำเป็นที่จะต้องมีเจ้าพิธีอัญเชิญผีเข้าโดยการจุดธูปเทียนมีดอกไม้เป็นเครื่องบูชาแล้วถ้าหากว่าจะเชิญผีออกจากร่างก็จะต้องส่งเวียงดังๆเข้าไปที่หูโดยทำผ่านเจ้าพิธี

โดยการเล่นผีของชาวมอญไม่ใช่เป็นการเข้าร่างขอหวยขออะไรแต่นี่มันเป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานชาวบ้านว่ากันว่านี่คือสีสันประจำประเพณีสงการต์ของชาวมอญกันเลยหากประเพณีสงการต์ไม่มีการเล่นผีจะถือว่ามันไม่สมบูรณ์แบบเราก็เลยไปหาข้อมูลในการเล่นผีต่างๆของชาวมอญว่าเขามีการเล่นผีอะไรกันบ้าง

สำหรับเรื่องแรกที่ชาวมอญชอบเล่นกันก็คือผีกะลาการเล่นผีกะลานั้นคนดูก็จะมีการนั่งล้อมวงกันแล้วจะมีผู้เล่นนั่งอยู่ตรงกลางและเจ้าพิธีหรือคนที่เขาคอยดูแลร่างทรงจะทำการปิดตาผู้เล่นจุกธูปเทียนเชิญผีเข้าสิงในร่างกลุ่มผู้เล่นคนดูจะเริ่มเรียกร้องผีเข้ามาสิงโดยการปรบมือกันเป็นจังหวะแล้วทุกคนจะร้องพร้อมกันว่ากุกุกะมาเยอ เร็วเข้าๆจะเป็นการร้องซ้ำๆแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีสิงเข้ามาสิงในร่าง

นอกจากนี้เมื่อได้มองเห็นผู้เล่นเริ่มจะมีอาการตัวสั่นก็จะเร่งจังหวะที่เร็วขึ้นๆเพื่อให้รู้ว่าผีได้เข้ามาสิงร่างแล้วเมื่อผีได้เข้ามาสิงร่างแล้วเจ้าพิธีจะทำการเปิดผ้าที่ปดตาออกผู้เล่นจะเริ่มเคราะกะลาตามจังหวะเพลงที่ชาวบ้านที่กำลังร้องกันแล้วก็มีการรำกันบางทีคนดูก็อินไปจนถึงรำเป็นเพื่อนของร่างทรงคนนี้ด้วยเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

อาถรรพ์เมืองลับแลกลางป่าเปลี่ยว

สุขใดเล่าเท่ากับกินเหล้าเปิดเพลงหลังจากที่รุ่นน้องสองคนได้ออกไปซื้อเหล้าผมก็เบาเสียงเพลงคนเมาเต็มที่มักจะไม่ค่อยได้ยินเสียงเพลงมันไม่ต่างอะไรกับบาร์ที่ชอบเปิดเพลงเสียงดังๆให้รู้ค้าฟังสักพักผมก็เปิดเพลงเพื่อชาร์จแบตเอาไว้รอเปิดตอนที่ซื้อเหล้ากลับมา

นอกจากนั้นลมที่เยือกเย็นมันก็พัดมาบรรยากาศชวนให้ขนลุกพิกลสักพักก็ได้มีเสียงดนตรีได้ลายตามลมมาถ้าผมจำไม่ผิดว่ามันเป็นเสียงแห่กลองยาวฉาบ แต ฆ้องจังหวะนั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

ซึ่งผมก็ได้คิดไปว่าใครมาแห่อะไรดึกที่วัดมีงานอะไรหรือเปล่าและผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากสักพักเอกกับป๊อบก็กลับมาเท่าที่ฟังเสียงบิดเร่งเครื่องมามันทั้งสองขี่รถไวจริงผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเพราะพวกนี้เมาแล้วชอบขับรถไวทุกทีจากนั้นทั้งสองก็ได้ลงรถมาอย่างรีบๆและไม่มีท่าทีที่จะอยากดื่มเหล้าต่อผมก็เลยบอกมันว่าเมื่อไรจะเปิดเหล้ากูอยากกินเต็มทีแล้ว

นอกจากนี้หลังจากที่นั่งกินเหล้าอยู่ผมก็ได้ถามหาบุหรี่จากนั้นทั้งสองมันบอกว่ารถล้มแล้วหายและบอกว่าผมได้เจอของดีตอนที่ผมได้ไปซื้อเหล้าตอนไปไม่มีอะไรแต่ตอนกลับเท่านั้นแหละเจอของดียังไงผมได้ให้เอกขับเพราะว่าผมเมากว่ามันป๊อบบอกขากลับช่วงภูเขาบ้านตาหนองมีใครไม่รู้ได้ใส่ชัดขาวอยู่เต็มถนนเลยมีแตรวงด้วยเอกได้เห็นก่อนมันเลยชี้ให้ผมดูด้วยความเมาผมจึงตะโกนออกไปด้วยเสียงที่ดังเฮ้ยทำอะไรกันขวางถนนเต็มไปหมดเลยจะไปไหนกัน

ซึ่งคนแถวนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกันเลยเห็นหน้าพวกมันไหมไม่เห็นเลยเห็นแต่พวกมันใส่ชุดขาวบางคนถืออุ้มมอะไรก็ไม่รู้คล้ายกับพานบางคนก็ถือธงบางคนก็ไม่ถืออะไรเลยมีคล้ายแตรวงนำหน้าสักพักผมได้มองว่าจะไปไหนกันพี่เชื่อไหมคนทั้งกลุ่ม20-30คนเดินเข้าไปในป่าทางเข้าบ้าน ตาหนอง 

หลังจากที่พวกเขาได้เห็นแบบนั้นเอกก็ได้ปล่อยรถล้มของที่ซื้อมาได้หล่นหมดพวกผมไม่ได้เก็บเลยรีบเอารถขึ้นแล้วบิดมาเลยหายเมาไปทันทีเหลือแต่เหล้าขวดเดียว สงสัยพวกมึงเจอดีเข้าให้แล้วแหละไม่ต้องกินกันต่อแล้วขนผมลุกขึ้นมาทันที

จากนั้นผมก็ได้สั่งให้พวกน้องๆเก็บของไม่ต้องกินแล้วป๊อบมึงจะกลับบ้านเลยไหมจะกลับบ้านยังไงเส้นทางบ้านผมต้องกลับไปทางเดียวกันที่พึ่งเจอดีมาผมไม่กล้าไปหลอกพี่ผมกลัวผีงั้นก็นอนที่นี่ก็ได้รุ่งเช้าค่อยกลับ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  v9bet

เรื่องราวที่สหรัฐทิ้งนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

ระเบิดที่ได้นำเอาไปทิ้งที่ฮิโรชิมากับนางาซากิมันมีอะไรที่มากกว่าที่เรารู้ๆกันสหรัฐได้ปกปิดอะไรพวกเราเอาไว้แล้วรู้หรือไม่ว่าโตเกียวก็เคยตกเป็นเป้าปรมาณูแต่มันได้ถูกยกเลิกไปด้วยเหตุผลโง่ๆถ้าหากว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังไม่เคยผ่านหูผ่าตาของเพื่อนๆบอกเลยว่ามันแน่ๆ 

ประเทศสหรัฐได้ให้ยาพิษแก้นักบินของตัวเองก่อนที่จะออกบินไปทิ้งระเบิดสหรัฐก็ได้ให้คำสั่งกับนักบินของตัวเองว่าพวกเขาจะต้องไปทำภารกิจอะไรสักอย่างหนึ่งแต่จะมีเพียงแค่สามนายเท่านั้นจาก12นายที่รู้ว่าแท้จริงแล้วภาระกิจของเขานั้นมันคืออะไรและที่ขนขึ้นมาบนเครื่องบินมันไม่ใช่แค่ระเบิดธรรมดา

นอกจากนั้นนักบินแล้วก็ลูกเรือก็ยังได้รับยาชนิดหนึ่งมันคือไซยาไนด์เป็นยาพิษที่ร้ายแรงโดยลูกเรือทุกคนได้รับคำสั่งว่าถ้าหากทำภารกิจผิดพลาดเครื่องบินถูกยิงตกเพราะว่าพวกเขาจะต้องตกลงตายเพราะว่าเครื่องบินแต่ถ้าหากว่าดวงแข็งรอดมาได้ก็อย่ากลับมาให้กินยาพิษนี้ซะเพราะว่าพวกนายทำภารกิจไม่สำเร็จ

ซึ่งสหรัฐจริงๆแล้วเขาก็ปิดบังอะไรเราไม่เยอะมากเลยและเรามาดูข้อต่อไปกันต่อเลยสหรัฐได้ปิดบังเรื่องอื่นอีกในตอนแรกสหรัฐอเมริกาได้ปฏิเสธในข้อเท็จจริงที่ว่าระเบิดนิวเคลียร์มันมีกัมมันตรังสีที่มันจะส่งผลกับมนุษย์ไปอีกยาวไกลเป็นอย่างมาก

ทั้งนั้นสหรัฐก็ยังบอกว่าการโจมตีโดยการทิ้งระเบิดนี้มันเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่ามันจะมียอดของผู้เสียชีวิตน้อยกว่าการบุกเข้าไปโจมตีด้วยกำลังพลแล้วมันก็จะทำให้ญี่ปุ่นยอมอย่างง่ายดายแต่สิ่งที่เรารู้ๆกันอยู่ว่ามันน้อยหรือไม่และยังเก็บเอากำลังพลไปด้วยไม่รู้กี่คน

นอกจากนี้ก่อนหน้าที่จะมาทิ้งนิวเคลียร์จริงๆสหรัฐก็ได้วางแผนทิ้งนิวเคลียร์ที่แผ่นดินญี่ปุ่นอยู่หลายรอบหลักฐานอีกอย่างหนึ่งว่าสหรัฐเขาก็ตั้งใจที่จะมาทำการทดลองนิวเคลียร์ก็คือมีการซ้อมแบบหลอกๆ

โดยการทิ้งระเบิดน้อยๆที่มีลักษณะเหมือนกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ทิ้งในฮิโรชิมาและที่นางาซากิแต่ว่าระเบิดพวกนี้มันจะไม่มีสารกัมมันตภาพรังสีอยู่

ซึ่งมันจะมีชื่อว่าระเบิดฝักทองชื่อเหมือนจะน่ารักแต่ความเสียหายไม่น่ารักเท่าไหร่ว่ากันว่าสหรัฐได้ทิ้งระเบิดพวกนี้ลงในแผ่นดินญี่ปุ่นราวๆประมาณ40กว่าลูกมันจะเป็นการทิ้งระเบิดเพื่อทำการทดสอบดูแรงของลมน้ำหนักหรือว่าอะไรทำนองนี้ก็ตามที่จะทำให้นิวเคลียร์ได้ลงมาและส่งผลได้อย่างแท้จริงเพื่อในการทำการทดลองแบบหลอกๆจากนั้นก็ได้ทิ้งระเบิดของจริงลงไป

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  betbb

ตำนานผีตีนกลับสุพรรณบุรี

สำหรับเรื่องราวสยองขวัญนี้ได้เกิดขึ้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีชายคนหนึ่งและเพื่อนๆเขาอีกจำนวนหนึ่งเขาได้ไปท่องเที่ยวกันที่งานวัดจากนั้นพอถึงเวลาพวกเขานั้นก็ชวนกันกลับรถกะทะคันเดิมที่พวกเขาได้นั่งอัดกันมาเที่ยวงานวัด

หลังจากที่พวกเขานั้นกำลังเดินทางกลับนั้นได้ใช้ถนนในเส้นทางหนึ่งไฟฟ้าก็ไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่แต่ก็ยังมองเห็นท้องถนนอยู่หลังจากนั้นที่พวกเขาได้ขับรถไปในถนนได้ในระยะหนึ่งก็พบเจอกับศาลไม้เก่าๆอยู่หลังหนึ่งแล้วก็มีต้นไม้ที่มีลำต้นค่อนข้างที่จะใหญ่ปกคุมไปทั่วบริเวณนั้นเป็นภาพที่บบอกได้เลยว่าถอดแบบออกมาจากหนังผีกันเลยทีเดียว

เนื่องจากนี้ในขณะที่พวกเขานั้นได้ขับรถผ่านโค้งไปโค้งหนึ่งอยู่เขานึกยังไงก็ไม่รู้ว่าเขานั้นได้พูดกับเพื่อนๆว่า เฮ้ยสถานที่ตรงนี้กูได้ยินมาวันมันมีคนตายถูกรถชนลำตัวบิดเบี้ยไปทั้งตัวพูดไปในทำนองของเรื่องผีตีนกลับหรือว่าเรื่องราวของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ได้ถูกรถชนจนทำให้ลำตัวของเธอนั้นบิดเบี้ย

ซึ่งตลอดระยะทางที่พวกเขานั้นได้ขับกันไปมืดๆนั้นเขาก็ได้เล่าเรื่องนี้ไปเรื่อยๆถึงแม้ว่าในเวลานี้มันจะไม่ดึกเท่าไหร่ประมาณ5ทุ่มเศษแต่ถนนบริเวณนั้นมันโล้งผิดปกติมันน่าแปลกใจมากในเส้นทางที่เขาใช้นั้น

โดยปกติอย่างน้อยมันก็จะต้องมีรถผ่านมาสักคันหนึ่งแต่ในระหว่างทางที่ขับรถไปและก็เล่าเรื่องผีไปไม้เห็นรถคันไหนสวนมาเลยหรือแม้กระทั่งรถที่จะขับตามมามันก็ไม่มีเลยสักคันสองข้างทางมันเต็มไปด้วยทุ่งนาแสงสว่างก็ไม่มีจะมีแต่เพียงไฟหน้ารถเท่านั้นเองที่ส่องให้เห็นในช่วงระยะเวลานั้น

ในขณะที่เขาขับรถไปเรื่อยๆจังหวะนั้นตัวเขาได้เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนก้มหน้ามืดอยู่ในโพงข้างทางลักษณะเป็นผู้หญิงผมยาวใส่ชุดคล้ายกับพนักงานโรงงานแขนทั้งสองข้างแนบลำตัวและตัวเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเท่าไหร่เพียงแค่พูดออกมาเบาๆว่าผู้หญิงคนไหนออกมายืนอยู่คนเดียวมืดๆ

ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรหลังจากที่พูดจบเขาก็ได้ขับรถตามทางไปเรื่อยๆด้วยความเร็วประมาณ120ในจังหวะนั้นเองระหว่างทางที่เขากำลังขับรถไปได้เหลือบไปเห็นกระจกหลังรถภาพในกระจกได้สะท้อนให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในมุมมืดข้างทางเมื่อกี่นี้ที่เขาได้พบเจอว่ามีผู้หญิงใส่ชุดโรงงานแล้วยืนแขนแนบลำตัวกำลังเดินตามรถมาอย่างช้าๆมันน่าตกใจมากๆเพราะว่ารถของเขาวิ่งด้วยความเร็ว120กิโลเมตรแต่ที่เห็นลักษณะของผู้หญิงขาของเขาได้หันกลับไปด้านหลังและส้นเท้าด้านหลังได้ชี้มาด้านหน้าก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆเทียบเท่ากับความเร็วรถวิ่ง120เลย

 

สนับสนุนโดย  สถิติหวยลาว 62

ตำนานเผด็จนายปัก จุงฮี

สำหรับในช่วงยุคสาธารณรัฐที่สองก็เต็มไปด้วยเรื่องที่น่าผิดหวังหลายเรื่องรัฐบาลที่ได้ชนะการเลือกตั้งมีคะแนนเสียงปริ่มน้ำเกินมาแค่2-3ที่นั่งเท่านั้นเองส่วนฝ่ายค้านก็คือฝ่ายอำนาจเก่าการกวาดล้างเครือข่ายของ นาย รีซึง มันก็ล้มเหลวในสายตาประชาชนนักธุรกิจรายใหญ่และนายพลรวยๆยังลอยนวลแถมเศรษฐกิจก็แย่ลงเอามากๆค่าเงินวอนตกต่ำแค่ช่วงสั้นๆไม่ถึง1ปีข้าวสารแพงขึ้นถึง60%อัตราการว่างงานพุ่งสูงเกิน23%

ซึ่งคนในเกาหลีใต้มีเวลาให้พักหายใจจากทรราชคนก่อนอยู่เพียงแค่1ปีก็ต้องพบกับฝันร้ายครั้งใหม่เศรษฐกิจไม่ดีสงครามเย็นรอบโลกกำลังเข้มข้นเมื่อสบโอกาส นายพล ปัก จุงฮี ฉีกรัฐธรรมนูญ ทำรัฐประหารในวันที่16พฤษภาคม ค.ศ.1961  นายพล ปัก จุงฮี ได้ขอเวลา2ปีเพื่อจะแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นที่ทำให้ประเทศเศรษฐกิจไม่ดีและฟื้นฟูกองทัพเพราะการปราบคอมมิวนิสต์และการรวมประเทศเหนือใต้คือความจำเป็นอันดับหนึ่ง

ยุคสาธารณรัฐมราสาม  ค.ศ.1963 – 1972 คณะรัฐประหารยกเลิกสภาผู้แทนราษฎรเดิมทิ้งไปและก็ตั้งสภาใหม่ขึ้นมาเรียกว่าสภาสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูชาติ

โดยเป็นสภาที่มีอำนาจสูงสุดและ นายปัก จุงฮี ตั้งตัวเองเป็นประธานนอกจากนั้นก็ยังสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาอีกก็คือการเป็นทหารนักการเมือง

เริ่มโดยการก่อตั้งสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติขึ้นโดยมีCIAเป็นต้นแบบและเรียกว่าKCIAเพื่อความมั่นคงของชาติต่อสู้กับคอมมิวนิสต์แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแขนเป็นขาให้กับรัฐบาลทหารที่กำลังจะเล่นการเมืองต่อมาสภาของคณะรัฐประหารก็ยังออกกฎหมายชำระสะสางทางการเมืองเสร็จแล้วก็ทำประชามติ

ซึ่งได้ผ่านรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ให้กลับไปให้อำนาจให้กับประธานาธิบดีสูงสุดเหมือนเดิมส่วนทางด้านผู้อำนายการหน่วยKCIA คิม จองพิล ก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาชื่อพรรคDRP Democratic Republican Party 

โดยได้ใช้เครือข่ายของสำนักข่าวกรองที่ตั้งขึ้นมาและเงินทุนที่ได้จากนักธุรกิจหน้าเดิมๆที่ได้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ตั้งแต่ยุค นายรี ซึงมัน 

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว นายพล ปัก จุงฮี ก็เลยบอกว่าครบเวลาแล้วที่ขอไว้ไม่นานแล้วจากที่เคยบอกว่าตัวเขาและคณะรัฐประหารจะไม่เล่นการเมืองจะไม่สืบทอดอำนาจแต่พอถึงเวลาเลือกตั้งนายพล ปัก จุงฮี ก็ได้ลาออกจากกองทัพและบังเอิญ เหมาะเจาะมากๆ ที่ว่าเขาได้รับการเลือกเป็นแคนดิเดตประธานธิบดีของพรรคDRPหรือพรรคที่ได้ตั้งขึ้นมาใหม่แบบพอดิบพอดีเลยขอเวลาตั้งสองปีสุดท้ายก็ได้หน้าเดิมไม่เรียกว่าเส็งเคร็งก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆมา นายปักจุงฮี ก็ชนะเลือกตั้งแบบฉิวเฉียดทั้ง2สมัยในปี ค.ศ.1963-1967ทศวรรษที่1960เกาหลีใต้ภายใต้การปกครองของ ปัก จุงฮีเศรษฐกิจก็เริ่มขยายตัวพอดีเกาหลีเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมไปรวดเร็วมากจากการช่วยเหลือเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

คนไทยมีถิ่นกำเนิดมาจากไหนกัน?

สำหรับทฤษฎีในส่วน กลุ่มที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่ในบริเวณมณฑลเสฉวนของประเทศจีนและเจ้าของแนวต้นตำราของความคิดนี้ก็คือ นายเตเรียน เดอ ลาคูเปอรี ที่เป็นผู้เชียวชาญทางนิรุกติศาสตร์ของอินโดจีนจากผลงานของเขา The Cradle of the Shan Race  

ซึ่งเขาได้อาศัยหลักฐานจีนโดยได้พิจารณาในความคล้ายคลึงกันทางภาษาของผู้คนในจีนและเอเชียทาตะวันออกเฉียงใต้และได้สรุปว่าคนเชื้อชาติไทยได้ตั้งถิ่นฐานในดินแดนจีนมาก่อนจีนคือเมื่อราวๆ2,200ปีก่อนคริสตศักราชเรื่องของชนชาติไทยได้รับการกล่าวถึงในรายงานสำรวจผู้ภูมิประเทศจีนในสมัยพระเจ้ายู

ซึ่งประเทศจีนนั้นเขาได้เรียกไทยกันว่าโมงหรือต้าโมงถิ่นที่อยู่ของไทยที่ได้ปรากฏในจดหมายจีนนี้มันได้อยู่ในเขตของมณฑลเสฉวนในปัจจุบันงานของ นายเตเรียน เดอ ลาคูเปอรี ได้เปนที่สนใจของนักวิชาการไทยในสมัยนั้นเป็นอย่างมากจนได้รับการสืบทอดต่อกันมาในผลงานเขียนของนักประวัติศาสตร์คนไทยเช่นสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพประภาศิริ พระยาอนุมานราชธน หลวงวิจิตรวาทการ ศาสตราจารย์รองศยามานนท์ 

สำหรับทฤษฎีที่สาม กลุ่มที่ได้มีความเชื่อกันว่าไทยได้มีถิ่นกำเนิดกระจัดกระจายทั่วไปในบริเวณตอนใต้ของประเทศจีนและทางเหนือของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียบใต้ตลอดจนแคว้นอัสสัมของอินเดียและต้นตำรับแห่งทฤษฎีนี้ได้มาจากนักสำรวจชาวอังกฤษที่มีชื่อว่า นายเออาร์ โคลฮอน เขาได้เดินทางสำรวจดินแดนตั้งแต่ทางภาคใต้ของประเทศจีนจากกวางตุ้งตลอดถึงมัณฑเลย์ในพม่าและผลจากการสำรวจก็ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อAcross Chryae

ซึ่งได้มีการเขียนเล่าเรื่องในการเดินทางในการสำรวจดินแดนดังกล่าวแลเขียนรายละเอียดในรายงานเอาไว้ว่า”ได้มีการค้นพบคนไทยชาติไทยในแถบนี้โดยตลอด”งานเขียนนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในอังกฤษเมื่อในปีพ.ศ.2428ผู้เขียนนั้นได้รับรางวัลเหรียญทองจากสมาคมภูมิศาสตร์ของประเทศอังกฤษกันเลยทีเดียว

นอกจากนั้นในช่วงเวลาต่อมาหนังสือเล่มนี้ก็ได้ถูกนำเอาไปแปลให้เป็นภาษาของฝรั่งเศสและเยอรมันมันจึงทำให้แนวคิดนี้ได้แพร่หลายกันออกไป

เนื่องจากนี้แล้วก็ยังได้มีงานค้นคว้างประเภทการอาศัยการตีความหลักฐานจากประเทศจีนอีกเช่นงานของ E.H.Psrkerปาร์คเกอร์ผู้ที่ได้เคยเป็นกงสุลของประเทศอังกฤษประจำเกาะไหหลำได้เขียนบทความเรื่องน่านเจ้าได้พิมพ์เผยแพร่ เมื่อปี พ.ศ.2437 ดดยได้อาศัยตำนานของประเทศจีนบนความนี้ได้พูดถึงอาณาจักรน่านเจ้า 

ซึ่งได้เป็นอาณาจักรของคนไทยโดยเฉพาะราชวงศ์สีนุโลถือเป็นราชวงศ์ไทยแท้และคนไทยเหล่านี้ได้ถูกคนจีนกดดันจึงได้หนีอพยพลงมาทางใต้

รัฐธรรมนูญฉบับแรกวันที่ 27มิถุนายน2477 นายปรีดี พนมยงค์

จุดหมายหนึ่งในการก่อตั้งหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์คือการพยายามให้นักศึกษาและอาจารย์รุ่นใหม่ได้มีโอกาศได้รับรู้ความเป็นมาของมหาวิทยาลัย

ซึ่งได้ถือกำหนดและมีโชคชะตาพลิกผันอยู่คู่กับปราสาทการมิถุนายน 2476 พระยาพหลพลพยุเสนายึดอำนาจกลับคือประกาศเปิดสภาผู้แทนราษฎรและเชิญปรีดีกลับสู่สยาม

ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเติบโตมาจากโรงเรียนข้าราชการพลเรือนจึงมุ่งผลิตจำนวนน้อยเพียงตอบสนองความต้องการระบอบราชการแต่การ “ ก่อตั้งหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และการเมือง “ ตามแนวคิดของปรีดีในปี2477มีจุดมุ่งหมายหลักคือการขยายฐานประชาธิปไตยไปสู่ประชาชนมหาวิทยาลัยเปิดแห่งนี้จึงได้มุ่งสอนกฎหมายเพื่อให้กดกติกากลายเป็นกรอบค้ำจูสังคมใหม่ทดแทนการตัดสินใจของผู้มีอำนาจดั่งแต่ก่อนจำนวนนักศึกษารุ่นแรกที่สูงถึง7,000คนจึงแสดงถึงความตื่นตัวของประชาชนในการก้าวสู่ระบอบใหม่ได้มาเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เป็นมหาลัยเปิดจึงไม่ได้มีนักศึกษามาเรียนเป็นประจำนักศึกษาส่วนใหญ่นั้นก็จะอยู่บานหรือว่าอยู่ต่างจังหวัดแต่ระยะช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่2หน่อยจะมีสิ่งที่เรียกว่าเตรียมธรรมศาสตร์เกิดขึ้นเหมือนอย่างที่เรามีการเตรียมจุฬา

ดังนั้นเมื่อได้มีระดับที่เป็นมัธยมปลายอาจจะเรียกว่าเป็นเยาวชนวัยรุ่นก็ได้ทำให้มหาวิทยาลัยนั้นก็มีบรรยากาศคึกคักขึ้นเพราะว่าตอนนี้ที่ทำให้มีบรรยากาศของความเป็นสำนักการศึกษาอย่างแท้จริงการที่ได้มีการคิดค้นลัญลักษณ์ต่างๆเพื่อสร้างชีวิตและวิญญาณให้กับสถานศึกษาแห่งนี้คือสิ่งที่ผู้ปราสาทการให้ความสำคัญอย่างยิ่งเราคิดว่าผู้ปราสาทการ ปรีดี พนมยงค์ ท่านอาจจะคำนึงถึงเรื่องแบบนี้มากเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นในแง่ของการมีตราหาวิทยาลัยที่เป็นธรรมจักรและได้มีพานรัฐธรรมนูญอยู่ที่ได้เป็นตราของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มันได้บ่งบอกให้เห็นชัดเลยว่ามหาวิทยาลัยนี้มีเป้าหมายอย่างไรในแง่ของธรรมศาสตร์ในแง่ของประชาธิปไตยในสมัยก่อนนั้นการเปิดเรียนนั้นเทอมแรกก็คือ วันที่27มิถุนายน และวันที่27มิถุนายน นั้นเป็นวันรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศแล้วการเปิดเรียนในพักที่สองก็เป็นวันที่10 ธันวาคม 

ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญฉบับที่2 ไม่นานตึกโรงทหารเก่าบริเวณท่าพระจันทร์ก็กลายเป็นดินแดนที่อันเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและจิตวิญญาณอันร้อยละสิทธิ์และอาจารย์เข้าเป็นหนึ่งเดียวนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เติบโตต่อสู้มีชัยและพ่ายแพ้คู่กับระบอบประชาธิปไตยของสยามนับแต่วันแรก

นอกจากนี้ในความที่ว่าเป็นนักวิชาการที่ละเอียดในการค้นหาข้อเท็จจริงรวมทั้งถ่ายทอดสู่บุคคลรอบข้างเป็นลักษณะนิสัยที่โด่งเด่นของนายปรีดี นับแต่วัยศึกษาเหล่าเรียนกระทั่งได้รับฉายาว่าอาจารย์จากเพื่อนนักศึกษาในฝรั่งเศสและหัวท่าช้างเป็นอีกฉายาที่ถูกบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยความสนใจในพุทธศาสนารวมทั้งวิถีชีวิตที่เรียบง่ายต่างจากนักการเมืองทั่วไป

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet

พระยาทรงสุรเดชผู้มีประสบการณ์เป็นคนวางแผนการที่จะยึดอำนาจปฎิวัติใน พ.ศ.2475

 

ชาวคณะราษฎรก็เริ่มเดินทางกลับมาประเทศสยามตามความจำเป็นของชีวิตและเปลี่ยนไปติดต่อกันแบบลับๆแทน เริ่มจาก ปรีดี กลับสยามไปเป็นราชการใช้ทุนอยู่ในกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2470 บางคนยังได้อยู่ในยุโรปต่ออีกสองสามปีและได้มีการหาสมาชิกเพิ่มผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวจนเจอคนที่มีความคิดคล้ายๆกันเอาไว้เพิ่มอีก

เมื่อเวลาได้ผ่านไปกลุ่มคณะก็มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เช่น ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน นายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ ดร.ประจวบ บุนนาค ม.ล.อุดม สนิทวงศ์  นายบรรจง ศรีจรูญ และพระยาทรงสรุเดช กับ พระยาพหลพลพยุหเสนา นายทหารปืนใหญ่

ซึ่งได้ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่มคณะราษฎรและให้พระยาทรงสุรเดชผู้มีประสบการณ์เป็นคนวางแผนการที่จะยึดอำนาจการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบเก่าไปเป็นระบอบใหม่ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใช้กำลังแล้วคนที่มีกำลังอยู่แแล้วก็คือทหารแต่สำหรับคณะราษฎรนี้เรียกได้ว่าแทบจะมือเปล่าเลยก็ว่าได้

ทหารชั้นผู้ใหญ่โดยเฉพาะทหารบกที่มีอยู่เพียง4คนด้วยกัน ก็คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา  พระยาทรงสรุเดช  พระยาฤทธิอัคเนย์  และ พระประศาสน์พิทยายุทธ

โดยจำนวนของสมาชิกคณะราษฎรในช่วงก่อนการปฏิวัตินับตามความเป็นไปได้ทุกสายสมาชิกทั้งสายพลเรือนข้าราชการพ่อค้าปัญญาชนและทหารเรือทหารบกมีทั้งสิ้น115คนมากกว่าครึ่งหนึ่งอายุน้อยกว่า30ปีผู้ก่อการระดับแกนนำมี61คนด้วยกันเป็นทหารบก23นาย ทหารเรือ14นาย และพลเรือน24คนเท่านั้น 

ก่อนวันที่24มิถุนายนเพียงไม่กี่เดือนได้มีกาประชุมลับๆที่บ้านของพระยาสุรเดช กับบ้านของ ร.ท.ประยูร ภมมนตรี เฉพาะสมาชิกระดับนำประมาณ10คนประชุมกันเพียง7ครั้งซึ่งบันทึกหลายชิ้นก็ชี้ว่าช่วงนั้นข่าวกรองของทางการเริ่มไหวตัวว่ามีขบวนการที่จะก่อกบฎแต่ด้้วยความที่ผู้ต้องสงสัยไม่มีใครที่มีกำลังมากพอทั้งในเรื่องของเงินทองหรือแม้แต่ทหารก็ไม่มีใครอยู่ในระดับสูงมากไม่มีใครมีบารมีมากพอให้กังวลแผนก่อการที่พระยาทรงสุรเดชตัดสินใจใช้ก็คือ

ในระหว่างที่ในหลวงรัชกาลที่7เสด็จไปพักผ่อนอยู่ที่วังไกลกังวลหัวหินจะ้วิธีลวงให้ทหารออกมาเข้าร่วมกับฝ่ายตนหรือพูดง่ายๆเลยก็คือจิ๊กทหารออกมาร่วมปฏิวัติ

โดยเฉพาะรถถังรถหุ้มเกราะที่ต่อมาที่กลายเป็นธรรมเนียมในการยึดอำนาจว่าจะต้องเอาออกมาขับบนถนนในกรุงเทพซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในกรมทหารม้าที่1รักษาพระองค์สี่แยกเกียกกายเป็นจุดหลักสำหรับการปฎิบัติการถ้าเอาออกมาไม่ได้ก็คงจะถือว่าล้มเหลวในการประชุมครั้งสุดท้ายมีการเล่าว่าฝ่ายพลเรือนในคณะราษฎรหลายคนพยายามที่จะคาดคั้นพระนาทรงสุรเดชว่าตกลงแล้วจะมีกำลังพลออกมากี่คนกันแน่

พระยาทรงสุรเดชก็ตอบไม่ได้และเก็บลายละเอียดการลงมือเอาไว้เป็นความลับจนนาทีสุดท้ายเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  dewabet

จิตรกรผู้โด่งดัง Leonardo de vinci กับความลับบนภาพวาด

ถ้าหากพูดตามความเป็นจริงแล้วนั้น Leonardo de vinci ถือว่าเป็นจิตรกรที่มีความสามารถและโงดังในสายอาชีพของเขา แต่ในความสามารถของศิลปะแขนงอื่นๆนั้นไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานดนตรี ก็ถือว่าเขานั้นมีผู้มือในการสร้างสรรค์อยู่ในระดับแค่มือสมัครเล่นเท่านั้นไม่ได้สามารถสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ได้อย่างสุดยอดอย่างที่จิตรกรคนอื่นๆสามารถทำได้

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Leonardo de vinci นั้นก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขานั้นได้มีการผสมผสานความสามารถของเขาที่มีในทุกด้านที่เขานั้นจะสามารถสร้างสรรค์ได้ และเป็นสิ่งที่เขานั้นได้ซุกซ่อนเอาไว้ในผลงานที่เขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมาและทำให้ผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยผลงานที่โดดเด่นของเขานั้นก็คือ The Last Supper

ถึงแม้จะเป็นภาพวาดที่โด่งดังไปทั่วโลกในตอนแรกนั้นไม่มีควรทราบเลยว่า Leonardo de vinci นั้นได้มีการวางโน๊ตดนตรีไว้ในภาพอาหารมื้อสุดท้าย และมีการยืนยันจาก จีโอวานี่ มาเรียมพารา ที่ได้ยืนยันว่าเขานั้นได้ค้นพบตัวโน๊ตอยู่ในภาพวาดดังกล่าวของ Leonardo de vinci ด้วยและสามารถที่จะนำโน๊ตท่ถูกซ่อนไว้ในภาพออกมาเล่นได้เป็นเพลงที่ไพเราะและมีความยาวมากถึง40วินาที

โดยการพบตัวโน๊ตในภาพวาดนั้น จีโอวานี่ มาเรียมพารา ได้อาศัยตำแหน่งของขนมปังที่อยู่ในภาพวาดและตำแหน่งมือของทุกคนในภาพวาด โดย Leonardo de vinci ได้มีการวาดภาพอยู่ในตำแหน่งที่มีความเท่ากันเป๊ะเหมือนบรรทัดตัวโน๊ตเส้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งเรื่องนี้นั้นได้มีการสอบถามจากนักข่าวโดยการถามผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ทุซคานี ดาวินชี่ มิวเซียม ก็ได้กล่าวเช่นกันว่าทฤษฏีนี้นั้นมีความเป็นไปได้สูงด้วย สิ่งนี้เลยทำให้ภาพอาหารมื้อสุดท้ายนั้นที่พระเยซูได้ร่วมเสวยพระกายหารร่วมกับพระอัครสาวกทั้งของพระองค์ ได้กลับมาเป็นกระแสและเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพวาดนี้โด่งดังไปทั่วโลกอีกครั้ง

แต่ถึงอย่างไรจะสามารถนำสิ่งโน๊ตที่มีการค้นพบขึ้นมานั้นมาเล่นเป็นเพลงได้ก็ตามแต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานที่ปรากฏแน่ชัดไว้ว่า Leonardo de vinci นั้นตั้งใจที่ซ่อนน๊ตเพลงไว้ในภาพวาดจริงๆหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนทั่วโลกนั้นได้รู้จักและมีการกลับไปชมภาพวาดอาหารมื้อสุดท้ายอีกครั้ง

หลังจากภาพยนตร์ The Davinci Code ได้มีการถอดรหัสลับจากภาพวาดและกล่าวว่า ในภาพวาดอาหารมือสุดท้านนั้นไม่ใช่นักบุญจอร์นอย่างที่หลายคนนั้นเข้าใจแต่เป็นแมรี่ แม็กดาเลน จึงทำให้วงการของศาสนาคริสต์นั้นต้องมีการออกมาประท้วงใหญ่โตเลยทีเดียว และบอกกับคนทั่วโลกว่าสิ่งนี้นั้นเป็นเพียงนิยายที่ถูกแต่งขึ้นเท่านั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้นก็อาจจะต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมรับฟังเรื่องราวเหล่นี้ที่ถูกนำมาถ่ายทอดถึงก็จะสามารถถ่ายทอดได้ทั้งในทางที่ผิดและถูกด้วยนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

การแข่งขันศิลปะในช่วงวัยเด็ก

                ในเรื่องของศิลปะนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มีการเรียนรู้มาตั้งแต่ช่วงวัยเด็กและถือว่าเป็นวัยที่มีความสำคัญสำหรับที่จะเรียนรู้ศิลปะเช่นเดียวกัน เพราะความเป็นศิลปะนั้นถ้าหากได้รับการซึมซับอย่างดีมาตั้งแต่เด็กนั้นก็จะช่วยทำให้เด็กสามารถเจริญเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจที่อ่อนโยนได้เพราะจิตใจนั้นได้ถูกขัดกลาจากสิ่งที่เรียกว่าศิลปะมาแล้วนั่นเอง

ซึ่งการแข่งขันทางด้านศิลปะนั้นก็เป็นการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ที่จะสามารถช่วยให้เด็กนั้นมีการพัฒนาและเป็นการฝึกทักษะทางด้านศิลปะที่ดีมากยิ่งขึ้นได้ด้วย

                การแข่งขันศิลปะในช่วงวัยเด็กนั้นมักจะมีการสนับสนุนจากผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ปกครองพ่อแม่เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกฝนการเรียนรู้ทางด้านศิลปะแล้วนั้นยังเป็นสิ่งที่ช่วยในเรื่องของการพัฒน่าและฝึกฝนทางด้านจิตใจด้วย รวมทั้งเปรียบเสมือนการให้โอกาสในวัยเด็กและการสร้างอิสระในทางความคิดสร้างสรรค์ให้แกช่วงวัยเด็กด้วยทำให้เดกนั้นกล้าที่จะถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกจากข้างในออกมาได้ การแข่งขันศิลปะจึงถูกแบ่งออกเป็นหลากหลายประเภทมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันศิลปะด้วยการวาดภาพ ซึ่งการวาดภาพนั้นการมีหลายประเภทเช่นกันแต่สิ่งที่นิยมให้มีการแข่งขันในช่วงวัยเด็กนั้นก็คือการวาดภาพตามจินตนาการของเด็ก เพราะการแข่งขันในเรื่องของจินตนาการนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้เด็กนั้นสามารถพัฒนาความคิดและความรู้สึกทางด้านจินตนาการได้ เมื่อเด็กได้รางวัลจากการแข่งขันหรือความผิดหวังในการแข่งขัน เด็กๆเหบ่านั้นก็จะนำบทเรียนในการแข่งขันในครั้งนี้ไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงตังเองในอนาคตได้ เพื่อให้ตัวเองนั้นมีทักษะในด้านการจินตนาการที่มากขึ้นและดีขึ้นนั่นเอง

การระบายสี ก็เป็นอีกหนึ่งการแข่งขันที่จะช่วยในเรื่องของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดีและเป้นการแข่งขันที่ยังช่วยในเรื่องของการแยกแยะจำแนกสีต่างๆได้อย่างดีกด้วยถือว่าเป็นการแข่งขันที่จะสามารถเห็นได้ว่าเด็กนั้นมีการพัฒนาทาวงด้านความคิดสร้างสรรค์และการจำแนกสีตามความเป็นจริงได้มากน้อยเพียงด เพราะการแสดงฝีมือในการระบายสีในงานการแข่งขันศิลปะออกมานั้น

จะเห็นได้ว่าสีที่เด็กนั้นใช้ให้ความรู้สึกต่อรูปภาพนั้นอย่างไรนั่นเอง ซึ่งทั้งการวาดภาพและการระบายสีนั้นถทอว่าเป็นการแข่งขันทางด้านศิลปะที่ได้รับความนิยมในการเปิดโอกาสให้เด็กนั้นได้จินตนาการทสร้างสรรค์และถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของเด็กออกมาได้ และสิ่งเหล่านี้นั้นก็ยังเป็นสิ่งที่จะสามารถใช้ต่อยอดได้ในอนาคตอีกด้วยไม่เพียงเท่านี้การแข่งขันทางด้านศิลปะยังช่วยยฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดีและสามารถเป็นสิ่งที่จะถ่ายทอดความรู้สึกให้ผู้อื่นภายนอกได้รับรู้และสร้างความเพลิดเพลินได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

สนับสนุนโดย  ติดต่อ rb88